‹ กลับ
สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร[ว่าด้วย การทำสันถัตสำหรับนั่ง]
เล่ม ๒ — วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ๒ (ปาจิตตีย์–เสขิยะ) · ข้อ 92 · วิ.มหา.๒. ๒/๒๑๑๔ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๙๒] ครั้งนั้น ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกับภิกษุบริษัทเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ. ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว. อันการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลายนี้ นั่น เป็นพุทธประเพณี. ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า ดูกรอุปเสน พวกเธอ พอทนได้ พอให้อัตภาพเป็นไปได้หรือ? พวกเธอเดินทางมาโดยได้รับความลำบากน้อยหรือ? ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกราบทูลว่า พอทนได้ พอให้อัตภาพเป็นไปได้ พระพุทธเจ้า- *ข้า อนึ่ง พวกข้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาโดยได้รับความลำบากเล็กน้อย พระพุทธเจ้าข้า. ก็แลขณะนั้น ภิกษุสัทธิวิหาริกของท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างพระผู้มี พระภาค จึงพระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูกรภิกษุ ผ้าบังสุกุลเป็นที่พอใจของเธอหรือ? ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า ผ้าบังสุกุล มิได้เป็นที่พอใจของข้าพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ก็ทำไมเธอจึงได้ทรงผ้าบังสุกุลเล่า ภิกษุ?. ภิ. พระอุปัชฌายะของข้าพระพุทธเจ้าทรงผ้าบังสุกุล, ข้าพระพุทธเจ้าจึงต้องทรงผ้าบังสุกุล อย่างนั้นบ้าง พระพุทธเจ้าข้า. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า ดูกรอุปเสน บริษัท ของเธอนี้น่าเลื่อมใสนัก, เธอแนะนำบริษัทอย่างไร? ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ผู้ใดขออุปสมบทต่อข้าพระ- *พุทธเจ้า, ข้าพระพุทธเจ้าบอกกะเขาอย่างนี้ว่า อาวุโส ฉันเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาต เป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร, ถ้าท่านจักถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้า บังสุกุลเป็นวัตรบ้าง, ฉันก็จักให้ท่านอุปสมบทตามประสงค์ ถ้าเขารับคำของข้าพระพุทธเจ้าๆ จึงให้เขาอุปสมบท, ถ้าเขาไม่รับคำของข้าพระพุทธเจ้าๆ ก็ไม่ให้เขาอุปสมบท. ภิกษุใดขอนิสัย ต่อข้าพระพุทธเจ้าๆ บอกกะภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า อาวุโส เราเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาต เป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร, ถ้าท่านจักถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้า บังสุกุลเป็นวัตรบ้างได้, เราก็จักให้นิสัยแก่ท่านตามความประสงค์ ถ้าภิกษุนั้นรับคำของข้าพระ- *พุทธเจ้าๆ จึงจะให้นิสัย, ถ้าภิกษุนั้นรับคำของข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่ให้นิสัย, ข้าพระพุทธเจ้าแนะนำบริษัทอย่างนี้แล พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ดีแล้ว ดีแล้ว อุปเสน, เธอแนะนำบริษัทได้ดีจริงๆ เออก็เธอรู้กติกาของสงฆ์ ในเขตพระนครสาวัตถีไหม อุปเสน?. อุ. ไม่ทราบเกล้าฯ พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ดูกรอุปเสน สงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี ตั้งกติกากันไว้ว่า ท่านทั้งหลาย พระผู้มี- *พระภาคมีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส, ใครๆ อย่าเข้าไปเฝ้าพระองค์ นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว, ภิกษุใดเข้าไปเฝ้าพระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติ ปาจิตตีย์. อุ. พระสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี จักทราบทั่วกันตามกติกาของตน. พวกข้าพระ- *พุทธเจ้าจักไม่แต่งตั้งสิกขาบทที่พระองค์มิได้ทรงบัญญัติ และจักไม่เพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติ ไว้ จักสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้. ภ. ดีแล้ว ดีแล้ว อุปเสน, ไม่ควรแต่งตั้งสิกขาบทที่เรายังมิได้บัญญัติ หรือไม่ควร เพิกถอนสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ ควรสมาทานประพฤติในสิกขาบท ตามที่เราได้บัญญัติไว้. เรา อนุญาตให้พวกภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้าหา เราได้ตามสะดวก. เวลานั้น ภิกษุหลายรูปกำลังรออยู่ที่นอกซุ้มประตูพระวิหาร ด้วยตั้งใจว่า พวกเราจักให้ ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรแสดงอาบัติปาจิตตีย์. ครั้นท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกับภิกษุบริษัท ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณหลีกไปแล้ว, จึงภิกษุเหล่านั้นได้ถามท่าน พระอุปเสนวังคันตบุตรดังนี้ว่า อาวุโส อุปเสน ท่านทราบกติกาของสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี ไหม? ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย แม้พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งถาม กระผมอย่างนี้ว่า ดูกรอุปเสน เธอทราบกติกาของสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีไหม? กระผม กราบทูลว่า ไม่ทราบเกล้าฯ พระพุทธเจ้าข้า พระองค์รับสั่งต่อไปว่า ดูกรอุปเสน สงฆ์ในพระนคร สาวัตถีได้ตั้งกติกากันไว้ว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคมีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้น อยู่ตลอดไตรมาส, ใครๆ อย่าเข้าไปเฝ้าพระองค์ นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว. ภิกษุใดเข้าเฝ้าพระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติปาจิตตีย์. กระผมกราบทูลว่า พระสงฆ์ในเขตพระนคร สาวัตถีจักทราบทั่วกันตามกติกาของตน. พวกข้าพระพุทธเจ้าจักไม่แต่งตั้งสิกขาบทที่พระองค์มิได้ ทรงบัญญัติ และจักไม่เพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ จักสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ ทรงบัญญัติไว้ ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเลยทรงอนุญาตให้บรรดาภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือ บิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้าเฝ้าได้ตามสะดวก ดังนี้. ภิกษุเหล่านั้นเห็นจริงด้วยในทันใดนั้นว่า ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร พูดถูกต้องจริง แท้, พระสงฆ์ไม่ควรแต่งตั้งสิกขาบทที่ยังมิได้ทรงบัญญัติ หรือไม่ควรเพิกถอนสิกขาบทที่ทรง บัญญัติไว้, ควรสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้.
เทียบรายประโยค (34 ประโยค)
np15:1.1.9 #
อถโข อายสฺมา อุปเสโน วงฺคนฺตปุตฺโต สปริโส เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā upaseno vaṅgantaputto, sapariso yena bhagavā tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā bhagavantaṁ abhivādetvā ekamantaṁ nisīdi.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.77
np15:1.1.10 #
อาจิณฺณํ โข ปเนตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ อาคนฺตุเกหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ปฏิสมฺโมทิตุํ ฯ อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ อุปเสนํ วงฺคนฺตปุตฺตํ เอตทโวจ✎ ร่าง
Āciṇṇaṁ kho panetaṁ buddhānaṁ bhagavantānaṁ āgantukehi bhikkhūhi saddhiṁ paṭisammodituṁ. Atha kho bhagavā āyasmantaṁ upasenaṁ vaṅgantaputtaṁ etadavoca—
np15:1.1.11 #
กจฺจิ โว อุปเสน ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียํ✎ ร่าง
“kacci vo, upasena, khamanīyaṁ kacci yāpanīyaṁ,
np15:1.1.12 #
กจฺจิตฺถ อปฺปกิลมเถน อทฺธานํ อาคตาติ ฯ✎ ร่าง
kaccittha appakilamathena addhānaṁ āgatā”ti?
np15:1.1.13 #
ขมนียํ ภควา ยาปนียํ ภควา✎ ร่าง
“Khamanīyaṁ, bhagavā, yāpanīyaṁ, bhagavā.
np15:1.1.14 #
อปฺปกิลมเถน จ มยํ ภนฺเต อทฺธานํ อาคตาติ ฯ✎ ร่าง
Appakilamathena ca mayaṁ, bhante, addhānaṁ āgatā”ti.
np15:1.1.15 #
เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต อุปเสนสฺส วงฺคนฺตปุตฺตสฺส สทฺธิวิหาริโก ภิกฺขุ ภควโต อวิทูเร นิสินฺโน โหติ ฯ อถโข ภควา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena āyasmato upasenassa vaṅgantaputtassa saddhivihāriko bhikkhu bhagavato avidūre nisinno hoti. Atha kho bhagavā taṁ bhikkhuṁ etadavoca—
อ้างอิงPTS 3.231 · พุทธชยันตี 1.568
np15:1.1.16 #
มนาปานิ เต ภิกฺขุ ปํสุกูลานีติ ฯ✎ ร่าง
“manāpāni te, bhikkhu, paṁsukūlānī”ti?
np15:1.1.17 #
น โข เม ภนฺเต มนาปานิ ปํสุกูลานีติ ฯ✎ ร่าง
“Na kho me, bhante, manāpāni paṁsukūlānī”ti.
np15:1.1.18 #
กิสฺส ปน ตฺวํ ภิกฺขุ ปํสุกูลิโกติ ฯ✎ ร่าง
“Kissa pana tvaṁ, bhikkhu, paṁsukūliko”ti?
np15:1.1.19 #
อุปชฺฌาโย เม ภนฺเต ปํสุกูลิโก เอวํ อหํปิ ปํสุกูลิโกติ ฯ✎ ร่าง
“Upajjhāyo me, bhante, paṁsukūliko. Evaṁ ahampi paṁsukūliko”ti.
np15:1.1.20 #
อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ อุปเสนํ วงฺคนฺตปุตฺตํ เอตทโวจ ปาสาทิกา โข ตฺยายํ อุปเสน ปริสา✎ ร่าง
Atha kho bhagavā āyasmantaṁ upasenaṁ vaṅgantaputtaṁ etadavoca—“pāsādikā kho tyāyaṁ, upasena, parisā.
np15:1.1.21 #
กถํ ตฺวํ อุปเสน ปริสํ วิเนสีติ ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ tvaṁ, upasena, parisaṁ vinesī”ti?
np15:1.1.22 #
โย มํ ภนฺเต อุปสมฺปทํ ยาจติ ตมหํ ๑- เอวํ วทามิ✎ ร่าง
“Yo maṁ, bhante, upasampadaṁ yācati tamahaṁ evaṁ vadāmi—
np15:1.1.23 #
อหํ โข อาวุโส อารญฺญโก ปิณฺฑปาติโก ปํสุกูลิโก✎ ร่าง
‘ahaṁ kho, āvuso, āraññiko piṇḍapātiko paṁsukūliko.
np15:1.1.24 #
สเจ ตฺวํปิ อารญฺญโก ภวิสฺสสิ ปิณฺฑปาติโก ปํสุกูลิโก เอวาหํ ตํ อุปสมฺปาเทสฺสามีติ✎ ร่าง
Sace tvampi āraññiko bhavissasi piṇḍapātiko paṁsukūliko, evāhaṁ taṁ upasampādessāmī’ti.
np15:1.1.25 #
สเจ เม ปฏิสฺสุณาติ อุปสมฺปาเทมิ โน เจ เม ปฏิสฺสุณาติ น อุปสมฺปาเทมิ✎ ร่าง
Sace me paṭissuṇāti upasampādemi, no ce me paṭissuṇāti na upasampādemi.
np15:1.1.26 #
โย มํ นิสฺสยํ ยาจติ ตมหํ ๒- เอวํ วทามิ✎ ร่าง
Yo maṁ nissayaṁ yācati tamahaṁ evaṁ vadāmi—
np15:1.1.27 #
อหํ โข อาวุโส อารญฺญโก ปิณฺฑปาติโก ปํสุกูลิโก✎ ร่าง
‘ahaṁ kho, āvuso, āraññiko piṇḍapātiko paṁsukūliko.
np15:1.1.28 #
สเจ ตฺวํปิ อารญฺญโก ภวิสฺสสิ ปิณฺฑปาติโก ปํสุกูลิโก เอวาหํ เต นิสฺสยํ ทสฺสามีติ✎ ร่าง
Sace tvampi āraññiko bhavissasi piṇḍapātiko paṁsukūliko, evāhaṁ te nissayaṁ dassāmī’ti.
np15:1.1.29 #
สเจ เม ปฏิสฺสุณาติ นิสฺสยํ เทมิ โน เจ เม ปฏิสฺสุณาติ น✎ ร่าง
Sace me paṭissuṇāti nissayaṁ demi, no ce me paṭissuṇāti na nissayaṁ demi.
np15:1.1.30 #
Evaṁ kho ahaṁ, bhante, parisaṁ vinemī”ti.
np15:1.2.1 #
“Sādhu sādhu, upasena. Sādhu kho tvaṁ, upasena, parisaṁ vinesi.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.78 · ฉัฏฐสังคายนา 87.349
np15:1.2.2 #
Jānāsi pana tvaṁ, upasena, sāvatthiyā saṅghassa katikan”ti?
np15:1.2.3 #
“Na kho ahaṁ, bhante, jānāmi sāvatthiyā saṅghassa katikan”ti.
np15:1.2.4 #
“Sāvatthiyā kho, upasena, saṅghena katikā katā—
np15:1.2.5 #
‘icchatāvuso, bhagavā temāsaṁ paṭisallīyituṁ.
np15:1.2.6 #
Na bhagavā kenaci upasaṅkamitabbo, aññatra ekena piṇḍapātanīhārakena.
np15:1.2.7 #
Yo bhagavantaṁ upasaṅkamati so pācittiyaṁ desāpetabbo’”ti.
np15:1.2.8 #
“Paññāyissati, bhante, sāvatthiyā saṅgho sakāya katikāya,
np15:1.2.9 #
na mayaṁ apaññattaṁ paññapessāma paññattaṁ vā na samucchindissāma,
np15:1.2.10 #
yathāpaññattesu sikkhāpadesu samādāya vattissāmā”ti.
np15:1.2.11 #
“Sādhu sādhu, upasena,
np15:1.2.12 #
apaññattaṁ na paññapetabbaṁ, paññattaṁ vā na samucchinditabbaṁ,
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒ — วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ๒ (ปาจิตตีย์–เสขิยะ)
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน