‹ กลับ
วิวิตตสูตร
เล่ม ๒๐ — อังคุตตรนิกาย เอกก–ทุก–ติกนิบาต · ข้อ 533 · อํ.เอก. ๒๐/๖๓๖๔ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๕๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติความสงัด จากกิเลสไว้ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ความสงัดจากกิเลสเพราะจีวร ๑ ความสงัดจากกิเลสเพราะบิณฑบาต ๑ ความสงัดจากกิเลสเพราะเสนาสนะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในความสงัดจากกิเลส ๓ อย่างนั้น ในความสงัดจากกิเลส เพราะจีวร พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกปฏิบัติไว้ดั่งนี้ คือ ทรงผ้าป่านบ้าง ผ้า- *แกมกันบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง ผ้าบังสุกุลบ้าง ผ้าเปลือกไม้บ้าง หนังเสือบ้าง หนัง เสือทั้งเล็บบ้าง ผ้าคากรองบ้าง ผ้าเปลือกปอกรองบ้าง ผ้าผลไม้กรองบ้าง ผ้า กัมพลทำด้วยผมคนบ้าง ผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์บ้าง ผ้าทำด้วยปีกนกเค้าบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ในความสงัดจาก กิเลสเพราะจีวร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในความสงัดจากกิเลส ๓ อย่างนั้น ในความ สงัดจากกิเลสเพราะบิณฑบาต พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ดังนี้ คือ เป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นภักษาบ้าง มีลูกเดือยเป็นภักษาบ้าง มีกากข้าวเป็นภักษาบ้าง มียางเป็นภักษาบ้าง มีสาหร่ายเป็นภักษาบ้าง มีรำเป็น ภักษาบ้าง มีข้าวตังเป็นภักษาบ้าง มีกำยานเป็นภักษาบ้าง มีหญ้าเป็นภักษาบ้าง มีโคมัยเป็นภักษาบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นเยียว- *ยาอัตภาพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ใน ความสงัดจากกิเลสเพราะบิณฑบาต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในความสงัดจากกิเลส ๓ อย่างนั้น ในความสงัดจากกิเลสเพราะเสนาสนะ พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติ ไว้ดังนี้ คือป่า โคนไม้ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง โรงลาน ดูกรภิกษุ- *ทั้งหลาย ข้อนี้แล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติไว้ในความสงัดจากกิเลส เพราะเสนาสนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกบัญญัติความสงัด จากกิเลส ๓ อย่างนี้แลไว้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนความสงัดจากกิเลสของภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๓ อย่าง ๓ อย่างเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑ เป็นผู้มีศีล ละความเป็นผู้ทุศีล และเป็นผู้สงัดกิเลส เพราะศีลนั้นด้วย ๒ เป็นผู้มีความ เห็นชอบ ละความเห็นผิด และเป็นผู้สงัดจากกิเลสเพราะความเห็นชอบนั้นด้วย ๓ เป็นพระขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลาย และเป็นผู้สงัดจากอาสวะทั้งหลาย เหล่านั้นด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ภิกษุนี้จึงเรียกว่า เป็นผู้บรรลุ ส่วนอันเลิศ บรรลุส่วนที่เป็นแก่นสาร เป็นผู้บริสุทธิ์ ตั้งอยู่ในธรรมที่เป็นสาระ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคฤหบดีชาวนา พึงใช้คนให้รีบเร่งเก็บเกี่ยวข้าว- *สาลีในนาของเขาซึ่งถึงพร้อมแล้ว ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งรวบรวมเข้าไว้ ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งขนเอาไปเข้าลาน ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งลอมไว้ ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งนวดเสีย ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รุเอาฟางออกเสีย ครั้น แล้วพึงใช้คนให้รวมข้าวเปลือกเป็นกองเข้าไว้ ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งฝัดข้าว ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งขนเอาไป ครั้นแล้วพึงใช้คนให้รีบเร่งซ้อม ครั้นแล้ว พึงใช้คนให้รีบเร่งเอาแกลบออกเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าวเปลือก เหล่านั้นของคฤหบดีชาวนานั้น พึงเป็นของถึงส่วนอันเลิศ ถึงส่วนเป็นแก่นสาร สะอาดหมดจด ตั้งอยู่ในความเป็นของมีแก่นสาร ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศีล ละความเป็นผู้ทุศีล และสงัดจากกิเลสแล้วเพราะศีลนั้นด้วย เป็นผู้มีความเห็นชอบ ละความเห็นผิด และสงัดจากกิเลสแล้วเพราะความเห็น ชอบนั้นด้วย เป็นพระขีณาสพ ละอาสวะทั้งหลาย และสงัดจากอาสวะทั้งหลาย นั้นด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเช่นนี้เรียกว่า เป็นผู้บรรลุส่วนอันเลิศบรรลุ ส่วนที่เป็นแก่นสาร เป็นผู้หมดจด ตั้งอยู่ในธรรมที่เป็นแก่นสาร ฉันนั้นเหมือน กันแล ฯ
เทียบรายประโยค (7 ประโยค)
an3.94:1.1 #
ตีณีมานิ ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา ปวิเวกานิ ปญฺญาเปนฺติ กตมานิ ตีณิ จีวรปวิเวกํ ปิณฺฑปาตปวิเวกํ เสนาสนปวิเวกํ ฯ ตตฺรีทํ ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา จีวรปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ สาณานิปิ ธาเรนฺติ มสาณานิปิ ธาเรนฺติ ฉวทุสฺสานิปิ ธาเรนฺติ ปํสุกูลานิปิ ธาเรนฺติ ติรีฏกานิปิ ธาเรนฺติ อชินานิปิ ๑- ธาเรนฺติ อชินกฺขิปมฺปิ ธาเรนฺติ กุสจีรมฺปิ ธาเรนฺติ วากจีรมฺปิ ธาเรนฺติ ผลกจีรมฺปิ ธาเรนฺติ เกสกมฺพลมฺปิ ธาเรนฺติ วาลกมฺพลมฺปิ ธาเรนฺติ อุลูกปกฺขมฺปิ ธาเรนฺติ อิทํ โข ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา จีวรปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ ฯ {๕๓๓.๑} ตตฺรีทํ ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา ปิณฺฑปาต- ปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ สากภกฺขาปิ โหนฺติ สามากภกฺขาปิ โหนฺติ นิวารภกฺขาปิ โหนฺติ ททฺทุลภกฺขาปิ โหนฺติ หฏภกฺขาปิ โหนฺติ กณภกฺขาปิ โหนฺติ อาจามภกฺขาปิ โหนฺติ ปิญฺญากภกฺขาปิ โหนฺติ ติณภกฺขาปิ โหนฺติ โคมยภกฺขาปิ โหนฺติ วนมูลผลาหารา ยาเปนฺติ ปวตฺตผลโภชี อิทํ โข ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา ปิณฺฑปาตปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ ฯ ตตฺรีทํ ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เสนาสนปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ อรญฺญํ รุกฺขมูลํ สุสานํ วนปตฺถํ อพฺโภกาสํ ปลาลปุญฺชํ ภุสาคารํ อิทํ โข ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เสนาสนปวิเวกสฺมึ ปญฺญาเปนฺติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว @เชิงอรรถ: ๑ ม. อชินมฺปิ ฯ ตีณิ อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา ปวิเวกานิ ปญฺญาเปนฺติ ฯ {๕๓๓.๒} ตีณิ โข ปนิมานิ ภิกฺขเว อิมสฺมึ ธมฺมวินเย ภิกฺขุโน ปวิเวกานิ กตมานิ ตีณิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา จ โหติ ทุสฺสีลญฺจสฺส ปหีนํ โหติ เตน จ วิวิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐิโก จ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ จสฺส ปหีนา โหติ ตาย จ วิวิตฺโต โหติ ขีณาสโว จ โหติ อาสวา จสฺส ปหีนา โหนฺติ เตหิ จ วิวิตฺโต โหติ ฯ ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา โหติ ทุสฺสีลญฺจสฺส ปหีนํ โหติ เตน จ วิวิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐิโก จ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ จสฺส ปหีนา โหติ ตาย จ วิวิตฺโต โหติ ขีณาสโว จ โหติ อาสวา จสฺส ปหีนา โหนฺติ เตหิ จ วิวิตฺโต โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อคฺคปฺปตฺโต สารปฺปตฺโต สุทฺโธ สาเร ปติฏฺฐิโต ฯ {๕๓๓.๓} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กสฺสกสฺส คหปติกสฺส สมฺปนฺนํ สาลิเขตฺตํ ตเมนํ กสฺสโก คหปติ สีฆสีฆํ วปาเปยฺย , สีฆสีฆํ วปาเปตฺวา สีฆสีฆํ สงฺฆราเปยฺย สีฆสีฆํ สงฺฆราเปตฺวา สีฆสีฆํ อุพฺพาหาเปยฺย สีฆสีฆํ อุพฺพาหาเปตฺวา สีฆสีฆํ ปุญฺชํ การาเปยฺย สีฆสีฆํ ปุญฺชํ การาเปตฺวา สีฆสีฆํ มทฺทาเปยฺย สีฆสีฆํ มทฺทาเปตฺวา สีฆสีฆํ ปลาลานิ อุทฺธราเปยฺย สีฆสีฆํ ปลาลานิ อุทฺธราเปตฺวา สีฆสีฆํ ภุสิกํ อุทฺธราเปยฺย สีฆสีฆํ ภุสิกํ อุทฺธราเปตฺวา สีฆสีฆํ โอผุนาเปยฺย สีฆสีฆํ โอผุนาเปตฺวา สีฆสีฆํ อติหราเปยฺย สีฆสีฆํ อติหราเปตฺวา สีฆสีฆํ โกฏฺฏาเปยฺย สีฆสีฆํ โกฏฺฏาเปตฺวา สีฆสีฆํ ผุสานิ ๑- อุทฺธราเปยฺย เอวมสฺสุ ตสฺส ๒- ภิกฺขเว กสฺสกสฺส คหปติสฺส ตานิ ธญฺญานิ อคฺคปฺปตฺตานิ สารปฺปตฺตานิ สุทฺธานิ สาเร ปติฏฺฐิตานิ🤖 AI จับคู่
“Seyyathāpi, bhikkhave, saradasamaye viddhe vigatavalāhake deve ādicco nabhaṁ abbhussakkamāno sabbaṁ ākāsagataṁ tamagataṁ abhivihacca bhāsate ca tapate ca virocati ca.
“In the autumn, the heavens are sunny and cloudless. And as the sun is rising to the firmament, having dispelled all the darkness of space, it shines and glows and radiates.
an3.94:2.1 #
เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา จ โหติ ทุสฺสีลญฺจสฺส ปหีนํ โหติ เตน จ วิวิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐิโก จ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ จสฺส ปหีนา โหติ ตาย จ วิวิตฺโต โหติ ขีณาสโว จ โหติ อาสวา จสฺส ปหีนา โหนฺติ เตหิ จ วิวิตฺโต โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว🤖 AI จับคู่
Evamevaṁ kho, bhikkhave, yato ariyasāvakassa virajaṁ vītamalaṁ dhammacakkhuṁ uppajjati, saha dassanuppādā, bhikkhave, ariyasāvakassa tīṇi saṁyojanāni pahīyanti—
In the same way, when the stainless, immaculate vision of the teaching arises in a noble disciple, three fetters are given up:
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 35.276
an3.94:2.2 #
sakkāyadiṭṭhi, vicikicchā, sīlabbataparāmāso.
substantialist view, doubt, and misapprehension of precepts and observances.
an3.94:3.1 #
Athāparaṁ dvīhi dhammehi niyyāti abhijjhāya ca byāpādena ca.
Afterwards they get rid of two things: covetousness and ill will.
an3.94:3.2 #
So vivicceva kāmehi vivicca akusalehi dhammehi savitakkaṁ savicāraṁ vivekajaṁ pītisukhaṁ paṭhamaṁ jhānaṁ upasampajja viharati.
Quite secluded from sensual pleasures, secluded from unskillful qualities, they enter and remain in the first absorption, which has the rapture and bliss born of seclusion, while placing the mind and keeping it connected.
an3.94:3.3 #
ภิกฺขุ อคฺคปฺปตฺโต สารปฺปตฺโต สุทฺโธ สาเร ปติฏฺฐิโ🤖 AI จับคู่
Tasmiñce, bhikkhave, samaye ariyasāvako kālaṁ kareyya, natthi taṁ saṁyojanaṁ yena saṁyojanena saṁyutto ariyasāvako puna imaṁ lokaṁ āgaccheyyā”ti.
If that noble disciple passed away at that time, they’re bound by no fetter that might return them to this world.”
an3.94:3.4 #
ตติ ฯ🤖 AI จับคู่
Tatiyaṁ.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๐ — อังคุตตรนิกาย เอกก–ทุก–ติกนิบาต
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน