เนื้อความทั้งข้อ
[๖๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงระงับอย่างนี้:-
ภิกษุทุกๆ รูปพึงประชุมในที่แห่งเดียวกัน ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ
พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พวกเราเกิดความบาดหมาง
เกิดความทะเลาะ ถึงความวิวาทอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควร
แก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้า
พวกเราจักให้ปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไป
เพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็ได้ ถ้าความ
พร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงระงับอธิกรณ์นี้ด้วยติณวัตถารกะ
เว้นอาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติเนื่องด้วยคฤหัสถ์
บรรดาภิกษุฝ่ายเดียวกัน ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้ฝ่ายของ
ตนทราบด้วยคณะญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า พวกเราเกิดความบาดหมาง
เกิดความทะเลาะ ถึงความวิวาทอยู่ ได้ประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควร
แก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ถ้า
พวกเราจักปรับกันด้วยอาบัติเหล่านี้ บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อ
ความรุนแรง เพื่อความร้ายกาจ เพื่อความแตกกันก็ได้ ถ้าความ
พร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงแสดงอาบัติของท่าน
ทั้งหลาย และอาบัติของตนในท่ามกลางสงฆ์ด้วยติณวัตถารกะ เว้น
อาบัติที่มีโทษหนัก เว้นอาบัติเนื่องด้วยคฤหัสถ์ เพื่อประโยชน์แก่ท่าน
ทั้งหลาย และเพื่อประโยชน์แก่ตน ฯ
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว วูปสเมตพฺพํ ฯ✎ ร่าง
Evañca pana, bhikkhave, vūpasametabbaṁ.
สพฺเพเหว
เอกชฺฌํ สนฺนิปติตพฺพํ สนฺนิปติตฺวา พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน
สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ✎ ร่าง
Sabbeheva ekajjhaṁ sannipatitabbaṁ, sannipatitvā byattena bhikkhunā paṭibalena saṅgho ñāpetabbo—
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ✎ ร่าง
‘Suṇātu me, bhante, saṅgho.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 90.193
อมฺหากํ
ภณฺฑนชาตานํ กลหชาตานํ วิวาทาปนฺนานํ วิหรตํ พหุํ อสฺสามณกํ
อชฺฌาจิณฺณํ ภาสิตปริกฺกนฺตํ✎ ร่าง
Amhākaṁ bhaṇḍanajātānaṁ kalahajātānaṁ vivādāpannānaṁ viharataṁ bahuṁ assāmaṇakaṁ ajjhāciṇṇaṁ bhāsitaparikkantaṁ.
สเจ มยํ อิมาหิ อาปตฺตีหิ
อญฺญมญฺญํ กาเรสฺสาม สิยาปิ ตํ อธิกรณํ กกฺขฬตาย วาฬตาย
เภทาย สํวตฺเตยฺย ฯ✎ ร่าง
Sace mayaṁ imāhi āpattīhi aññamaññaṁ kāressāma, siyāpi taṁ adhikaraṇaṁ kakkhaḷattāya vāḷattāya bhedāya saṁvatteyya.
ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ อิมํ
อธิกรณํ ติณวตฺถารเกน วูปสเมยฺย ฐเปตฺวา ถุลฺลวชฺชํ ๒- ฐเปตฺวา
คิหิปฏิสํยุตฺตนฺติ ฯ✎ ร่าง
Yadi saṅghassa pattakallaṁ, saṅgho imaṁ adhikaraṇaṁ tiṇavatthārakena vūpasameyya, ṭhapetvā thullavajjaṁ, ṭhapetvā gihippaṭisaṁyuttan’ti.
เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา
ปฏิพเลน สโก ปกฺโข ญาเปตพฺโพ✎ ร่าง
Ekatopakkhikānaṁ bhikkhūnaṁ byattena bhikkhunā paṭibalena sako pakkho ñāpetabbo—
สุณนฺตุ เม อายสฺมนฺตา✎ ร่าง
‘Suṇantu me āyasmantā.
อ้างอิงสยามรัฐ 6.332
อมฺหากํ ภณฺฑนชาตานํ กลหชาตานํ วิวาทาปนฺนานํ วิหรตํ พหุํ
อสฺสามณกํ อชฺฌาจิณฺณํ ภาสิตปริกฺกนฺตํ✎ ร่าง
Amhākaṁ bhaṇḍanajātānaṁ kalahajātānaṁ vivādāpannānaṁ viharataṁ bahuṁ assāmaṇakaṁ ajjhāciṇṇaṁ bhāsitaparikkantaṁ.
สเจ มยํ อิมาหิ
อาปตฺตีหิ อญฺญมญฺญํ กาเรสฺสาม สิยาปิ ตํ อธิกรณํ
@เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. ภิกฺขเวติ นตฺถิ ฯ ๒ ยุ. ถูลวชฺชํ ฯ
กกฺขฬตาย วาฬตาย เภทาย สํวตฺเตยฺย ฯ✎ ร่าง
Sace mayaṁ imāhi āpattīhi aññamaññaṁ kāressāma, siyāpi taṁ adhikaraṇaṁ kakkhaḷattāya vāḷattāya bhedāya saṁvatteyya.
ยทายสฺมนฺตานํ ปตฺตกลฺลํ
อหํ ยา เจว อายสฺมนฺตานํ อาปตฺติ ยา จ อตฺตโน
อาปตฺติ อายสฺมนฺตานญฺเจว อตฺถาย อตฺตโน จ อตฺถาย
สงฺฆมชฺเฌ ติณวตฺถารเกน เทเสยฺยํ ฐเปตฺวา ถุลฺลวชฺชํ ฐเปตฺวา
คิหิปฏิสํยุตฺตนฺติ ฯ✎ ร่าง
Yadāyasmantānaṁ pattakallaṁ, ahaṁ yā ceva āyasmantānaṁ āpatti, yā ca attano āpatti, āyasmantānañceva atthāya, attano ca atthāya, saṅghamajjhe tiṇavatthārakena deseyyaṁ, ṭhapetvā thullavajjaṁ, ṭhapetvā gihippaṭisaṁyuttan’ti.