‹ กลับ
เกสปุตตสูตร [กาลามสูตร]
เล่ม ๒๐ — อังคุตตรนิกาย เอกก–ทุก–ติกนิบาต · ข้อ 505 · อํ.เอก. ๒๐/๔๙๓๐ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๕๐๕] ๖๖. สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนิคมของพวกกาลามะชื่อว่า เกสปุตตะ พวกชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้สดับข่าวมาว่า พระสมณโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จมาถึงเกสปุตตนิคมโดยลำดับ ก็กิตติศัพท์อัน งามของพระสมณโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ... ทรงเบิกบานแล้ว ทรงจำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วย พระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะใน ท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อม ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปาน- *นั้น ย่อมเป็นความดีแล ครั้งนั้น ชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการ ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประนมมือ ไปทางพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศชื่อและ โคตรแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งเฉยๆ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อต่างก็นั่งลงเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า มีสมณ พราหมณ์พวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม สมณพราหมณ์พวกนั้น พูดประกาศ แต่เฉพาะวาทะของตัวเท่านั้น ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าข้า มีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม ถึงพราหมณ์พวกนั้น ก็พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตนเท่านั้น ส่วนวาทะของ ผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าข้า พวก ข้าพระองค์ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นอยู่ทีเดียวว่า ท่าน สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร กาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่าน ทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำ สืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือโดยอ้าง ตำรา อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดย ความตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว อย่าได้ ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้ เป็นครูของเรา เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรม เหล่านั้นเสีย ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความโลภ เมื่อเกิดขึ้นในภายในบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่เป็น ประโยชน์ พวกชนกาลามโคตรต่างกราบทูลว่า เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็บุคคลผู้โลภ ถูกความโลภครอบงำ มีจิต อันความโลภกลุ้มรุมนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้ สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคลผู้โลภ ย่อม ชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ กา. จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น ในภายในบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่ใช่ประโยชน์ ฯ กา. เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็บุคคลผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำ มีจิต อันความโกรธกลุ้มรุมนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้ สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคลผู้โกรธย่อม ชักชวนผู้อื่น เพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ กา. จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความหลง เมื่อเกิดขึ้นในภายในของบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่ง ไม่เป็นประโยชน์ ฯ กา. เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย บุคคลผู้หลง ถูกความหลงครอบงำ มีจิต อันความหลงกลุ้มรุมนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้ สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคลผู้หลง ย่อม ชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ กา. จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ฯ กา. เป็นอกุศล พระเจ้าข้า ฯ พ. มีโทษหรือไม่มีโทษ ฯ กา. มีโทษ พระเจ้าข้า ฯ พ. ท่านผู้รู้ติเตียนหรือท่านผู้รู้สรรเสริญ ฯ กา. ท่านผู้รู้ติเตียน พระเจ้าข้า ฯ พ. ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์หรือหาไม่ ในข้อนี้ท่านทั้งหลายมีความเห็นอย่างไร ฯ กา. ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อ ทุกข์ ในข้อนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความเห็นเช่นนี้ ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย เราได้กล่าวคำใดไว้ว่า ดูกรกาลามชน ทั้งหลาย มาเถอะท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ ฟังมา ... อย่าได้ยึดถือโดยนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้แล้ว นั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนี้ ดูกรกาลามชนทั้งหลาย มาเถอะท่านทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา ... อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือ ว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่า นี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข เมื่อนั้น ท่าน ทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะ สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความไม่โลภเมื่อเกิดขึ้นในภายในบุรุษ ย่อมเกิดเพื่อ ประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ฯ กา. เพื่อประโยชน์ พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ไม่โลภ ไม่ถูกความโลภครอบงำ มีจิตไม่ถูกความโลภกลุ้มรุมนี้ ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่คบชู้ ไม่พูดเท็จ สิ่งใดย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน บุคคลผู้ไม่ โลภ ย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้น ฯ กา. จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความไม่โกรธ เมื่อเกิดขึ้นในภายในของบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อ สิ่งไม่เป็นประโยชน์ ฯ กา. เพื่อประโยชน์ พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่โกรธ ไม่ถูกความโกรธครอบงำ มีจิตไม่ถูกความโกรธกลุ้มรุมนี้ ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่คบชู้ ไม่พูดเท็จ สิ่งใดเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน บุคคลผู้ไม่โกรธ ย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้น ฯ กา. จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความไม่หลง เมื่อเกิดขึ้นในภายในของบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อ สิ่งไม่เป็นประโยชน์ ฯ กา. เพื่อประโยชน์ พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ไม่หลง ไม่ถูกความหลงครอบงำ มีจิตไม่ถูกความหลงกลุ้มรุมนี้ ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่คบชู้ ไม่พูดเท็จ สิ่งใดย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน บุคคลผู้ไม่ หลง ย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้น ฯ กา. จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ฯ กา. เป็นกุศล พระเจ้าข้า ฯ พ. มีโทษหรือไม่มีโทษ ฯ กา. ไม่มีโทษ พระเจ้าข้า ฯ พ. ท่านผู้รู้ติเตียนหรือท่านผู้รู้สรรเสริญ ฯ กา. ท่านผู้รู้สรรเสริญ พระเจ้าข้า ฯ พ. ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ ความสุขหรือหาไม่ ในข้อนี้ ท่านทั้งหลายมีความเห็นอย่างไร ฯ กา. ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ ความสุข ในข้อนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความเห็นเช่นนี้ ฯ ดูกรกาลามชนทั้งหลาย เราได้กล่าวคำใดไว้ว่า ดูกรกาลามชนทั้งหลาย มาเถอะท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้ ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินว่าอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือ โดยอ้างตำรา อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดย ตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตน อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่า ผู้พูดสมควรเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรม เหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้ บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่าน ทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้แล้วนั้น เรา จึงได้กล่าวไว้ดังนี้ ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้น ปราศจากความ โลภ ปราศจากความพยาบาท ไม่หลงแล้วอย่างนี้ มีสัมปชัญญะ มีสติ มั่นคง มีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอด โลก ทั่วสัตว์ทุกข์เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอัน ไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่ มีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วย อุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่ เศร้าหมองอย่างนี้มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการใน ปัจจุบันว่าก็ถ้าปรโลกมีจริง ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีจริง เหตุนี้เป็นเครื่อง ให้เราเมื่อแตกกายตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ความอุ่นใจ ข้อที่ ๑ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว ก็ถ้าปรโลกไม่มี ผลวิบากของกรรมทำดี ทำชั่วไม่มี เราไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์เป็นสุข บริหารตนอยู่ ในปัจจุบันนี้ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๒ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว ก็ถ้าเมื่อ บุคคลทำอยู่ ชื่อว่าทำบาป เราไม่ได้คิดความชั่วให้แก่ใครๆ ไหนเลยทุกข์ จักมาถูกต้องเราผู้ไม่ได้ทำบาปกรรมเล่า ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๓ นี้ พระอริย สาวกนั้นได้แล้ว ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ไม่ชื่อว่าทำบาป เราก็ได้พิจารณาเห็น ตนว่าเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้งสองส่วน ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๔ นี้ พระอริย สาวกนั้นได้แล้ว ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่มีเศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตผ่องแผ้ว อย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการนี้แลในปัจจุบัน ฯ กา. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็น อย่างนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระอริยสาวกนั้น มีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิต ไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ท่านย่อมได้ความอุ่นใจ ๔ ประการในปัจจุบัน ... ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของ พระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอพระองค์โปรดทรงจำพวกข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
เทียบรายประโยค (87 ประโยค)
an3.66:1.1 #
Evaṁ me sutaṁ—
So I have heard.
อ้างอิงสยามรัฐ 20.249
an3.66:1.2 #
เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน เกสปุตฺตํ นาม กาลามานํ นิคโม ตทวสริ ฯ อสฺโสสุํ โข เกสปุตฺติยา กาลามา สมโณ ขลุ โภ โคตโม สกฺยปุตฺโต @เชิงอรรถ: ๑-๒ ม. สิงฺคาลกํเยว ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๓ ม. อมฺพุกสญฺจรี ฯ@๔ ม. ปุริสกรวิตํ ฯ ๕ ม. อมฺพุกสญฺจริรวิตํเยว ฯ ๖ ม. เกสมุตฺตํ ฯ สกฺยกุลา ปพฺพชิโต เกสปุตฺตํ อนุปฺปตฺโต ตํ โข ปน ภควนฺตํ โคตมํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ สพฺรหฺมกํ สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ🤖 AI จับคู่
ekaṁ samayaṁ āyasmā nandako sāvatthiyaṁ viharati pubbārāme migāramātupāsāde.
Now at that time Venerable Nandaka was staying near Sāvatthī in the stilt longhouse of Migāra’s mother in the Eastern Monastery.
an3.66:1.3 #
อถโข เกสปุตฺติยา กาลามา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อปฺเปกจฺเจ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ นามโคตฺตํ สาเวตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ตุณฺหีภูตา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข ๑- เกสปุตฺติยา กาลามา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ สนฺติ ภนฺเต เอเก สมณพฺราหฺมณา เกสปุตฺตํ อาคจฺฉนฺติ เต สกํเยว วาทํ ทีเปนฺติ โชเตนฺติ ปรวาทํ ๒- ปน ขุํเสนฺติ วมฺเภนฺติ ปริภวนฺติ โอปปกฺขึ ๓- กโรนฺติ อปเรปิ ภนฺเต เอเก สมณพฺราหฺมณา เกสปุตฺตํ อาคจฺฉนฺติ เตปิ สกํเยว วาทํ ทีเปนฺติ โชเตนฺติ ปรวาทํ ๔- ปน ขุํเสนฺติ วมฺเภนฺติ ปริภวนฺติ โอปปกฺขึ ๕- กโรนฺติ เตสํ โน @เชิงอรรถ: ๑ ม. เต ฯ ๒-๔ โป. ม. ปรปฺปวาทํ ฯ ๓-๕ ม. โอมกฺขึ ฯ ภนฺเต อมฺหากํ โหเตว กงฺขา โหติ วิจิกิจฺฉา โกสุนาม อิเมสํ ภวนฺตานํ สมณพฺราหฺมณานํ สจฺจํ อาห โก มุสาติ ฯ {๕๐๕.๒} อลํ หิ โว กาลามา กงฺขิตุํ อลํ วิจิกิจฺฉิตุํ กงฺขานิเยว ๑- ปน โว ฐาเน วิจิกิจฺฉา อุปฺปนฺนา🤖 AI จับคู่
Atha kho sāḷho ca migāranattā sāṇo ca sekhuniyanattā yenāyasmā nandako tenupasaṅkamiṁsu; upasaṅkamitvā āyasmantaṁ nandakaṁ abhivādetvā ekamantaṁ nisīdiṁsu. Ekamantaṁ nisinnaṁ kho sāḷhaṁ migāranattāraṁ āyasmā nandako etadavoca:
Then Sāḷha, Migāra’s grandson, and Rohaṇa, Pekhuṇiya’s grandson went up to Venerable Nandaka, bowed, and sat down to one side. Then Venerable Nandaka said to Sāḷha:
an3.66:2.1 #
เอถ ตุเมฺห กาลามา มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ🤖 AI จับคู่
“Etha tumhe, sāḷhā, mā anussavena, mā paramparāya, mā itikirāya, mā piṭakasampadānena, mā takkahetu, mā nayahetu, mā ākāraparivitakkena, mā diṭṭhinijjhānakkhantiyā, mā bhabbarūpatāya, mā samaṇo no garūti.
“Please, Sāḷha and friend, don’t go by oral transmission, don’t go by lineage, don’t go by testament, don’t go by canonical authority, don’t rely on logic, don’t rely on inference, don’t go by reasoned train of thought, don’t go by the acceptance of a view after deliberation, don’t go by the appearance of competence, and don’t think ‘The ascetic is our respected teacher.’
อ้างอิงPTS 1.194 · ฉัฏฐสังคายนา 35.223 · พุทธชยันตี 18.346
an3.66:2.2 #
ยทา ตุเมฺห กาลามา อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ อิเม ธมฺมา อกุสลา อิเม ธมฺมา สาวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุครหิตา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห กาลามา ปชเหยฺยาถ🤖 AI จับคู่
Yadā tumhe, sāḷhā, attanāva jāneyyātha ‘ime dhammā akusalā, ime dhammā sāvajjā, ime dhammā viññugarahitā, ime dhammā samattā samādinnā ahitāya dukkhāya saṁvattantī’ti, atha tumhe, sāḷhā, pajaheyyātha.
But when you know for yourselves: ‘These things are unskillful, blameworthy, criticized by sensible people, and when you undertake them, they lead to harm and suffering’, then you should give them up.
an3.66:3.1 #
ตํ กึ มญฺญถ กาลามา🤖 AI จับคู่
Taṁ kiṁ maññatha, sāḷhā,
What do you think, Sāḷha?
an3.66:3.2 #
โลโภ ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย🤖 AI จับคู่
atthi lobho”ti?
Is greed real?”
an3.66:4.1 #
วา อหิตาย วาติ ฯ อหิตาย ภนฺเต🤖 AI จับคู่
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:5.1 #
🤖 AI จับคู่
“Abhijjhāti kho ahaṁ, sāḷhā, etamatthaṁ vadāmi.
“‘Covetousness’ is what I mean by this.
an3.66:5.2 #
ลุทฺโธ ปนายํ กาลามา ปุริสปุคฺคโล โลเภน อภิภูโต ปริยาทิ🤖 AI จับคู่
Luddho kho ayaṁ, sāḷhā, abhijjhālu pāṇampi hanati, adinnampi ādiyati, paradārampi gacchati, musāpi bhaṇati, parampi tathattāya samādapeti, yaṁ sa hoti dīgharattaṁ ahitāya dukkhāyā”ti.
A person who is greedy and covetous kills living creatures, steals, commits adultery, lies, and encourages others to do the same. Is that for their lasting harm and suffering?”
an3.66:6.1 #
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:7.1 #
“Taṁ kiṁ maññatha, sāḷhā,
“What do you think, Sāḷha?
an3.66:7.2 #
atthi doso”ti?
Is hate real?”
an3.66:8.1 #
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:9.1 #
“Byāpādoti kho ahaṁ, sāḷhā, etamatthaṁ vadāmi.
“‘Malice’ is what I mean by this.
an3.66:9.2 #
นฺนจิตฺโต ปาณมฺปิ หนติ อทินฺนมฺปิ อาทิยติ ปรทารมฺปิ คจฺฉติ มุสาปิ ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส ๒- โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ🤖 AI จับคู่
Duṭṭho kho ayaṁ, sāḷhā, byāpannacitto pāṇampi hanati, adinnampi ādiyati, paradārampi gacchati, musāpi bhaṇati, parampi tathattāya samādapeti, yaṁ sa hoti dīgharattaṁ ahitāya dukkhāyā”ti.
A hateful and malicious person kills living creatures, steals, commits adultery, lies, and encourages others to do the same. Is that for their lasting harm and suffering?”
an3.66:10.1 #
เอวํ ภนฺเต ฯ🤖 AI จับคู่
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:11.1 #
ตํ กึ มญฺญถ กาลามา โทโส ปุริสสฺส🤖 AI จับคู่
“Taṁ kiṁ maññatha, sāḷhā,
“What do you think, Sāḷha?
an3.66:11.2 #
อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย🤖 AI จับคู่
atthi moho”ti?
Is delusion real?”
an3.66:12.1 #
วา อหิตาย วาติ ฯ อหิตาย ภนฺเต ฯ🤖 AI จับคู่
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:13.1 #
ทุฏฺ🤖 AI จับคู่
“Avijjāti kho ahaṁ, sāḷhā, etamatthaṁ vadāmi.
“‘Ignorance’ is what I mean by this.
อ้างอิงสยามรัฐ 20.250
an3.66:13.2 #
โฐ ปนายํ กาลามา ปุริสปุคฺคโล โทเสน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต ปาณมฺปิ หนติ อทินฺนมฺปิ อาทิยติ ปรทารมฺปิ คจฺฉติ มุสาปิ ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ🤖 AI จับคู่
Mūḷho kho ayaṁ, sāḷhā, avijjāgato pāṇampi hanati, adinnampi ādiyati, paradārampi gacchati, musāpi bhaṇati, parampi tathattāya samādapeti, yaṁ sa hoti dīgharattaṁ ahitāya dukkhāyā”ti.
A person who is deluded and ignorant kills living creatures, steals, commits adultery, lies, and encourages others to do the same. Is that for their lasting harm and suffering?”
an3.66:14.1 #
เอวํ ภนฺเต ฯ🤖 AI จับคู่
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:15.1 #
ตํ กึ มญฺญถ กาลามา @เชิงอรรถ: ๑ ม. กงฺขนีเยว ฯ ๒ โป. ยํ ตสฺส ฯ โมโห ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วาติ ฯ อหิตาย ภนฺเต ฯ {๕๐๕.๕} มูโฬฺห ปนายํ กาลามา ปุริสปุคฺคโล โมเหน อภิภูโต ปรยาทินฺนจิตฺโต ปาณมฺปิ หนติ อทินฺนมฺปิ อาทิยติ ปรทารมฺปิ คจฺฉติ มุสาปิ ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๕๐๕.๖} ตํ กึ มญฺญถ กาลามา อิเม ธมฺมา กุสลา วา อกุสลา วาติ ฯ🤖 AI จับคู่
“Taṁ kiṁ maññatha, sāḷhā, ime dhammā kusalā vā akusalā vā”ti?
“What do you think, Sāḷha, are these things skillful or unskillful?”
an3.66:16.1 #
อกุสลา ภนฺเต ฯ🤖 AI จับคู่
“Akusalā, bhante”.
“Unskillful, sir.”
an3.66:17.1 #
สาวชฺชา วา อนวชฺชา วาติ ฯ🤖 AI จับคู่
“Sāvajjā vā anavajjā vā”ti?
“Blameworthy or blameless?”
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 35.224
an3.66:18.1 #
สาวชฺชา ภนฺเต ฯ🤖 AI จับคู่
“Sāvajjā, bhante”.
“Blameworthy, sir.”
an3.66:19.1 #
วิญฺญุครหิตา วา วิญฺญุปฺปสตฺถา วาติ ฯ🤖 AI จับคู่
“Viññugarahitā vā viññuppasatthā vā”ti?
“Criticized or praised by sensible people?”
an3.66:20.1 #
วิญฺญุครหิตา ภนฺเต ฯ🤖 AI จับคู่
“Viññugarahitā, bhante”.
“Criticized by sensible people, sir.”
an3.66:21.1 #
สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ โน วา🤖 AI จับคู่
“Samattā samādinnā ahitāya dukkhāya saṁvattanti, no vā?
“When you undertake them, do they lead to harm and suffering, or not?
an3.66:21.2 #
กถํ วา เอตฺถ โหตีติ ฯ🤖 AI จับคู่
Kathaṁ vā ettha hotī”ti?
Or how do you see this?”
an3.66:22.1 #
สมตฺตา ภนฺเต สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ🤖 AI จับคู่
“Samattā, bhante, samādinnā ahitāya dukkhāya saṁvattantīti.
“When you undertake them, they lead to harm and suffering.
อ้างอิงPTS 1.195
an3.66:22.2 #
เอวํ โน เอตฺถ โหตีติ ฯ🤖 AI จับคู่
Evaṁ no ettha hotī”ti.
That’s how we see it.”
an3.66:23.1 #
อิติ โข กาลามา ยนฺตํ อโวจุมฺห🤖 AI จับคู่
“Iti kho, sāḷhā, yaṁ taṁ avocumhā:
“So, Sāḷha and friend, when I said:
อ้างอิงพุทธชยันตี 18.348
an3.66:23.2 #
เอถ ตุเมฺห กาลามา มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ ยทา ตุเมฺห กาลามา อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ อิเม ธมฺมา อกุสลา อิเม ธมฺมา สาวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุครหิตา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห กาลามา ปชเหยฺยาถาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ เอถ ตุเมฺห กาลามา มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา @เชิงอรรถ: ๑ ม. อโวจุมฺหา ฯ มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ🤖 AI จับคู่
‘etha tumhe, sāḷhā, mā anussavena, mā paramparāya, mā itikirāya, mā piṭakasampadānena, mā takkahetu, mā nayahetu, mā ākāraparivitakkena, mā diṭṭhinijjhānakkhantiyā, mā bhabbarūpatāya, mā samaṇo no garūti.
‘Please, don’t go by oral transmission, don’t go by lineage, don’t go by testament, don’t go by canonical authority, don’t rely on logic, don’t rely on inference, don’t go by reasoned train of thought, don’t go by the acceptance of a view after deliberation, don’t go by the appearance of competence, and don’t think “The ascetic is our respected teacher.”
an3.66:23.3 #
ยทา ตุเมฺห กาลามา อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ🤖 AI จับคู่
Yadā tumhe, sāḷhā, attanāva jāneyyātha—
But when you know for yourselves:
an3.66:23.4 #
อิเม ธมฺมา กุสลา อิเม ธมฺมา อนวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุปฺปสตฺถา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห กาลามา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาถ ฯ🤖 AI จับคู่
ime dhammā akusalā, ime dhammā sāvajjā, ime dhammā viññugarahitā, ime dhammā samattā samādinnā ahitāya dukkhāya saṁvattantīti, atha tumhe, sāḷhā, pajaheyyāthā’ti,
“These things are unskillful, blameworthy, criticized by sensible people, and when you undertake them, they lead to harm and suffering”, then you should give them up.’
an3.66:23.5 #
ตํ กึ มญฺญถ กาลามา อโลโภ ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วาติ ฯ หิตาย ภนฺเต ฯ อลุทฺโธ ปนายํ กาลามา ปุริสปุคฺคโล โลเภน อนภิภูโต อปริยาทินฺนจิตฺโต เนว ปาณํ หนติ น อทินฺนํ อาทิยติ น ปรทารํ คจฺฉติ น มุสา ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๕๐๕.๘} ตํ กึ มญฺญถ กาลามา อโทโส ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วาติ ฯ หิตาย ภนฺเต ฯ อทุฏฺโฐ ปนายํ กาลามา ปุริสปุคฺคโล โทเสน อนภิภูโต อปริยาทินฺนจิตฺโต เนว ปาณํ หนติ น อทินฺนํ อาทิยติ น ปรทารํ คจฺฉติ น มุสา ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๕๐๕.๙} ตํ กึ มญฺญถ กาลามา อโมโห ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วาติ ฯ หิตาย ภนฺเต ฯ อมูโฬฺห ปนายํ กาลามา ปุริสปุคฺคโล โมเหน อนภิภูโต อปริยาทินฺนจิตฺโต เนว ปาณํ หนติ น อทินฺนํ อาทิยติ น ปรทารํ คจฺฉติ น มุสา ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๕๐๕.๑๐} ตํ กึ มญฺญถ กาลามา อิเม ธมฺมา กุสลา วา อกุสลา วาติ ฯ กุสลา ภนฺเต ฯ สาวชฺชา วา อนวชฺชา วาติ ฯ อนวชฺชา ภนฺเต ฯ วิญฺญุครหิตา วา วิญฺญุปฺปสตฺถา วาติ ฯ วิญฺญุปฺปสตฺถา ภนฺเต ฯ สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺติ โน วา กถํ วา เอตฺถ โหตีติ ฯ สมตฺตา ภนฺเต สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺติ เอวํ โน เอตฺถ โหตีติ ฯ {๕๐๕.๑๑} อิติ โข กาลามา ยนฺตํ อโวจุมฺห🤖 AI จับคู่
iti yaṁ taṁ vuttaṁ idametaṁ paṭicca vuttaṁ.
That’s what I said, and this is why I said it.
an3.66:24.1 #
เอถ ตุเมฺห กาลามา มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ🤖 AI จับคู่
Etha tumhe, sāḷhā, mā anussavena, mā paramparāya, mā itikirāya, mā piṭakasampadānena, mā takkahetu, mā nayahetu, mā ākāraparivitakkena, mā diṭṭhinijjhānakkhantiyā, mā bhabbarūpatāya, mā samaṇo no garūti.
Please, Sāḷha and friend, don’t go by oral transmission, don’t go by lineage, don’t go by testament, don’t go by canonical authority, don’t rely on logic, don’t rely on inference, don’t go by reasoned train of thought, don’t go by the acceptance of a view after deliberation, don’t go by the appearance of competence, and don’t think ‘The ascetic is our respected teacher.’
อ้างอิงสยามรัฐ 20.251
an3.66:24.2 #
ยทา ตุเมฺห กาลามา อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ🤖 AI จับคู่
Yadā tumhe, sāḷhā, attanāva jāneyyātha:
But when you know for yourselves:
an3.66:24.3 #
อิเม ธมฺมา กุสลา อิเม ธมฺมา อนวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุปฺปสตฺถา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห🤖 AI จับคู่
‘ime dhammā kusalā, ime dhammā anavajjā, ime dhammā viññuppasatthā, ime dhammā samattā samādinnā hitāya sukhāya saṁvattantī’ti, atha tumhe, sāḷhā, upasampajja vihareyyātha.
‘These things are skillful, blameless, praised by sensible people, and when you undertake them, they lead to welfare and happiness’, then you should acquire them and keep them.
an3.66:25.1 #
Taṁ kiṁ maññatha, sāḷhā, atthi alobho”ti?
What do you think? Is contentment real?”
an3.66:26.1 #
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:27.1 #
“Anabhijjhāti kho ahaṁ, sāḷhā, etamatthaṁ vadāmi.
“‘Satisfaction’ is what I mean by this.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 35.225
an3.66:27.2 #
Aluddho kho ayaṁ, sāḷhā, anabhijjhālu neva pāṇaṁ hanati, na adinnaṁ ādiyati, na paradāraṁ gacchati, na musā bhaṇati, parampi na tathattāya samādapeti, yaṁ sa hoti dīgharattaṁ hitāya sukhāyā”ti.
A person who is content and satisfied doesn’t kill living creatures, steal, commit adultery, lie, or encourage others to do the same. Is that for their lasting welfare and happiness?”
an3.66:28.1 #
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:29.1 #
“Taṁ kiṁ maññatha, sāḷhā, atthi adoso”ti?
“What do you think? Is love real?”
an3.66:30.1 #
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:31.1 #
“Abyāpādoti kho ahaṁ, sāḷhā, etamatthaṁ vadāmi.
“‘Kindness’ is what I mean by this.
an3.66:31.2 #
Aduṭṭho kho ayaṁ, sāḷhā, abyāpannacitto neva pāṇaṁ hanati, na adinnaṁ ādiyati, na paradāraṁ gacchati, na musā bhaṇati, parampi na tathattāya samādapeti, yaṁ sa hoti dīgharattaṁ hitāya sukhāyā”ti.
A loving and kind-hearted person doesn’t kill living creatures, steal, commit adultery, lie, or encourage others to do the same. Is that for their lasting welfare and happiness?”
an3.66:32.1 #
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:33.1 #
“Taṁ kiṁ maññatha, sāḷhā,
“What do you think, Sāḷha?
an3.66:33.2 #
atthi amoho”ti?
Is understanding real?”
an3.66:34.1 #
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:35.1 #
“Vijjāti kho ahaṁ, sāḷhā, etamatthaṁ vadāmi.
“‘Knowledge’ is what I mean by this.
อ้างอิงPTS 1.196
an3.66:35.2 #
Amūḷho kho ayaṁ, sāḷhā, vijjāgato neva pāṇaṁ hanati, na adinnaṁ ādiyati, na paradāraṁ gacchati, na musā bhaṇati, parampi na tathattāya samādapeti, yaṁ sa hoti dīgharattaṁ hitāya sukhāyā”ti.
A person who understands and knows doesn’t kill living creatures, steal, commit adultery, lie, or encourage others to do the same. Is that for their lasting welfare and happiness?”
an3.66:36.1 #
“Evaṁ, bhante”.
“Yes, sir.”
an3.66:37.1 #
“Taṁ kiṁ maññatha, sāḷhā, ime dhammā kusalā vā akusalā vā”ti?
“What do you think, Sāḷha, are these things skillful or unskillful?”
อ้างอิงพุทธชยันตี 18.350
an3.66:38.1 #
“Kusalā, bhante”.
“Skillful, sir.”
an3.66:39.1 #
“Sāvajjā vā anavajjā vā”ti?
“Blameworthy or blameless?”
an3.66:40.1 #
“Anavajjā, bhante”.
“Blameless, sir.”
an3.66:41.1 #
“Viññugarahitā vā viññuppasatthā vā”ti?
“Criticized or praised by sensible people?”
an3.66:42.1 #
“Viññuppasatthā, bhante”.
“Praised by sensible people, sir.”
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 35.226
an3.66:43.1 #
“Samattā samādinnā hitāya sukhāya saṁvattanti, no vā?
“When you undertake them, do they lead to welfare and happiness, or not?
an3.66:43.2 #
Kathaṁ vā ettha hotī”ti?
Or how do you see this?”
an3.66:44.1 #
“Samattā, bhante, samādinnā hitāya sukhāya saṁvattantīti.
“When you undertake them, they lead to welfare and happiness.
อ้างอิงสยามรัฐ 20.252
an3.66:44.2 #
Evaṁ no ettha hotī”ti.
That’s how we see it.”
an3.66:45.1 #
“Iti kho, sāḷhā, yaṁ taṁ avocumhā:
“So, Sāḷha and friend, when I said:
an3.66:45.2 #
กา🤖 AI จับคู่
‘etha tumhe, sāḷhā, mā anussavena, mā paramparāya, mā itikirāya, mā piṭakasampadānena, mā takkahetu, mā nayahetu, mā ākāraparivitakkena, mā diṭṭhinijjhānakkhantiyā, mā bhabbarūpatāya, mā samaṇo no garūti.
‘Please, don’t go by oral transmission, don’t go by lineage, don’t go by testament, don’t go by canonical authority, don’t rely on logic, don’t rely on inference, don’t go by reasoned train of thought, don’t go by the acceptance of a view after deliberation, don’t go by the appearance of competence, and don’t think “The ascetic is our respected teacher.”
an3.66:45.3 #
Yadā tumhe, sāḷhā, attanāva jāneyyātha—
But when you know for yourselves:
an3.66:45.4 #
ลามา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาถาติ🤖 AI จับคู่
ime dhammā kusalā, ime dhammā anavajjā, ime dhammā viññuppasatthā, ime dhammā samattā samādinnā dīgharattaṁ hitāya sukhāya saṁvattantīti, atha tumhe, sāḷhā, upasampajja vihareyyāthā’ti,
“These things are skillful, blameless, praised by sensible people, and when you undertake them, they lead to welfare and happiness”, then you should acquire them and keep them.’
an3.66:45.5 #
อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ🤖 AI จับคู่
iti yaṁ taṁ vuttaṁ idametaṁ paṭicca vuttaṁ.
That’s what I said, and this is why I said it.
an3.66:46.1 #
ส โข โส กาลามา อริยสาวโก เอวํ วิคตาภิชฺโฌ วิคตพฺยาปาโท อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปติสฺสโต เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ🤖 AI จับคู่
Sa kho so, sāḷhā, ariyasāvako evaṁ vigatābhijjho vigatabyāpādo asammūḷho sampajāno patissato mettāsahagatena cetasā …pe…
Then that noble disciple is rid of desire, rid of ill will, unconfused, aware, and mindful. They meditate spreading a heart full of love …
อ้างอิงPTS 1.197 · สยามรัฐ 20.253 · ฉัฏฐสังคายนา 35.227
an3.66:46.2 #
กรุณาสหคเตน เจตสา🤖 AI จับคู่
karuṇā …
compassion …
an3.66:46.3 #
มุทิตาสหคเตน เจตสา🤖 AI จับคู่
muditā …
rejoicing …
an3.66:46.4 #
อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ {๕๐๕.๑๓} ส โข🤖 AI จับคู่
upekkhāsahagatena cetasā ekaṁ disaṁ pharitvā viharati, tathā dutiyaṁ, tathā tatiyaṁ, tathā catutthaṁ, iti uddhamadho tiriyaṁ sabbadhi sabbattatāya sabbāvantaṁ lokaṁ upekkhāsahagatena cetasā vipulena mahaggatena appamāṇena averena abyāpajjhena pharitvā viharati.
equanimity to one direction, and to the second, and to the third, and to the fourth. In the same way above, below, across, everywhere, all around, they spread a heart full of equanimity to the whole world—abundant, expansive, limitless, free of enmity and ill will.
an3.66:46.5 #
โส กาลามา อริยสาวโก เอวํ🤖 AI จับคู่
So evaṁ pajānāti:
They understand:
an3.66:46.6 #
อเวรจิตฺ🤖 AI จับคู่
‘atthi idaṁ, atthi hīnaṁ, atthi paṇītaṁ, atthi imassa saññāgatassa uttari nissaraṇan’ti.
‘There is this, there is what is worse than this, there is what is better than this, and there is an escape beyond the scope of perception.’
an3.66:46.7 #
โต เอวํ อพฺยาปชฺฌจิตฺ🤖 AI จับคู่
Tassa evaṁ jānato evaṁ passato kāmāsavāpi cittaṁ vimuccati, bhavāsavāpi cittaṁ vimuccati, avijjāsavāpi cittaṁ vimuccati;
Knowing and seeing like this, their mind is freed from the defilements of sensuality, desire to be reborn, and ignorance.
an3.66:46.8 #
โต🤖 AI จับคู่
vimuttasmiṁ vimuttamiti ñāṇaṁ hoti.
When they’re freed, they know they’re freed.
an3.66:46.9 #
‘Khīṇā jāti, vusitaṁ brahmacariyaṁ, kataṁ karaṇīyaṁ, nāparaṁ itthattāyā’ti pajānāti.
They understand: ‘Rebirth is ended, the spiritual journey has been completed, what had to be done has been done, there is nothing further for this place.’
an3.66:47.1 #
เอวํ🤖 AI จับคู่
So evaṁ pajānāti:
They understand:
an3.66:47.2 #
อสงฺกิลิฏฺฐจิตฺ🤖 AI จับคู่
‘ahu pubbe lobho, tadahu akusalaṁ, so etarahi natthi, iccetaṁ kusalaṁ;
‘Formerly there was greed, which was unskillful. Now there is none, so that’s skillful.
an3.66:47.3 #
🤖 AI จับคู่
ahu pubbe doso …pe…
Formerly there was hate, which was unskillful. Now there is none, so that’s skillful.
an3.66:47.4 #
ต เอวํ วิสุทฺธจิตฺ🤖 AI จับคู่
ahu pubbe moho, tadahu akusalaṁ, so etarahi natthi, iccetaṁ kusalan’ti.
Formerly there was delusion, which was unskillful. Now there is none, so that’s skillful.’
an3.66:47.5 #
โต ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม จตฺตาโร อสฺสาสา อธิคตา โหนฺติ สเจ โข ปน อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลวิปาโก ฐานเมตํ ๑- เยนาหํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิสฺสามีติ อยมสฺส ปฐโม อสฺสาโส อธิคโต โหติ ฯ สเจ โข ปน นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลวิปาโก อิธาหํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อเวรํ อพฺยาปชฺฌํ อนีฆํ สุขี ๒- อตฺตานํ ปริหรามีติ อยมสฺส ทุติโย อสฺสาโส อธิคโต โหติ ฯ สเจ โข ปน กโรโต กรียติ ปาปํ น โข ปนาหํ กสฺสจิ ปาปํ เจเตมิ อกโรนฺตํ โข ปน มํ ปาปกมฺมํ กุโต ทุกฺขํ ผุสิสฺสตีติ อยมสฺส ตติโย อสฺสาโส อธิคโต โหติ ฯ สเจ โข ปน กโรโต น กรียติ ปาปํ อิธาหํ อุภเยเนว วิสุทฺธํ อตฺตานํ สมนุปสฺสามีติ อยมสฺส จตุตฺโถ อสฺสาโส อธิคโต โหติ ฯ {๕๐๕.๑๔} ส โข โส กาลามา อริยสาวโก เอวํ อเวรจิตฺโต เอวํ อพฺยาปชฺฌจิตฺโต เอวํ อสงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต เอวํ วิสุทฺธจิตฺโต ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม อิเม จตฺตาโร อสฺสาสา อธิคตา โหนฺตีติ ฯ เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคต ส โข โส ภนฺเต อริยสาวโก @เชิงอรรถ: ๑ ม. อถาหํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ยุ. ฐานมหํ ฯ ๒ ม. ยุ. สุขึ ฯ เอวํ อเวรจิตฺโต เอวํ อพฺยาปชฺฌจิตฺโต เอวํ อสงฺกิลิ🤖 AI จับคู่
So diṭṭheva dhamme nicchāto nibbuto sītibhūto sukhappaṭisaṁvedī brahmabhūtena attanā viharatī”ti.
So they live without wishes in this very life, quenched, cooled, experiencing bliss, with self become divine.”
an3.66:47.6 #
ฏฺฐจิตฺโต เอวํ วิสุทฺธจิตฺโต ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม จตฺตาโร อสฺสาสา อธิคตา โหนฺติ สเจ โข ปน อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลวิปาโก ฐานเมตํ เยนาหํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิสฺสามีติ อยมสฺส ปฐโม อสฺสาโส อธิคโต โหติ ฯ สเจ โข ปน นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลวิปาโก อิธาหํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อเวรํ อพฺยาปชฺฌํ อนีฆํ สุขี อตฺตานํ ปริหรามีติ อยมสฺส ทุติโย อสฺสาโส อธิคโต โหติ ฯ สเจ โข ปน กโรโต กรียติ ปาปํ น โข ปนาหํ กสฺสจิ ปาปํ เจเตมิ อกโรนฺตํ โข ปน มํ ปาปกมฺมํ กุโต ทุกฺขํ ผุสิสฺสตีติ อยมสฺส ตติโย อสฺสาโส อธิคโต โหติ ฯ สเจ โข ปน กโรโต น กรียติ ปาปํ อิธาหํ อุภเยเนว วิสุทฺธํ อตฺตานํ สมนุปสฺสามีติ อยมสฺส จตุตฺโถ อสฺสาโส อธิคโต โหติ ฯ {๕๐๕.๑๕} ส โข โส ภนฺเต อริยสาวโก เอวํ อเวรจิตฺโต เอวํ อพฺยาปชฺฌจิตฺโต เอวํ อสงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต เอวํ วิสุทฺธจิตฺโต ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม อิเม จตฺตาโร อสฺสาสา อธิคตา โหนฺติ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต ฯเปฯ เอเต มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉาม ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสเก โน ภนฺเต ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณํ คเตติ ฯ🤖 AI จับคู่
Chaṭṭhaṁ.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๐ — อังคุตตรนิกาย เอกก–ทุก–ติกนิบาต
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน