‹ กลับ
เวนาคสูตร
เล่ม ๒๐ — อังคุตตรนิกาย เอกก–ทุก–ติกนิบาต · ข้อ 503 · อํ.เอก. ๒๐/๔๗๓๙ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๕๐๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อม ด้วยภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก เสด็จถึงพราหมณคามแห่งชาวโกศลชื่อ เวนาคปุระ พราหมณ์คฤหบดีชาวเวนาคปุระได้สดับข่าวมาว่า พระสมณโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จมาถึงเวนาคปุระโดยลำดับ ก็กิตติศัพท์อันงาม ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ... ทรงเบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนก ธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้ง ชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็น ปานนั้น ย่อมเป็นความดีแล ครั้งนั้นแล พราหมณ์และคฤหบดีชาวเวนาคปุระ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้น ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวก ประนมมือไหว้ไปทางพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวก ประกาศชื่อและโคตรแล้ว นั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พราหมณ์วัจฉโคตรชาวเวนาคปุระ ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใสยิ่งนัก พระฉวีวรรณของท่าน พระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ของท่านพระโคดม ผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนกับผลพุทราสุก ที่มีในสรทกาลอันเป็นของบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ ของท่านพระโคดมผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือน ผลตาลสุกที่หลุดจากขั้วอันเป็นของบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนกับแท่งทองชมพูนุทที่บุตรนายช่างทองผู้ขยันหลอมดีแล้ว อันนายช่างทอง ผู้ฉลาดบุดีแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพลเหลือง ส่องแสงประกาย สุกสะกาว ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าเกิน ประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขน แกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐาน เป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะ อันวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย มีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดมีขนแกะข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขน แกะจุนางฟ้อน ๑๖ คนยืนรำได้ เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่อง ลาดในรถ เครื่องลาดทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดี ทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง ท่านพระโคดมได้ ที่นอนที่นั่งสูงใหญ่เห็นปานนี้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากเป็นแน่ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ที่นอนที่นั่งอันสูงใหญ่เหล่านั้น คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ ... เครื่องลาดมีหมอนข้าง บรรพชิตหาได้ยาก และที่ได้ แล้วก็ไม่ควรใช้สอย ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิดนี้ ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิด เหล่าไหน คือ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์ ๑ ที่นั่งที่นอนอัน สูงใหญ่ที่เป็นของพรหม ๑ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า ๑ ดูกร พราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิดนี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็น ของทิพย์ ซึ่งทุกวันนี้ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ ลำบาก เป็นไฉน ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้า เรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ เวลาหลังอาหารกลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่ง มีอยู่ ณ ที่นั้นเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติ และ สุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรม เอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจาร สงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่ สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติ สิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มี อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เข้าจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรพราหมณ์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้เดินจงกรมอยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อ ว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่ ที่ยืนในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเรา ผู้เป็นเช่นนี้นั่งอยู่ ที่นั่งในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้นอน อยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่ในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ดูกรพราหมณ์ที่นั่งที่นอน อันสูงใหญ่อันเป็นของทิพย์นี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดย ไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ เคยมีมาแล้ว เพราะใครคนอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูง ใหญ่ที่เป็นของทิพย์เห็นปานดังนี้ ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ส่วนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหม ซึ่งทุกวันนี้ ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้า เรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ เวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นั้นเข้าเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือน กัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความ เป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีใจประกอบด้วย กรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศ หนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วย ใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่ มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ดูกรพราหมณ์ ถ้าเรานั้นเป็นผู้เช่นนี้เดินจงกรม อยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพรหม ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ ยืนอยู่ ... นั่งอยู่ ... นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่ในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของ พรหม ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหมนี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ เคยมีมาแล้ว เพราะใครอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ที่เป็นของพรหมตามความปรารถนา จักได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ส่วนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า ซึ่งทุกวันนี้ ท่านพระ โคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้า นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ เวลา หลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่ง มีอยู่ ณ ที่นั้น รวมเข้าเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะ หน้า เรารู้ชัดอย่างนี้ว่า ราคะเราละได้ขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือน ตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา โทสะ ... โมหะเรา ละได้ขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้ เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรพราหมณ์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้เดินจงกรมอยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพระอริยะ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่ ... นั่งอยู่ ... นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่นั้น สมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพระ อริยะ ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้านี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ เคยมีมาแล้ว เพราะใครอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ที่เป็นของพระอริยเจ้า เห็นปานดังนี้ตามความปรารถนา จักได้โดยไม่ยาก ไม่ ลำบาก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนก ปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คน ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านี้ ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและ พระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งหลายว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
เทียบรายประโยค (58 ประโยค)
an3.64:1.1 #
Evaṁ me sutaṁ—
So I have heard.
อ้างอิงสยามรัฐ 20.238
an3.64:1.2 #
เอกํ สมยํ ภควา🤖 AI จับคู่
ekaṁ samayaṁ bhagavā rājagahe viharati gijjhakūṭe pabbate.
At one time the Buddha was staying near Rājagaha, on the Vulture’s Peak Mountain.
an3.64:1.3 #
โกสเลสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน เวนาคปุรํ นาม โกสล🤖 AI จับคู่
Tena kho pana samayena sarabho nāma paribbājako acirapakkanto hoti imasmā dhammavinayā.
Now at that time a wanderer named Sarabha had recently left this teaching and training.
an3.64:1.4 #
So rājagahe parisati evaṁ vācaṁ bhāsati:
He was telling a crowd in Rājagaha,
an3.64:1.5 #
านํ พฺราหฺมณคาโม ตทวสริ ฯ อสฺโสสุํ โข เวนาคปุริกา พฺราหฺมณคหปติกา สมโณ @เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. ภยานีติ ฯ ๒ โป. ม. จ ฯ ขลุ โภ โคตโม สกฺยปุตฺโต🤖 AI จับคู่
“aññāto mayā samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammo.
“I learned the teaching of the ascetics who follow the Sakyan,
an3.64:1.6 #
สกฺยกุลา ปพฺพชิโต เวนาคปุรํ อนุปฺปตฺโต ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา ๑- โส อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ สพฺรหฺมกํ สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ🤖 AI จับคู่
Aññāya ca panāhaṁ samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammaṁ evāhaṁ tasmā dhammavinayā apakkanto”ti.
then I left their teaching and training.”
an3.64:1.7 #
อถโข เวนาคปุริกา พฺราหฺมณคหปติกา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อปฺเปกจฺเจ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ นามโคตฺตํ สาเวตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ตุณฺหีภูตา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข เวนาคปุริโก วจฺฉโคตฺโต พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม ยาวญฺจิทํ โภโต โคตมสฺส วิปฺปสนฺนานิ อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต เสยฺยถาปิ โภ โคตม สารทํ พทรปณฺฑุํ ปริสุทฺธํ โหติ ปริโยทาตํ เอวเมว โภโต โคตมสฺส วิปฺปสนฺนานิ อินฺทฺริยานิ @เชิงอรรถ: ๑ โป. ม. ภควาติ ฯ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต เสยฺยถาปิ โภ โคตม ตาลปกฺกํ สมฺปติ พนฺธนา ปมุตฺตํ ปริสุทฺธํ โหติ ปริโยทาตํ เอวเมว โภโต โคตมสฺส วิปฺปสนฺนานิ อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต เสยฺยถาปิ โภ โคตม เนกฺขํ ชมฺโพนทํ ทกฺขกมฺมารปุตฺตสุปริกมฺมกตํ กุสลสมฺปหฏฺฐํ ๑- ปณฺฑุกมฺพเล นิกฺขิตฺตํ ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจติ จ เอวเมว โภโต โคตมสฺส วิปฺปสนฺนานิ อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต ยานิ นูน ๒- ตานิ โภ โคตม อุจฺจาสยนมหาสยนานิ เสยฺยถีทํ อาสนฺทิ ปลฺลงฺโก โคณโก จิตฺติกา ๓- ปฏิกา ปฏลิกา ตูลิกา วิกติกา อุทฺธโลมี เอกนฺตโลมี กฏฺฐิสฺสํ โกเสยฺยํ กุตฺตกํ หตฺถตฺถรํ อสฺสตฺถรํ รถตฺถรํ อชินปฺปเวณิ กาทสิมิคปวรปจฺจตฺถรณํ สอุตฺตรจฺฉทํ อุภโตโลหิตกุปธานํ เอวรูปานํ นูน ภวํ โคตโม อุจฺจาสยนมหาสยนานํ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๒} ยานิ โข ปน ตานิ พฺราหฺมณ อุจฺจาสยนมหาสยนานิ เสยฺยถีทํ อาสนฺทิ ... อุภโตโลหิตกุปธานํ ทุลฺลภานิ ตานิ ปพฺพชิตานํ ลทฺธานิ จ ๔- น กปฺปนฺติ ตีณิ โข อิมานิ พฺราหฺมณ อุจฺจาสยนมหาสยนานิ เยสาหํ เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี กตมานิ ตีณิ ทิพฺพํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ พฺรหฺมํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ อริยํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ อิมานิ โข พฺราหฺมณ ตีณิ อุจฺจาสยนมหาสยนานิ เยสาหํ เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ม. อุกฺกามุเข สุกุสลสมฺปหฏฺฐํ ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ โป. ยุ.@จิตฺตกา ฯ ม. จิตฺตโก ฯ ๔ โป. ม. จ ปน ฯ {๕๐๓.๓} กตมํ ปน ตํ โภ โคตม ทิพฺพํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺส ภวํ โคตโม เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ อิธาหํ พฺราหฺมณ ยํ คามํ วา นิคมํ วา อุปนิสฺสาย วิหรามิ โส ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ตเมว คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย ปวิสามิ🤖 AI จับคู่
Atha kho sambahulā bhikkhū pubbaṇhasamayaṁ nivāsetvā pattacīvaramādāya rājagahaṁ piṇḍāya pavisiṁsu.
Then several mendicants robed up in the morning and, taking their bowls and robes, entered Rājagaha for alms.
an3.64:1.8 #
โส🤖 AI จับคู่
Assosuṁ kho te bhikkhū sarabhassa paribbājakassa rājagahe parisati evaṁ vācaṁ bhāsamānassa:
They heard what Sarabha was saying.
an3.64:1.9 #
“aññāto mayā samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammo.
an3.64:1.10 #
Aññāya ca panāhaṁ samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammaṁ evāhaṁ tasmā dhammavinayā apakkanto”ti.
an3.64:2.1 #
ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต วนนฺตํเยว🤖 AI จับคู่
Atha kho te bhikkhū rājagahe piṇḍāya caritvā pacchābhattaṁ piṇḍapātapaṭikkantā yena bhagavā tenupasaṅkamiṁsu; upasaṅkamitvā bhagavantaṁ abhivādetvā ekamantaṁ nisīdiṁsu. Ekamantaṁ nisinnā kho te bhikkhū bhagavantaṁ etadavocuṁ:
Then, after the meal, when they returned from almsround, they went up to the Buddha, bowed, sat down to one side, and said to him,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 35.214 · พุทธชยันตี 18.332
an3.64:2.2 #
ปจารยามิ🤖 AI จับคู่
“sarabho nāma, bhante, paribbājako acirapakkanto imasmā dhammavinayā.
“The wanderer named Sarabha has recently left this teaching and training.
an3.64:2.3 #
โส🤖 AI จับคู่
So rājagahe parisati evaṁ vācaṁ bhāsati:
He was telling a crowd in Rājagaha:
an3.64:2.4 #
ยเทว ตตฺถ โหนฺติ ติ🤖 AI จับคู่
‘aññāto mayā samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammo.
‘I learned the teaching of the ascetics who follow the Sakyan,
an3.64:2.5 #
ณาน🤖 AI จับคู่
Aññāya ca panāhaṁ samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammaṁ evāhaṁ tasmā dhammavinayā apakkanto’ti.
then I left their teaching and training.’
an3.64:2.6 #
Sādhu, bhante, bhagavā yena sippinikātīraṁ paribbājakārāmo yena sarabho paribbājako tenupasaṅkamatu anukampaṁ upādāyā”ti.
Worthy sir, please go to the wanderers’ monastery on the banks of the Serpentine river to see Sarabha the wanderer out of sympathy.”
an3.64:2.7 #
ิ วา ปณฺณานิ วา ต🤖 AI จับคู่
Adhivāsesi bhagavā tuṇhībhāvena.
The Buddha consented with silence.
an3.64:3.1 #
านิ เอกชฺฌํ สงฺฆริตฺวา นิสีทามิ ปลฺลงฺกํ อาภุช🤖 AI จับคู่
Atha kho bhagavā sāyanhasamayaṁ paṭisallānā vuṭṭhito yena sippinikātīraṁ paribbājakārāmo yena sarabho paribbājako tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā paññatte āsane nisīdi. Nisajja kho bhagavā sarabhaṁ paribbājakaṁ etadavoca:
Then in the late afternoon, the Buddha came out of retreat and went to the wanderers’ monastery on the banks of the Serpentine river to visit Sarabha the wanderer. He sat on the seat spread out, and said to the wanderer Sarabha,
อ้างอิงPTS 1.186
an3.64:3.2 #
ิตฺว🤖 AI จับคู่
“saccaṁ kira tvaṁ, sarabha, evaṁ vadesi:
“Is it really true, Sarabha, that you’ve been saying:
an3.64:3.3 #
‘aññāto mayā samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammo.
‘I learned the teaching of the ascetics who follow the Sakyan,
an3.64:3.4 #
า อ🤖 AI จับคู่
Aññāya ca panāhaṁ samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammaṁ evāhaṁ tasmā dhammavinayā apakkanto’”ti?
then I left their teaching and training.’”
an3.64:3.5 #
ุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา {๕๐๓.๔} โส วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ🤖 AI จับคู่
Evaṁ vutte, sarabho paribbājako tuṇhī ahosi.
When he said this, Sarabha kept silent.
an3.64:4.1 #
ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรามิ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเ🤖 AI จับคู่
Dutiyampi kho bhagavā sarabhaṁ paribbājakaṁ etadavoca:
For a second time, the Buddha said to Sarabha,
อ้างอิงสยามรัฐ 20.239
an3.64:4.2 #
วเทมิ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ โ🤖 AI จับคู่
“vadehi, sarabha, kinti te aññāto samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammo?
“Tell me, Sarabha, what exactly have you learned of the teachings of the ascetics who follow the Sakyan?
an3.64:4.3 #
ส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต จงฺกมามิ ทิพฺโพ เม เอโส ตสฺมึ สมเย จงฺกโม โหติ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต ติฏฺฐามิ ทิพฺพํ เม เอตํ ตสฺมึ สมเย ฐานํ โหติ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต นิสีทามิ ทิพฺพํ เม เอตํ ตสฺมึ @เชิงอรรถ: ๑ ม. วนนฺตเยว ปวิสามิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ โป. ปตารยามิ ฯ อิโต ปรํ@ อีทิสเมว ฯ สมเย อาสนํ โหติ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต เสยฺยํ กปฺเปมิ ทิพฺพํ เม เอตํ ตสฺมึ สมเย อุจฺจาสยนมหาสยนํ โหติ อิทํ โข ตํ ๑- พฺราหฺมณ ทิพฺพํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺสาหํ เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๕} อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม โก จญฺโญ เอวรูปสฺส ทิพฺพสฺส อุจฺจาสยนมหาสยนสฺส นิกามลาภี ภวิสฺสติ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี อญฺญตฺร โภตา โคตเมน กตมํ ปน ตํ โภ โคตม พฺรหฺมํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺส ภวํ โคตโม เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๖} อิธาหํ พฺราหฺมณ ยํ คามํ วา นิคมํ วา อุปนิสฺสาย วิหรามิ โ🤖 AI จับคู่
Sace te aparipūraṁ bhavissati, ahaṁ paripūressāmi.
If you’ve not learned it fully, I’ll fill you in.
an3.64:4.4 #
ส ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ตเมว คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย ปวิสามิ โส ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต วนนฺตํเยว ปจารยามิ โส ยเทว ตตฺถ โหนฺติ ติณานิ วา ปณฺณานิ วา ตานิ เอกชฺฌํ สงฺฆริตฺวา นิสีทามิ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา โส เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรามิ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรามิ กรุณาสหคเตน เจตสา ... มุทิตาสหคเตน เจตสา ... อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรามิ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ @เชิงอรรถ: ๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรามิ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต จงฺกมามิ พฺรหฺมา เม เอโส ตสฺมึ สมเย จงฺกโม โหติ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต ติฏฺฐามิ ... นิสีทามิ ... เสยฺยํ กปฺเปมิ พฺรหฺมํ เม เอตํ ตสฺมึ สมเย อุจฺจาสยนมหาสยนํ โหติ อิทํ โข ตํ พฺราหฺมณ พฺรหฺมํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺสาหํ เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๗} อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม โก จญฺโญ เอวรูปสฺส พฺรหฺมสฺส อุจฺจาสยนมหาสยนสฺส นิกามลาภี ภวิสฺสติ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี อญฺญตฺร โภตา โคตเมน กตมํ ปน ตํ โภ โคตม อริยํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺส ภวํ โคตโม เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ อิธาหํ พฺราหฺมณ ยํ คามํ วา นิคมํ วา อุปนิสฺสา🤖 AI จับคู่
Sace pana te paripūraṁ bhavissati, ahaṁ anumodissāmī”ti.
But if you have learned it fully, I’ll agree.”
an3.64:4.5 #
ย วิหรามิ โส ปุพฺพณฺห🤖 AI จับคู่
Dutiyampi kho sarabho paribbājako tuṇhī ahosi.
For a second time, Sarabha kept silent.
an3.64:5.1 #
Tatiyampi kho bhagavā sarabhaṁ paribbājakaṁ etadavoca:
For a third time, the Buddha said to Sarabha,
an3.64:5.2 #
สมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ตเมว คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย ปวิสามิ โส ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต วนนฺตํเยว ปจารยามิ โส ยเทว ตตฺถ โหนฺติ ติณานิ วา ปณฺณานิ วา ตานิ เอกชฺฌํ สงฺฆริตฺวา นิสีทามิ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา โส เอวํ ปชานามิ ราโค เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม โทโส เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม โมโห เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม โ🤖 AI จับคู่
“yo kho, sarabha, paññāyati samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammo vadehi, sarabha, kinti te aññāto samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammo?
“Sarabha, the teachings of the ascetics who follow the Sakyan are clear to me. What exactly have you learned of the teachings of the ascetics who follow the Sakyan?
an3.64:5.3 #
ส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต จงฺกมามิ อริโย เม เอโส ตสฺมึ สมเย จงฺกโม โหติ โส เจ อหํ พฺราหฺมณ เอวมฺภูโต ติฏฺฐามิ ... นิสีทามิ ... เสยฺยํ กปฺเปมิ อริยํ เม เอตํ ตสฺมึ สมเย อุจฺจาสยนมหาสยนํ โหติ อิทํ โข ตํ พฺราหฺมณ อริยํ อุจฺจาสยนมหาสยนํ ยสฺสาหํ เอตรหิ นิกามลาภี อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภีติ ฯ {๕๐๓.๘} อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม โก จญฺโญ เอวรูปสฺส อริยสฺส อุจฺจาสยนมหาสยนสฺส นิกามลาภี ภวิสฺสติ อ🤖 AI จับคู่
Sace te aparipūraṁ bhavissati, ahaṁ paripūressāmi.
If you’ve not learned it fully, I’ll fill you in.
an3.64:5.4 #
Sace pana te paripūraṁ bhavissati, ahaṁ anumodissāmī”ti.
But if you have learned it fully, I’ll agree.”
an3.64:5.5 #
Tatiyampi kho sarabho paribbājako tuṇhī ahosi.
For a third time, Sarabha kept silent.
an3.64:6.1 #
Atha kho te paribbājakā sarabhaṁ paribbājakaṁ etadavocuṁ:
Then those wanderers said to Sarabha,
an3.64:6.2 #
“yadeva kho tvaṁ, āvuso sarabha, samaṇaṁ gotamaṁ yāceyyāsi tadeva te samaṇo gotamo pavāreti.
“The ascetic Gotama has offered to tell you anything you ask for.
an3.64:6.3 #
กิจฺฉลาภี อกสิรลาภี อญฺญตฺ🤖 AI จับคู่
Vadehāvuso sarabha, kinti te aññāto samaṇānaṁ sakyaputtikānaṁ dhammo?
Speak, reverend Sarabha, what exactly have you learned of the teachings of the ascetics who follow the Sakyan?
an3.64:6.4 #
Sace te aparipūraṁ bhavissati, samaṇo gotamo paripūressati.
If you’ve not learned it fully, he’ll fill you in.
an3.64:6.5 #
Sace pana te paripūraṁ bhavissati, samaṇo gotamo anumodissatī”ti.
But if you have learned it fully, he’ll agree.”
an3.64:6.6 #
ร โภตา โ🤖 AI จับคู่
Evaṁ vutte, sarabho paribbājako tuṇhībhūto maṅkubhūto pattakkhandho adhomukho pajjhāyanto appaṭibhāno nisīdi.
When this was said, Sarabha sat silent, dismayed, shoulders drooping, downcast, depressed, with nothing to say.
an3.64:7.1 #
คตเมน อภิกฺกนฺตํ โ🤖 AI จับคู่
Atha kho bhagavā sarabhaṁ paribbājakaṁ tuṇhībhūtaṁ maṅkubhūtaṁ pattakkhandhaṁ adhomukhaṁ pajjhāyantaṁ appaṭibhānaṁ viditvā te paribbājake etadavoca:
Knowing this, the Buddha said to the wanderers:
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 35.215
an3.64:8.1 #
“Yo kho maṁ, paribbājakā, evaṁ vadeyya:
“Wanderers, someone might say to me:
อ้างอิงPTS 1.187 · สยามรัฐ 20.240
an3.64:8.2 #
ภ โคตม🤖 AI จับคู่
‘sammāsambuddhassa te paṭijānato ime dhammā anabhisambuddhā’ti, tamahaṁ tattha sādhukaṁ samanuyuñjeyyaṁ samanugāheyyaṁ samanubhāseyyaṁ.
‘You claim to be a fully awakened Buddha, but you don’t understand these things.’ Then I’d carefully pursue, press, and grill them on that point.
an3.64:8.3 #
อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ โภ โค🤖 AI จับคู่
So vata mayā sādhukaṁ samanuyuñjiyamāno samanugāhiyamāno samanubhāsiyamāno aṭṭhānametaṁ anavakāso yaṁ so tiṇṇaṁ ṭhānānaṁ nāññataraṁ ṭhānaṁ nigaccheyya, aññena vā aññaṁ paṭicarissati, bahiddhā kathaṁ apanāmessati, kopañca dosañca appaccayañca pātukarissati, tuṇhībhūto maṅkubhūto pattakkhandho adhomukho pajjhāyanto appaṭibhāno nisīdissati, seyyathāpi sarabho paribbājako.
When grilled by me, they would, without a doubt, fall into one of these three categories. They’d dodge the issue, distracting the discussion with irrelevant points. They’d display annoyance, hate, and bitterness. Or they’d sit silent, dismayed, shoulders drooping, downcast, depressed, with nothing to say, like Sarabha.
an3.64:9.1 #
Yo kho maṁ, paribbājakā, evaṁ vadeyya:
Wanderers, someone might say to me:
อ้างอิงพุทธชยันตี 18.334
an3.64:9.2 #
ตม นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย🤖 AI จับคู่
‘khīṇāsavassa te paṭijānato ime āsavā aparikkhīṇā’ti, tamahaṁ tattha sādhukaṁ samanuyuñjeyyaṁ samanugāheyyaṁ samanubhāseyyaṁ.
‘You claim to have ended all defilements, but you still have these defilements.’ Then I’d carefully pursue, press, and grill them on that point.
an3.64:9.3 #
ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺ🤖 AI จับคู่
So vata mayā sādhukaṁ samanuyuñjiyamāno samanugāhiyamāno samanubhāsiyamāno aṭṭhānametaṁ anavakāso yaṁ so tiṇṇaṁ ṭhānānaṁ nāññataraṁ ṭhānaṁ nigaccheyya, aññena vā aññaṁ paṭicarissati, bahiddhā kathaṁ apanāmessati, kopañca dosañca appaccayañca pātukarissati, tuṇhībhūto maṅkubhūto pattakkhandho adhomukho pajjhāyanto appaṭibhāno nisīdissati, seyyathāpi sarabho paribbājako.
When grilled by me, they would, without a doubt, fall into one of these three categories. They’d dodge the issue, distracting the discussion with irrelevant points. They’d display annoyance, hate, and bitterness. Or they’d sit silent, dismayed, shoulders drooping, downcast, depressed, with nothing to say, like Sarabha.
an3.64:10.1 #
Yo kho maṁ, paribbājakā, evaṁ vadeyya:
Wanderers, someone might say to me:
อ้างอิงสยามรัฐ 20.241
an3.64:10.2 #
‘yassa kho pana te atthāya dhammo desito, so na niyyāti takkarassa sammā dukkhakkhayāyā’ti, tamahaṁ tattha sādhukaṁ samanuyuñjeyyaṁ samanugāheyyaṁ samanubhāseyyaṁ.
‘Your teaching does not lead someone who practices it to the complete ending of suffering, the goal for which it is taught.’ Then I’d carefully pursue, press, and grill them on that point.
an3.64:10.3 #
So vata mayā sādhukaṁ samanuyuñjiyamāno samanugāhiyamāno samanubhāsiyamāno aṭṭhānametaṁ anavakāso yaṁ so tiṇṇaṁ ṭhānānaṁ nāññataraṁ ṭhānaṁ nigaccheyya, aññena vā aññaṁ paṭicarissati, bahiddhā kathaṁ apanāmessati, kopañca dosañca appaccayañca pātukarissati, tuṇhībhūto maṅkubhūto pattakkhandho adhomukho pajjhāyanto appaṭibhāno nisīdissati, seyyathāpi sarabho paribbājako”ti.
When grilled by me, they would, without a doubt, fall into one of these three categories. They’d dodge the issue, distracting the discussion with irrelevant points. They’d display annoyance, hate, and bitterness. Or they’d sit silent, dismayed, shoulders drooping, downcast, depressed, with nothing to say, like Sarabha.”
an3.64:10.4 #
ตี🤖 AI จับคู่
Atha kho bhagavā sippinikātīre paribbājakārāme tikkhattuṁ sīhanādaṁ naditvā vehāsaṁ pakkāmi.
Then the Buddha, having roared his lion’s roar three times in the wanderers’ monastery on the bank of the Serpentine river, rose into the air and flew away.
an3.64:11.1 #
Atha kho te paribbājakā acirapakkantassa bhagavato sarabhaṁ paribbājakaṁ samantato vācāyasannitodakena sañjambharimakaṁsu:
Soon after the Buddha left, those wanderers beset Sarabha on all sides with sneering and jeering.
อ้างอิงPTS 1.188 · ฉัฏฐสังคายนา 35.216
an3.64:11.2 #
ติ🤖 AI จับคู่
“seyyathāpi, āvuso sarabha, brahāraññe jarasiṅgālo ‘sīhanādaṁ nadissāmī’ti siṅgālakaṁyeva nadati, bheraṇḍakaṁyeva nadati;
“Reverend Sarabha, you’re just like an old jackal in the formidable wilderness who thinks, ‘I’ll roar a lion’s roar!’ but they still only manage to squeal and yelp like a jackal.
an3.64:11.3 #
เอวเมวํ🤖 AI จับคู่
evamevaṁ kho tvaṁ, āvuso sarabha, aññatreva samaṇena gotamena ‘sīhanādaṁ nadissāmī’ti siṅgālakaṁyeva nadasi bheraṇḍakaṁyeva nadasi.
In the same way, when the ascetic Gotama wasn’t here you said ‘I’ll roar a lion’s roar!’ but you only managed to squeal and yelp like a jackal.
an3.64:11.4 #
Seyyathāpi, āvuso sarabha, ambukasañcarī ‘purisakaravitaṁ ravissāmī’ti ambukasañcariravitaṁyeva ravati;
You’re just like a marsh hen who thinks, ‘I’ll cry like a cuckoo!’ but they still only manage to cry like a marsh hen.
an3.64:11.5 #
evamevaṁ kho tvaṁ, āvuso sarabha, aññatreva samaṇena gotamena ‘purisakaravitaṁ ravissāmī’ti, ambukasañcariravitaṁyeva ravasi.
In the same way, when the ascetic Gotama wasn’t here you said ‘I’ll cry like a cuckoo!’ but you still only managed to cry like a marsh hen.
an3.64:11.6 #
Seyyathāpi, āvuso sarabha, usabho suññāya gosālāya gambhīraṁ naditabbaṁ maññati;
You’re just like a bull that thinks to bellow only when the cowstall is empty.
an3.64:11.7 #
evamevaṁ kho tvaṁ, āvuso sarabha, aññatreva samaṇena gotamena gambhīraṁ naditabbaṁ maññasī”ti.
In the same way, you only thought to bellow when the ascetic Gotama wasn’t here.”
an3.64:11.8 #
Atha kho te paribbājakā sarabhaṁ paribbājakaṁ samantato vācāyasannitodakena sañjambharimakaṁsūti.
That’s how those wanderers beset Sarabha on all sides with sneering and jeering.
an3.64:11.9 #
Catutthaṁ.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๐ — อังคุตตรนิกาย เอกก–ทุก–ติกนิบาต
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน