เนื้อความทั้งข้อ
[๕๔๑] ก็แล ท่านพระทัพพมัลลบุตร อันสงฆ์สมมติแล้วย่อมแต่งตั้งเสนาสนะรวมไว้
เป็นพวกๆ สำหรับหมู่ภิกษุผู้สม่ำเสมอกัน คือ ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระสูตร ท่านก็แต่งตั้ง
เสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่าพวกเธอจักซักซ้อมพระสูตรกัน ภิกษุ
เหล่าใดเป็นผู้ทรงวินัย ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า
พวกเธอจักวินิจฉัยพระวินัยกัน ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระอภิธรรม ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะ
รวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจักสนทนาพระอภิธรรมกัน ภิกษุเหล่าใด
เป็นผู้ได้ฌาน ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจัก
ไม่รบกวนกัน ภิกษุเหล่าใดชอบกล่าวดิรัจฉานกถา ยังมีการบำรุงร่างกายอยู่มาก ท่านก็แต่งตั้งเสนา-
*สนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่งด้วย ประสงค์ว่า ท่านเหล่านี้จักอยู่ด้วยความยินดีแม้นี้ ภิกษุ
เหล่าใดมาในเวลาค่ำคืน ท่านก็เข้าจตุตถฌานมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ แล้วแต่งตั้งเสนาสนะแม้
สำหรับภิกษุเหล่านั้นโดยแสงสว่างนั้นนั่นแล ภิกษุทั้งหลายย่อมแกล้งมาแม้ในเวลาค่ำคืน ด้วย
ประสงค์ว่าพวกเราจักได้ชมอิทธิปาฏิหาริย์ของท่านพระทัพพมัลลบุตรดังนี้ก็มี ภิกษุเหล่านั้นเข้าไป
หาท่านพระทัพพมัลลบุตรแล้วพูดอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้าทัพพะ ขอท่านจงแต่งตั้งเสนาสนะให้พวก
กระผม ท่านพระทัพพมัลลบุตรถามภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านปรารถนาจะอยู่ที่ไหน กระผมจะ
แต่งตั้งให้ ณ ที่ไหน ภิกษุเหล่านั้นแกล้งอ้างที่ไกลๆ ว่าพระคุณเจ้าทัพพะ ขอท่านจงแต่งตั้ง
เสนาสนะให้พวกกระผม ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ขอท่านจงแต่งตั้งเสนาสนะให้พวกกระผมที่เหวสำหรับ
ทิ้งโจร ขอท่านจงแต่งตั้งเสนาสนะให้พวกกระผมที่กาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ ขอท่านจงแต่งตั้ง
เสนาสนะให้พวกกระผมที่ถ้ำสัตตบรรณคูหาข้างภูเขาเวภาระ ขอท่านจงแต่งตั้งเสนาสนะให้พวก
กระผมที่เงี้ยมเขาสัปปโสณฑิกะใกล้สีตวัน ขอท่านจงแต่งตั้งเสนาสนะให้พวกกระผมที่ซอกเขา
โคมฏะ ขอท่านจงแต่งตั้งเสนาสนะให้พวกกระผมที่ซอกเขาตินทุกะ ขอท่านจงแต่งตั้งเสนาสนะ
ให้พวกกระผมที่ซอกเขากโปตะ ขอท่านจงแต่งตั้งเสนาสนะให้พวกกระผมที่ตโปทาราม ขอท่าน
จงแต่งตั้งเสนาสนะให้พวกกระผมที่ชีวกัมพวัน ขอท่านจงแต่งตั้งเสนาสนะให้พวกกระผมที่
มัททกุจฉิมฤคทายวัน ท่านพระทัพพมัลลบุตรจึงเข้าจตุตถฌานมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ มีองคุลี
ส่องแสงสว่างเดินนำหน้าภิกษุเหล่านั้นไป แม้ภิกษุเหล่านั้นก็เดินตามหลังท่านพระทัพพมัลลบุตร
ไปโดยแสงสว่างนั้นแล ท่านพระทัพพมัลลบุตรแต่งตั้งเสนาสนะสำหรับภิกษุเหล่านั้น โดยชี้แจง
อย่างนี้ว่า นี่เตียง นี่ตั่ง นั่นฟูก นี่หมอน นี่ที่ถ่ายอุจจาระ นี่ที่ถ่ายปัสสาวะ นี่น้ำฉัน นี่น้ำใช้
นี่ไม้เท้า นี่ระเบียบกติกาสงฆ์ ควรเข้าเวลานี้ ควรออกเวลานี้ ครั้นแต่งตั้งเสร็จแล้ว กลับมาสู่
พระเวฬุวันวิหารตามเดิม.
อถโข อายสฺมโต ทพฺพสฺส มลฺลปุตฺตสฺส รโหคตสฺส
ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ✎ ร่าง
Atha kho āyasmato dabbassa mallaputtassa rahogatassa paṭisallīnassa evaṁ cetaso parivitakko udapādi—
มยา โข ชาติยา
สตฺตวสฺเสน อรหตฺตํ สจฺฉิกตํ✎ ร่าง
“mayā kho jātiyā sattavassena arahattaṁ sacchikataṁ.
ยงฺกิญฺจิ สาวเกน ปตฺตพฺพํ สพฺพํ
มยา อนุปฺปตฺตํ✎ ร่าง
Yaṁ kiñci sāvakena pattabbaṁ sabbaṁ mayā anuppattaṁ.
นตฺถิ จ เม กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียํ กตสฺส วา
ปฏิจโย✎ ร่าง
Natthi ca me kiñci uttari karaṇīyaṁ, katassa vā paticayo.
กินฺนุ โข อหํ สงฺฆสฺส เวยฺยาวจฺจํ กเรยฺยนฺติ ฯ✎ ร่าง
Kiṁ nu kho ahaṁ saṅghassa veyyāvaccaṁ kareyyan”ti?
อถโข
อายสฺมโต ทพฺพสฺส มลฺลปุตฺตสฺส เอตทโหสิ✎ ร่าง
Atha kho āyasmato dabbassa mallaputtassa etadahosi—
อ้างอิงสยามรัฐ 1.368
ยนฺนูนาหํ สงฺฆสฺส
เสนาสนญฺจ ปญฺญาเปยฺยํ ภตฺตานิ จ อุทฺทิเสยฺยนฺ✎ ร่าง
“yannūnāhaṁ saṅghassa senāsanañca paññapeyyaṁ bhattāni ca uddiseyyan”ti.
ติ ฯ✎ ร่าง
“vandāmi, ayyā”ti.
อถโข
อายสฺมา ทพฺโพ มลฺลปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต
เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา
เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā dabbo mallaputto sāyanhasamayaṁ paṭisallānā vuṭṭhito yena bhagavā tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā bhagavantaṁ abhivādetvā ekamantaṁ nisīdi.
เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา ทพฺโพ มลฺลปุตฺโต
ภควนฺตํ เอตทโวจ✎ ร่าง
Ekamantaṁ nisinno kho āyasmā dabbo mallaputto bhagavantaṁ etadavoca—
อิธ มยฺหํ ภนฺเต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส
เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ มยา โข ชาติยา สตฺตวสฺเสน
อรหตฺตํ สจฺฉิกตํ ยงฺกิญฺจิ สาวเกน ปตฺตพฺพํ สพฺพํ มยา อนุปฺปตฺตํ
นตฺถิ จ เม กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียํ กตสฺส วา ปฏิจโย กินฺนุ โข
อหํ สงฺฆสฺส เวยฺยาวจฺจํ กเรยฺยนฺติ✎ ร่าง
“idha mayhaṁ, bhante, rahogatassa paṭisallīnassa evaṁ cetaso parivitakko udapādi mayā kho jātiyā sattavassena arahattaṁ sacchikataṁ, yaṁ kiñci sāvakena pattabbaṁ, sabbaṁ mayā anupattaṁ, natthi ca me kiñci uttari karaṇīyaṁ, katassa vā paticayo, kiṁ nu kho ahaṁ saṅghassa veyyāvaccaṁ kareyyanti.
ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ✎ ร่าง
Tassa mayhaṁ, bhante, etadahosi—
ยนฺนูนาหํ สงฺฆสฺส เสนาสนญฺจ ปญฺญาเปยฺยํ ภตฺตานิ จ อุทฺทิเสยฺยนฺติ✎ ร่าง
‘yannūnāhaṁ saṅghassa senāsanañca paññapeyyaṁ bhattāni ca uddiseyyan’ti.
อิจฺฉามหํ ภนฺเต สงฺฆสฺส เสนาสนญฺจ ปญฺญาเปตุํ ภตฺตานิ จ
อุทฺทิสิตุนฺติ ฯ✎ ร่าง
Icchāmahaṁ, bhante, saṅghassa senāsanañca paññapetuṁ bhattāni ca uddisitun”ti.
สาธุ สาธุ ทพฺพ✎ ร่าง
“Sādhu sādhu, dabba.
เตนหิ ตฺวํ สงฺฆสฺส เสนาสนญฺจ
ปญฺญาเปหิ ภตฺตานิ จ อุทฺทิสาหีติ ฯ✎ ร่าง
Tena hi tvaṁ, dabba, saṅghassa senāsanañca paññapehi bhattāni ca uddisā”ti.
เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา
ทพฺโพ มลฺลปุตฺโต ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ✎ ร่าง
“Evaṁ, bhante”ti kho āyasmā dabbo mallaputto bhagavato paccassosi.