‹ กลับ
ติตถสูตร [ติตถายตนสูตร]
เล่ม ๒๐ — อังคุตตรนิกาย เอกก–ทุก–ติกนิบาต · ข้อ 501 · อํ.เอก. ๒๐/๔๕๗๑ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๕๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลัทธิของเดียรถีย์ ๓ อย่างนี้ ถูกบัณฑิต ไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงเข้า ย่อมอ้างลัทธิสืบๆ มา ตั้งอยู่ในอกิริยทิฐิ ๓ อย่าง เป็นไฉน คือ ๑. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีกรรม ที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ ๒. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิ อย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วน แต่มีการสร้างสรรของอิสรชนเป็นเหตุ ๓. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะ อย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคล เสวยนั้น ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ ทั้ง ๓ พวกนั้น พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุข อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนมีแต่กรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้น แล้วถามอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าท่านทั้งหลายมี วาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ จริงหรือ ถ้าสมณ พราหมณ์พวกนั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้า เช่นนั้น เพราะกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์ จัก ต้องลักทรัพย์ จักต้องประพฤติกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ จักต้องพูดเท็จ จัก ต้องพูดคำส่อเสียด จักต้องพูดคำหยาบ จักต้องพูดคำเพ้อเจ้อ จักต้องมากไปด้วย อภิชฌา จักต้องมีจิตพยาบาท จักต้องมีความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อ บุคคลยึดถือกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนโดยความเป็นแก่นสาร ความพอใจหรือความ พยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้ ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจ และอกรณียกิจโดยจริงจังมั่นคงดังนี้ สมณวาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตัว ย่อมจะ สำเร็จไม่ได้ แก่ผู้มีสติฟั่นเฟือน ไร้เครื่องป้องกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีวาทะ สำหรับข่มขี่ที่ชอบธรรม ในสมณพราหมณ์พวกนั้นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ อย่างนี้แลเป็นข้อแรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓ พวกนั้น พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรของอิสรชนเป็นเหตุ เราเข้าไปหาสมณ- *พราหมณ์พวกนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิ อย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วน แต่มีการสร้างสรรของอิสรชนเป็นเหตุ จริงหรือ ถ้าสมณพราหมณ์นั้นถูกเราถาม อย่างนี้แล้ว ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะการสร้างสรร ของอิสรชนเป็นเหตุ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์ ฯลฯ จักต้องมีความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือการสร้างสรรของอิสรชนไว้โดยความเป็น แก่นสาร ความพอใจ หรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้ ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจและอกรณียกิจโดยจริงจังมั่นคงดังนี้ สมณ วาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตน ย่อมจะสำเร็จไม่ได้แก่ผู้มีสติฟั่นเฟือน ไร้เครื่อง ป้องกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีวาทะสำหรับข่มขี่ที่ชอบธรรม ในสมณพราหมณ์ พวกนั้นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ อย่างนี้แลเป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓ พวกนั้น พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่หาเหตุหา ปัจจัยมิได้ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้น แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้ จริงหรือ ถ้าสมณ- *พราหมณ์พวกนั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้า เช่นนั้น เพราะหาเหตุหาปัจจัยมิได้ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์ ฯลฯ จักต้อง มีความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือความไม่มีเหตุไว้โดยความ เป็นแก่นสาร ความพอใจหรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้ ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจและอกรณียกิจ โดยจริงจังมั่นคงดังนี้ สมณ วาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตน ย่อมจะสำเร็จไม่ได้ แก่ผู้ที่มีสติฟั่นเฟือน ไร้เครื่อง ป้องกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีวาทะสำหรับข่มขี่ที่ชอบธรรม ในสมณพราหมณ์ พวกนั้นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ อย่างนี้แลเป็นข้อที่ ๓ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลัทธิเดียรถีย์ ๓ อย่างนี้แล ถูกบัณฑิตไต่ถามซักไซ้ไล่เรียงเข้า ย่อมอ้างถึงลัทธิ สืบๆ มา ตั้งอยู่ในอกิริยทิฐิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนธรรมที่เราแสดงไว้นี้แล คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้าน โดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ก็ธรรมที่เราแสดงไว้แล้ว คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้าน โดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า ธาตุ หก คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ธรรมที่เราแสดงว่า ผัสสายตนะ ๖ ... มโนปวิจาร ๑๘ ... อริยสัจ ๔ ... ธาตุ ๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ ผู้รู้ นี้เราได้กล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ธาตุ ๖ เหล่านี้ คือ ปถวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศ ธาตุ วิญญาณธาตุ เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ เราแสดงไว้ว่าธาตุ ๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้าน โดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ก็คำว่าธรรมที่เราแสดงไว้ ว่า ผัสสายตนะ ๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดย สมณพราหมณ์ผู้รู้ นี้เราได้กล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ ดังนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ เหล่านี้ คือ อายตนะเป็นเหตุแห่ง ผัสสะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า ผัสสายตนะ ๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่ มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ ดังนั้น ก็คำว่า ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า มโนปวิจาร ๑๘ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่ มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ นี้เรากล่าวไว้แล้วเช่นนี้ แล เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเห็นรูปด้วย ตาแล้ว ย่อมเข้าไปไตร่ตรองรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส เข้าไปไตร่ตรองรูปอัน เป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส เข้าไปไตร่ตรองรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฟังเสียงด้วย หู ... ดมกลิ่นด้วยจมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้ง ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมเข้าไปไตร่ตรองธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส เข้าไป ไตร่ตรองธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ย่อมเข้าไปไตร่ตรองธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง อุเบกขา เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ ว่า มโนปวิจาร ๑๘ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดย สมณพราหมณ์ผู้รู้ ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนี้ ก็คำว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า อริยสัจ ๔ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ นี้เราได้กล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล เพราะอาศัยอะไร จึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะถือมั่นธาตุ ๖ สัตว์จึงลงสู่ครรภ์ เมื่อมีการลงสู่ครรภ์ จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะ สฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เราบัญญัติ ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ แก่บุคคลผู้เสวยเวทนาอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจเป็นไฉน คือ แม้ชาติ ก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็เป็นทุกข์ แม้มรณะก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สมหวังก็เป็น ทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกข- *อริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน คือ เพราะอวิชชาเป็น ปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็น ปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็น ปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็น ปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส กองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อม เกิดขึ้นด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขสมุทัยอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน เพราะอวิชชาดับโดยสำรอกไม่ เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูป จึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะ ชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ กอง ทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับด้วยอาการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธ- *อริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน อริยมรรค มีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยง ชีวิตชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยถ้อยคำ ที่เราได้กล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า อริยสัจ ๔ คนอื่น ข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ฯ
เทียบรายประโยค (52 ประโยค)
an3.62:1.1 #
ตีณีมานิ ภิกฺขเว ติตฺถายตนานิ ยานิ ปณฺฑิเตหิ สมนุยุญฺชิยมานานิ สมนุคฺคาหิยมานานิ สมนุภาสิยมานานิ ปรมฺปิ คนฺตฺวา อกิริยาย สณฺฐหนฺติ🤖 AI จับคู่
“Tīṇimāni, bhikkhave, amātāputtikāni bhayānīti assutavā puthujjano bhāsati.
“Mendicants, an unlearned ordinary person speaks of three perils that tear mothers and children apart.
อ้างอิงPTS 1.178 · สยามรัฐ 20.229 · ฉัฏฐสังคายนา 35.207
an3.62:1.2 #
กตมานิ ตีณิ สนฺ🤖 AI จับคู่
Katamāni tīṇi?
What three?
an3.62:1.3 #
ติ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ยงฺกิญฺจ🤖 AI จับคู่
Hoti so, bhikkhave, samayo yaṁ mahāaggiḍāho vuṭṭhāti.
There comes a time when a great fire flares up,
an3.62:1.4 #
ายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ ปุพฺเพ กตเหตูติ สนฺติ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ อิสฺสรนิมฺมานเหตูติ สนฺติ🤖 AI จับคู่
Mahāaggiḍāhe kho pana, bhikkhave, vuṭṭhite tena gāmāpi ḍayhanti nigamāpi ḍayhanti nagarāpi ḍayhanti.
and it burns villages, towns, and cities.
an3.62:1.5 #
Gāmesupi ḍayhamānesu nigamesupi ḍayhamānesu nagaresupi ḍayhamānesu tattha mātāpi puttaṁ nappaṭilabhati, puttopi mātaraṁ nappaṭilabhati.
When this happens, a mother can’t find her child, and a child can’t find their mother.
an3.62:1.6 #
ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ อเหตุอปฺปจฺจยาติ ฯ {๕๐๑.๑} ตตฺ🤖 AI จับคู่
Idaṁ, bhikkhave, paṭhamaṁ amātāputtikaṁ bhayanti assutavā puthujjano bhāsati.
This is the first peril that tears mothers and children apart.
an3.62:2.1 #
ร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ ปุพฺเพ กตเหตูติ ตฺยาหํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วทามิ สจฺจํ กิร ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ ปุพฺเพ กตเหตูติ ฯ เต เจ ๑- เม เอวํ ปุฏฺฐา อามาติ ปฏิชานนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทา🤖 AI จับคู่
Puna caparaṁ, bhikkhave, hoti so samayo yaṁ mahāmegho vuṭṭhāti.
Furthermore, there comes a time when a great storm gathers,
an3.62:2.2 #
มิ เตนหายสฺมนฺโต ปาณาติปาติโน ภวิสฺสนฺติ ปุพฺเพ กตเหตุ อทินฺนาทายิโน ภวิสฺสนฺติ ปุพฺเพ กตเหตุ อพฺรหฺมจาริโน ภวิสฺสนฺติ ปุพฺเพ กตเหตุ มุสาวาทิโน ภวิสฺสนฺติ ปุพฺเพ กตเหตุ ปิสุณวาจา ภวิสฺสนฺติ ปุพฺเพ กตเหตุ ผรุสวาจา ภวิสฺสนฺติ ปุพฺเพ กตเหตุ สมฺผปฺปลาปิโน ภวิสฺสนฺติ ปุพฺเพ กตเหตุ อภิชฺฌาลุโน ภวิสฺสนฺติ ปุพฺเพ กตเหตุ พฺยาปนฺนจิตฺตา ภวิสฺสนฺติ ปุพฺเพ กตเหตุ มิจฺฉาทิฏฺฐิกา ภวิสฺสนฺติ ป🤖 AI จับคู่
Mahāmeghe kho pana, bhikkhave, vuṭṭhite mahāudakavāhako sañjāyati.
and it unleashes a mighty flood
an3.62:2.3 #
ุพฺเพ กตเหตุ ฯ ปุพฺเพ กตํ โข ปน ภิกฺขเว สาร🤖 AI จับคู่
Mahāudakavāhake kho pana, bhikkhave, sañjāyante tena gāmāpi vuyhanti nigamāpi vuyhanti nagarāpi vuyhanti.
that sweeps away villages, towns, and cities.
an3.62:2.4 #
โต ปจฺจาคจฺฉตํ น โหติ ฉนฺโท วา วายาโม วา🤖 AI จับคู่
Gāmesupi vuyhamānesu nigamesupi vuyhamānesu nagaresupi vuyhamānesu tattha mātāpi puttaṁ nappaṭilabhati, puttopi mātaraṁ nappaṭilabhati.
When this happens, a mother can’t find her child, and a child can’t find their mother.
an3.62:2.5 #
อิทํ วา กรณียํ อิทํ วา อกรณียนฺติ อิติ กรณียากรณีเย โข ปน สจฺจโต เถตโต อนุปลพฺภิยมาเน มุฏฺฐสฺสตีนํ อนารกฺขานํ วิหรตํ น โหติ ปจฺจตฺตํ สหธมฺมิโก สมณวาโท อยํ โข เม ภิกฺขเว เตสุ สมณพฺราหฺมเณสุ เอวํวาทีสุ เอวํทิฏฺฐีสุ ปฐโม สหธมฺมิโก นิคฺคโห โหติ ฯ {๕๐๑.๒} ตตฺ🤖 AI จับคู่
Idaṁ, bhikkhave, dutiyaṁ amātāputtikaṁ bhayanti assutavā puthujjano bhāsati.
This is the second peril that tears mothers and children apart.
an3.62:3.1 #
ร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ อิสฺสรนิมฺมานเหตูติ ตฺยาหํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วทามิ สจฺจํ กิร ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ อิสฺสรนิมฺมานเหตูติ ฯ เต เจ ๒- เม เอวํ ปุฏฺฐา อามาติ ปฏิชานนฺติ ตฺ🤖 AI จับคู่
Puna caparaṁ, bhikkhave, hoti so samayo yaṁ bhayaṁ hoti aṭavisaṅkopo, cakkasamāruḷhā jānapadā pariyāyanti.
Furthermore, there comes a time of peril due to turmoil in the wilds, so the countryfolk mount their vehicles and flee everywhere.
an3.62:3.2 #
ยาหํ เอวํ วทามิ เตนหายสฺมนฺโต ปาณาติปาติโน @เชิงอรรถ: ๑-๒ โป. ม. จ ฯ ภวิสฺสนฺติ อิสฺสรนิมฺมานเหตุ ฯเปฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิกา ภวิสฺสนฺติ อิสฺสรนิมฺมานเหตุ ฯ อิสฺสรนิมฺมานานํ โข ปน ภิกฺขเว สารโต ปจฺจาคจฺฉตํ น โหติ ฉนฺโท วา วายาโม วา🤖 AI จับคู่
Bhaye kho pana, bhikkhave, sati aṭavisaṅkope cakkasamāruḷhesu jānapadesu pariyāyantesu tattha mātāpi puttaṁ nappaṭilabhati, puttopi mātaraṁ nappaṭilabhati.
When this happens, a mother can’t find her child, and a child can’t find their mother.
an3.62:3.3 #
อิทํ วา กรณียํ อิทํ วา อกรณียนฺติ อิติ กรณียากรณีเย โข ปน สจฺจโต เถตโต อนุปลพฺภิยมาเน มุฏฺฐสฺสตีนํ อนารกฺขานํ วิหรตํ น โหติ ปจฺจตฺตํ สหธมฺมิโก สมณวาโท อยํ โข เม ภิกฺขเว เตสุ สมณพฺราหฺมเณสุ เอวํวาทีสุ เอวํทิฏฺฐีสุ ทุติโย สหธมฺมิโก นิคฺคโห โหติ ฯ {๕๐๑.๓} ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ อเหตุอปฺปจฺจยาติ ตฺยาหํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วทามิ สจฺจํ กิร ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ อเหตุอปฺปจฺจยาติ ฯ เต เจ เม เอวํ ปุฏฺฐา อามาติ ปฏิชานนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ เตนหายสฺมนฺโต ปาณาติปาติโน ภวิสฺสนฺติ อเหตุอปฺปจฺจยา ฯเปฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิกา ภวิสฺสนฺติ อเหตุอปฺปจฺจยา ฯ อเหตุ ๑- โข ปน ภิกฺขเว สารโต ปจฺจาคจฺฉตํ น โหติ ฉนฺโท วา วายาโม วา อิทํ วา กรณียํ อิทํ วา อกรณียนฺติ อิติ กรณียากรณีเย โข ปน สจฺจโต เถตโต อนุปลพฺภิยมาเน มุฏฺฐสฺสตีนํ อนารกฺขานํ วิหรตํ น โหติ ปจฺจตฺตํ สหธมฺมิโก สมณวาโท อยํ โข เม ภิกฺขเว เตสุ สมณพฺราหฺมเณสุ เอวํวาทีสุ เอวํทิฏฺฐีสุ @เชิงอรรถ: ๑ ม. อเหตุอปฺปจฺจยํ ฯ ยุ. อเหตุอปฺปจฺจยา ฯ ตติโย สหธมฺมิโก นิคฺคโห โหติ ฯ🤖 AI จับคู่
Idaṁ, bhikkhave, tatiyaṁ amātāputtikaṁ bhayanti assutavā puthujjano bhāsati.
This is the third peril that tears mothers and children apart.
an3.62:3.4 #
อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ ติตฺถายตนานิ🤖 AI จับคู่
Imāni kho, bhikkhave, tīṇi amātāputtikāni bhayānīti assutavā puthujjano bhāsati.
These are the three perils an unlearned ordinary person speaks of that tear mothers and children apart.
an3.62:4.1 #
ยานิ ปณฺฑิเตหิ สมนุยุญฺชิย🤖 AI จับคู่
Tāni kho panimāni, bhikkhave, tīṇi samātāputtikāniyeva bhayāni amātāputtikāni bhayānīti assutavā puthujjano bhāsati.
Mendicants, an unlearned ordinary person speaks of three perils that don’t tear mothers and children apart.
อ้างอิงPTS 1.179 · สยามรัฐ 20.230 · พุทธชยันตี 18.320
an3.62:4.2 #
มานานิ🤖 AI จับคู่
Katamāni tīṇi?
What three?
an3.62:4.3 #
สมนุคฺคาหิยมานานิ สมนุภาสิยมานานิ ปรมฺปิ คนฺตฺวา อกิริยาย สณฺฐหนฺติ ฯ🤖 AI จับคู่
Hoti so, bhikkhave, samayo yaṁ mahāaggiḍāho vuṭṭhāti.
There comes a time when a great fire flares up,
an3.62:4.4 #
อยํ โข ปน ภิกฺขเว ม🤖 AI จับคู่
Mahāaggiḍāhe kho pana, bhikkhave, vuṭṭhite tena gāmāpi ḍayhanti nigamāpi ḍayhanti nagarāpi ḍayhanti.
and it burns villages, towns, and cities.
an3.62:4.5 #
Gāmesupi ḍayhamānesu nigamesupi ḍayhamānesu nagaresupi ḍayhamānesu hoti so samayo yaṁ kadāci karahaci mātāpi puttaṁ paṭilabhati, puttopi mātaraṁ paṭilabhati.
When this happens, sometimes a mother can find her child, and a child can find their mother.
an3.62:4.6 #
Idaṁ, bhikkhave, paṭhamaṁ samātāputtikaṁyeva bhayaṁ amātāputtikaṁ bhayanti assutavā puthujjano bhāsati.
This is the first peril that doesn’t tear mothers and children apart.
an3.62:5.1 #
Puna caparaṁ, bhikkhave, hoti so samayo yaṁ mahāmegho vuṭṭhāti.
Furthermore, there comes a time when a great storm gathers,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 35.208
an3.62:5.2 #
Mahāmeghe kho pana, bhikkhave, vuṭṭhite mahāudakavāhako sañjāyati.
and it unleashes a mighty flood
an3.62:5.3 #
Mahāudakavāhake kho pana, bhikkhave, sañjāte tena gāmāpi vuyhanti nigamāpi vuyhanti nagarāpi vuyhanti.
that sweeps away villages, towns, and cities.
an3.62:5.4 #
Gāmesupi vuyhamānesu nigamesupi vuyhamānesu nagaresupi vuyhamānesu hoti so samayo yaṁ kadāci karahaci mātāpi puttaṁ paṭilabhati, puttopi mātaraṁ paṭilabhati.
When this happens, sometimes a mother can find her child, and a child can find their mother.
an3.62:5.5 #
Idaṁ, bhikkhave, dutiyaṁ samātāputtikaṁyeva bhayaṁ amātāputtikaṁ bhayanti assutavā puthujjano bhāsati.
This is the second peril that doesn’t tear mothers and children apart.
an3.62:6.1 #
Puna caparaṁ, bhikkhave, hoti so samayo yaṁ bhayaṁ hoti aṭavisaṅkopo, cakkasamāruḷhā jānapadā pariyāyanti.
Furthermore, there comes a time of peril due to turmoil in the wilds, so the countryfolk mount their vehicles and flee everywhere.
an3.62:6.2 #
Bhaye kho pana, bhikkhave, sati aṭavisaṅkope cakkasamāruḷhesu jānapadesu pariyāyantesu hoti so samayo yaṁ kadāci karahaci mātāpi puttaṁ paṭilabhati, puttopi mātaraṁ paṭilabhati.
When this happens, sometimes a mother can find her child, and a child can find their mother.
an3.62:6.3 #
Idaṁ, bhikkhave, tatiyaṁ samātāputtikaṁyeva bhayaṁ amātāputtikaṁ bhayanti assutavā puthujjano bhāsati.
This is the third peril that doesn’t tear mothers and children apart.
an3.62:6.4 #
Imāni kho, bhikkhave, tīṇi samātāputtikāniyeva bhayāni amātāputtikāni bhayānīti assutavā puthujjano bhāsati.
These are the three perils an unlearned ordinary person speaks of that don’t tear mothers and children apart.
an3.62:7.1 #
Tīṇimāni, bhikkhave, amātāputtikāni bhayāni.
There are three perils that tear mothers and children apart.
อ้างอิงสยามรัฐ 20.231
an3.62:7.2 #
Katamāni tīṇi?
What three?
an3.62:7.3 #
ยา ธม🤖 AI จับคู่
Jarābhayaṁ, byādhibhayaṁ, maraṇabhayanti.
The perils of old age, sickness, and death.
an3.62:7.4 #
Na, bhikkhave, mātā puttaṁ jīramānaṁ evaṁ labhati:
When a child is growing old, a mother doesn’t get her wish:
an3.62:7.5 #
ฺโ🤖 AI จับคู่
‘ahaṁ jīrāmi, mā me putto jīrī’ti;
‘Let me grow old, may my child not grow old!’
an3.62:7.6 #
ม เทส🤖 AI จับคู่
putto vā pana mātaraṁ jīramānaṁ na evaṁ labhati:
When a mother is growing old, a child doesn’t get their wish:
an3.62:7.7 #
‘ahaṁ jīrāmi, mā me mātā jīrī’ti.
‘Let me grow old, may my mother not grow old!’
an3.62:8.1 #
Na, bhikkhave, mātā puttaṁ byādhiyamānaṁ evaṁ labhati:
When a child is sick, a mother doesn’t get her wish:
an3.62:8.2 #
‘ahaṁ byādhiyāmi, mā me putto byādhiyī’ti;
‘Let me be sick, may my child not be sick!’
an3.62:8.3 #
putto vā pana mātaraṁ byādhiyamānaṁ na evaṁ labhati:
When a mother is sick, a child doesn’t get their wish:
an3.62:8.4 #
‘ahaṁ byādhiyāmi, mā me mātā byādhiyī’ti.
‘Let me be sick, may my mother not be sick!’
an3.62:9.1 #
Na, bhikkhave, mātā puttaṁ mīyamānaṁ evaṁ labhati:
When a child is dying, a mother doesn’t get her wish:
an3.62:9.2 #
‘ahaṁ mīyāmi, mā me putto mīyī’ti;
‘Let me die, may my child not die!’
an3.62:9.3 #
putto vā pana mātaraṁ mīyamānaṁ na evaṁ labhati:
When a mother is dying, a child doesn’t get their wish:
an3.62:9.4 #
‘ahaṁ mīyāmi, mā me mātā mīyī’ti.
‘Let me die, may my mother not die!’
an3.62:9.5 #
ิโต อนิ🤖 AI จับคู่
Imāni kho, bhikkhave, tīṇi amātāputtikāni bhayānīti.
These are the three perils that tear mothers and children apart.
an3.62:10.1 #
คฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ🤖 AI จับคู่
Atthi, bhikkhave, maggo atthi paṭipadā imesañca tiṇṇaṁ samātāputtikānaṁ bhayānaṁ imesañca tiṇṇaṁ amātāputtikānaṁ bhayānaṁ pahānāya samatikkamāya saṁvattati.
There is a path and a practice that leads to giving up and going beyond the three perils that don’t tear mothers and children apart, and the three perils that do tear mothers and children apart.
อ้างอิงPTS 1.180 · ฉัฏฐสังคายนา 35.209
an3.62:10.2 #
กตโม จ ภิกฺขเว มยา ธ🤖 AI จับคู่
Katamo ca, bhikkhave, maggo katamā ca paṭipadā imesañca tiṇṇaṁ samātāputtikānaṁ bhayānaṁ imesañca tiṇṇaṁ amātāputtikānaṁ bhayānaṁ pahānāya samatikkamāya saṁvattati?
What is that path and practice?
an3.62:10.3 #
Ayameva ariyo aṭṭhaṅgiko maggo, seyyathidaṁ—
It is simply this noble eightfold path, that is:
an3.62:10.4 #
มฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ อิมา ฉ ธาตุโยติ🤖 AI จับคู่
sammādiṭṭhi, sammāsaṅkappo, sammāvācā, sammākammanto, sammāājīvo, sammāvāyāmo, sammāsati, sammāsamādhi.
right view, right purpose, right speech, right action, right livelihood, right effort, right mindfulness, and right immersion.
an3.62:10.5 #
ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ อิมานิ ฉ ผสฺสายตนานีติ ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ อิเม อฏฺฐารส มโนปวิจาราติ ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ อิมานิ จตฺตาริ อริยสจฺจานีติ ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ {๕๐๑.๕} อิมา ฉ ธาตุโยติ ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฉยิมา ภิกฺขเว ธาตุโย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญฺญาณธาตุ อิมา ฉ ธาตุโยติ ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมานิ ฉ ผสฺสายตนานีติ ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฉยิมานิ ภิกฺขเว ผสฺสายตนานิ จกฺขุํ ผสฺสายตนํ โสตํ ผสฺสายตนํ ฆานํ ผสฺสายตนํ ชิวฺหา ผสฺสายตนํ กาโย ผสฺสายตนํ มโน ผสฺสายตนํ อิมานิ ฉ ผสฺสายตนานีติ ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๕๐๑.๖} อิเม อฏฺฐารส มโนปวิจาราติ ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา โสมนสฺสฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ โทมนสฺสฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ อุเปกฺขาฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย โสมนสฺสฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ โทมนสฺสฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ อุเปกฺขาฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ อิเม อฏฺฐารส มโนปวิจาราติ ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๕๐๑.๗} อิมานิ จตฺตาริ อริยสจฺจานีติ ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เทสิโต อนิคฺคหิโต อสงฺกิลิฏฺโฐ อนุปวชฺโช อปฺปฏิกฺกุฏฺโฐ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฉนฺนํ ภิกฺขเว ธาตูนํ อุปาทาย คพฺภสฺสาวกฺกนฺติ โหติ โอกฺกนฺติยา สติ นามรูปํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทิยมานสฺส โข ปนาหํ ภิกฺขเว อิทํ ทุกฺขนฺติ ปญฺญาเปมิ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ปญฺญาเปมิ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ปญฺญาเปมิ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ปญฺญาเปมิ {๕๐๑.๘} กตมญฺจ ภิกฺขเว🤖 AI จับคู่
Ayaṁ kho, bhikkhave, maggo ayaṁ paṭipadā imesañca tiṇṇaṁ samātāputtikānaṁ bhayānaṁ imesañca tiṇṇaṁ amātāputtikānaṁ bhayānaṁ pahānāya samatikkamāya saṁvattatī”ti.
This is the path, this is the practice that leads to giving up and going beyond the three perils that don’t tear mothers and children apart, and the three perils that do tear mothers and children apart.”
an3.62:10.6 #
ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา🤖 AI จับคู่
Dutiyaṁ.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๐ — อังคุตตรนิกาย เอกก–ทุก–ติกนิบาต
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน