‹ กลับ
อัคคิสูตร ที่ ๒
เล่ม ๒๓ — อังคุตตรนิกาย สัตตก–อัฏฐก–นวกนิบาต · ข้อ 44 · อํ.สัตตก. ๒๓/๙๘๐ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล อุคคต- *สรีรพราหมณ์ตระเตรียมมหายัญ โคผู้ ๕๐๐ ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคเมีย ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ถูกนำเข้าไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ ลำดับนั้น อุคคตสรีรพราหมณ์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่าน การปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก พระผู้มี- *พระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ได้ฟังมาว่า การก่อไฟ การปักหลัก บูชายัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ อุคคตสรีรพราหมณ์ก็ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมา ดังนี้ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ได้ฟังมาว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อความทั้งหมดของข้าพระองค์ สมกันกับ ข้อความของท่านพระโคดม ฯ เมื่ออุคคตสรีรพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กล่าว กะอุคคตสรีรพราหมณ์ว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านไม่ควรถามพระตถาคตอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชา- *ยัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก แต่ท่านควรถามพระตถาคตอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ก็ข้าพระองค์ประสงค์จะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรด ตักเตือนสั่งสอนข้อที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขตลอดกาล นาน แก่ข้าพระองค์เถิด ลำดับนั้น อุคคตสรีรพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระ ภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ประสงค์จะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ขอท่านพระโคดมโปรดตักเตือนสั่งสอนข้อที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขตลอดกาลนาน แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชา ยัญเบื้องต้นย่อมเงื้อศาตรา ๓ ชนิด อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็น วิบาก ศาตรา ๓ ชนิดเป็นไฉน คือ ศาตราทางกาย ๑ ศาตราทางวาจา ๑ ศาตรา ทางใจ ๑ ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเกิดความคิดอย่างนี้ว่า ต้องฆ่าโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ เขาคิดว่าจะทำบุญแต่ กลับทำบาป คิดว่าจะทำกุศล กลับทำอกุศล คิดว่าจะแสวงหาทางสุคติ กลับแสวง หาทางทุคติ ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตราทางใจข้อที่ ๑ นี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นที่เดียว ย่อมกล่าววาจา (สั่ง) อย่างนี้ว่า จงฆ่าโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ เขาสั่งว่าจะทำบุญ กลับทำบาป เขาสั่งว่าจะทำกุศล กลับทำอกุศล เขาสั่งว่าจะแสวงหาทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ ดูกรพราหมณ์ เมื่อบุคคลจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ใน การบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตราทางวาจาข้อที่ ๒ นี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมลงมือด้วยตนเองก่อน คือต้องฆ่าโคผู้ ลูกโคผู้ ลูกโคเมีย แพะ แกะ เพื่อบูชายัญ เขาลงมือว่าจะทำบุญ กลับทำบาป ลงมือว่าจะทำ กุศล กลับทำอกุศล ลงมือว่าจะแสวงหาทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ ดูกร พราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตราทางกายข้อที่ ๓ นี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นที เดียว ย่อมเงื้อศาตรา ๓ อย่างนี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ดูกรพราหมณ์ ท่านพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟ ๓ กองนี้ ๓ กองเป็นไฉน ไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑ ไฟคือโมหะ ๑ ดูกรพราหมณ์ ก็เพราะเหตุไรจึงพึง ละพึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือราคะนี้ เพราะบุคคลผู้กำหนัดอันราคะครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ ครั้นประพฤติทุจริตทางกายทาง- *วาจาทางใจแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉะนั้น จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือราคะนี้ ก็เพราะเหตุไร จึงพึงละพึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือ ผู้โกรธ อันโทสะครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ โทสะนี้ เพราะบุคคลครั้นประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉะนั้น จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือโทสะ นี้ ก็เพราะเหตุไร จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือโมหะนี้ เพราะบุคคลผู้หลง อันโมหะครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ ครั้นประ พฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉะนั้น จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือโมหะนี้ ดูกรพราหมณ์ ท่านพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟ ๓ กองนี้แล ดูกรพราหมณ์ ไฟ ๓ กองนี้ ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ๓ กองเป็นไฉน คือ ไฟคืออาหุไนยบุคคล ๑ ไฟคือคหบดี ๑ ไฟคือทักขิไณยบุคคล ๑ ดูกร พราหมณ์ ก็ไฟคืออาหุไนยบุคคลเป็นไฉน ดูกรพราหมณ์ คนในโลกนี้ คือ มารดาหรือบิดา เรียกว่าไฟคืออาหุไนยบุคคล ข้อนั้นเพราะอะไร เพราะบุคคล เกิดมาแต่มารดาบิดานี้ ฉะนั้น ไฟคืออาหุไนยบุคคล จึงควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ก็ไฟคือคหบดีเป็นไฉน คนในโลกนี้ คือ บุตร ภรรยา ทาส หรือคนใช้ นี้เรียกว่าไฟคือคหบดี ฉะนั้น ไฟคือคหบดี จึงควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ก็ไฟคือ ทักขิไณยบุคคลเป็นไฉน สมณพราหมณ์ในโลกนี้ งดเว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกฝนจิตใจให้สงบ ดับร้อนได้เป็นเอก นี้เรียกว่าไฟ คือทักขิไณยบุคคล ฉะนั้น ไฟคือทักขิไณยบุคคลนี้ จึงควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ดูกรพราหมณ์ ไฟ ๓ กองนี้แล ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ส่วนไฟที่ เกิดแต่ไม้ พึงก่อให้โพลงขึ้น พึงเพ่งดู พึงดับ พึงเก็บไว้ตามกาลที่สมควร ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อุคคตสรีรพราหมณ์ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมผู้เจริญ โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอด ชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้จะปล่อยโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคเมีย ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ให้ชีวิตมัน พวกมันจะ ได้พากันไปกินหญ้าอันเขียวสด ดื่มน้ำเย็นสะอาด และรับลมอันเย็นสดชื่น ฯ
เทียบรายประโยค (18 ประโยค)
an7.44:1.1 #
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อุคฺคตสรีรสฺส พฺราหฺมณสฺส มหายญฺโญ อุปกฺขโฏ โหติ ปญฺจ อุสภสตานิ ถูณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญ🤖 AI จับคู่
“Sattimā, bhikkhave, viññāṇaṭṭhitiyo.
“Mendicants, there are these seven planes of consciousness.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 38.190 · พุทธชยันตี 21.342
an7.44:1.2 #
ตฺถาย ปญฺจ วจฺฉตรสตานิ ถูณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญตฺถาย ปญฺจ วจฺฉตริสตานิ ถูณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญตฺถาย ปญฺจ อชสตานิ ถูณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญตฺถาย ปญฺจ อุรพฺภสตานิ ถูณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญตฺถาย อถโข อุคฺคตสรีโร พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา @เชิงอรรถ: ๑ ม. สมฺมาสมาธิ ฯ ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อุคฺคตสรีโร พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ {๔๔.๑} สุตํ เมตํ โภ โคตม อคฺคิสฺส อาธานํ ๑- ยูปสฺส อุสฺสาปนํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํ🤖 AI จับคู่
Katamā satta?
What seven?
an7.44:1.3 #
สนฺติ ฯ มยาปิ โข เอตํ พฺราหฺมณ สุตํ อคฺคิสฺส อาธานํ ยูปสฺส อุสฺสาปนํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํสนฺติ ฯ ทุติยมฺปิ โข ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข อุคฺคตสรีโร พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตํ เมตํ โภ โคตม อคฺคิสฺส อาธานํ ยูปสฺส อุสฺสาปนํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํสนฺติ ฯ มยาปิ โข เอตํ พฺราหฺมณ สุตํ อคฺคิสฺส อาธานํ ยูปสฺส อุสฺสาปนํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํสนฺติ ฯ ตยิทํ โภ โคตม สเมติ โภโตเจว โคตมสฺส อมฺหากญฺจ ยทิทํ สพฺเพน สพฺพนฺติ ๒- ฯ {๔๔.๒} เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อานนฺโท อุคฺคตสรีรํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ น โข พฺราหฺมณ ตถาคตา เอวํ ปุจฺฉิตพฺพา สุตํ เมตํ โภ โคตม อคฺคิสฺส อาธานํ ยูปสฺส อุสฺสาปนํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํสนฺติ เอวญฺจ ๓- โข พฺราหฺมณ ตถาคตา ปุจฺฉิตพฺพา อหญฺหิ ภนฺเต อคฺคึ อาธาตุกาโม ๔- ยูปํ อุสฺสาเปตุกาโม โอวทตุ มํ ภนฺเต ภควา อนุสาสตุ มํ ภนฺเต ภควา ยํ มม อสฺส ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ {๔๔.๓} อถโข อุคฺคตสรีโร พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อหญฺหิ โภ โคตม อคฺคึ อาธาตุกาโม ยูปํ อุสฺสาเปตุกาโม โอวทตุ มํ ภวํ โคตโม อนุสาสตุ มํ ภวํ โคตโม ยํ มม อสฺส ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ๕-@เชิงอรรถ: ๑ ม. อาทานํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๓ ม. จสทฺโท นตฺถิ ฯ@๔ ม. อาทาตุกาโม ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๕ ม. อาเทนฺโต ฯ เอวมุปริปิ ฯ ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ ๑- ตีณิ สตฺถานิ อุสฺสาเปติ อกุสลานิ ทุกฺขุทฺรยานิ ทุกฺขวิปากานิ ฯ กตมานิ ตีณิ กายสตฺถํ วจีสตฺถํ มโนสตฺถํ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ เอวํ จิตฺตํ อุปฺปาเทติ เอตฺตกา อุสภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา วจฺฉตรา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา วจฺฉตริโย หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา อชา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา อุรพฺภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถายาติ โส ปุญฺญํ กโรมีติ อปุญฺญํ กโรติ กุสลํ กโรมีติ อกุสลํ กโรติ สุคติยา มคฺคํ ปริเยสามีติ ทุคฺคติยา มคฺคํ ปริเยสติ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ อิทํ ปฐมํ มโนสตฺถํ อุสฺสาเปติ อกุสลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากํ ฯ {๔๔.๔} ปุน จปรํ พฺราหฺมณ อคฺคึ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ เอวํ วาจํ ภาสติ เอตฺตกา อุสภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา วจฺฉตรา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา วจฺฉตริโย หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา อชา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา อุรพฺภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถายาติ โส ปุญฺญํ กโรมีติ อปุญฺญํ กโรติ กุสลํ กโรมีติ อกุสลํ กโรติ สุคติยา มคฺคํ ปริเยสามีติ ทุคฺคติยา มคฺคํ ปริเยสติ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ อิทํ ทุติยํ วจีสตฺถํ อุสฺสาเปติ อกุสลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากํ ฯ {๔๔.๕} ปุน จปรํ พฺราหฺมณ อคฺคึ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ สยํ ปฐมํ สมารภติ ๒-@เชิงอรรถ: ๑ ม. ยญฺญา ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ สี. สมารพฺภติ ฯ ม. สมารมฺภติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ อุสภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย สยํ ปฐมํ สมารภติ วจฺฉตรา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย สยํ ปฐมํ สมารภติ วจฺฉตริโย หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย สยํ ปฐมํ สมารภติ อชา หญฺญนฺตุ หญฺญตฺถาย สยํ ปฐมํ สมารภติ อุรพฺภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถายาติ โส ปุญฺญํ กโรมีติ อปุญฺญํ กโรติ กุสลํ กโรมีติ อกุสลํ กโรติ สุคติยา มคฺคํ ปริเยสามีติ ทุคฺคติยา มคฺคํ ปริเยสติ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ อิทํ ตติยํ กายสตฺถํ อุสฺสาเปติ อกุสลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากํ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ อิมานิ ตีณิ สตฺถานิ อุสฺสาเปติ อกุสลานิ ทุกฺขุทฺรยานิ ทุกฺขวิปากานิ ฯ {๔๔.๖} ตโยเม พฺราหฺมณ อคฺคี ปหาตพฺพา ปริวชฺเชตพฺพา น เสวิตพฺพา ฯ กตเม ตโย ราคคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ ฯ {๔๔.๗} กสฺมา จายํ พฺราหฺมณ ราคคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ รตฺโต โข พฺราหฺมณ ราเคน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิร🤖 AI จับคู่
Santi, bhikkhave, sattā nānattakāyā nānattasaññino, seyyathāpi manussā, ekacce ca devā, ekacce ca vinipātikā.
There are sentient beings that are diverse in body and diverse in perception, such as human beings, some gods, and some beings in the underworld.
an7.44:1.4 #
ยํ อุปปชฺชติ🤖 AI จับคู่
Ayaṁ paṭhamā viññāṇaṭṭhiti.
This is the first plane of consciousness.
an7.44:2.1 #
ตสฺมา จายํ ๑- ราคคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ ฯ {๔๔.๘} กสฺมา จายํ พฺราหฺมณ โทสคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ ทุฏฺโฐ โข พฺราหฺมณ โทเสน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย @เชิงอรรถ: ๑ ม. ตสฺมายํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา🤖 AI จับคู่
Santi, bhikkhave, sattā nānattakāyā ekattasaññino, seyyathāpi devā brahmakāyikā paṭhamābhinibbattā.
There are sentient beings that are diverse in body and unified in perception, such as the gods reborn in the Divinity’s host through the first absorption.
อ้างอิงPTS 4.40
an7.44:2.2 #
อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ตสฺมา จายํ โทสคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ ฯ {๔๔.๙} กสฺมา จายํ พฺราหฺมณ โมหคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ มูโฬฺห โข พฺราหฺมณ โมเหน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ตสฺมา จายํ โมหคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ ฯ อิเม โข พฺราหฺมณ ตโย อคฺคี ปหาตพฺพา ปริชฺเชตพฺพา น เสวิตพฺพา ฯ {๔๔.๑๐} ตโยเม พฺราหฺมณ อคฺคี สกฺกตฺวา ครุกตฺวา มาเนตฺวา ปูเชตฺวา สมฺมา สุขํ ปริหาตพฺพา ฯ กตเม ตโย อาหุเนยฺยคฺคิ คหปตคฺคิ ทกฺขิเณยฺยคฺคิ ฯ {๔๔.๑๑} กตโม จ พฺราหฺมณ อาหุเนยฺยคฺคิ อิธ พฺราหฺมณ ย🤖 AI จับคู่
Ayaṁ dutiyā viññāṇaṭṭhiti.
This is the second plane of consciousness.
an7.44:3.1 #
สฺส เต โหนฺติ มาตาติ วา ปิตาติ วา อยํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ อาหุเนยฺยคฺคิ ตํ กิสฺส เหตุ🤖 AI จับคู่
Santi, bhikkhave, sattā ekattakāyā nānattasaññino, seyyathāpi devā ābhassarā.
There are sentient beings that are unified in body and diverse in perception, such as the gods of streaming radiance.
an7.44:3.2 #
อโตหายํ ๑- พฺราหฺมณ อาหุโต สมฺภูโต ต🤖 AI จับคู่
Ayaṁ tatiyā viññāṇaṭṭhiti.
This is the third plane of consciousness.
an7.44:4.1 #
สฺมา จายํ อาหุเนยฺยคฺคิ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา มาเนตฺวา ปูเชตฺวา สมฺมา สุขํ ปริหาตพฺโพ ฯ {๔๔.๑๒} กตโม จ พฺราหฺมณ คหปตคฺคิ อิธ พฺราหฺมณ ยสฺส เต โหนฺติ ปุตฺตา🤖 AI จับคู่
Santi, bhikkhave, sattā ekattakāyā ekattasaññino, seyyathāpi devā subhakiṇhā.
There are sentient beings that are unified in body and unified in perception, such as the gods of universal beauty.
an7.44:4.2 #
Ayaṁ catutthā viññāṇaṭṭhiti.
This is the fourth plane of consciousness.
an7.44:5.1 #
Santi, bhikkhave, sattā sabbaso rūpasaññānaṁ samatikkamā paṭighasaññānaṁ atthaṅgamā nānattasaññānaṁ amanasikārā ‘ananto ākāso’ti ākāsānañcāyatanūpagā.
There are sentient beings that have gone totally beyond perceptions of form. With the disappearance of perceptions of impingement, not focusing on perceptions of diversity, aware that ‘space is infinite’, they have been reborn in the dimension of infinite space.
an7.44:5.2 #
Ayaṁ pañcamā viññāṇaṭṭhiti.
This is the fifth plane of consciousness.
an7.44:6.1 #
ติ วา ทารา🤖 AI จับคู่
Santi, bhikkhave, sattā sabbaso ākāsānañcāyatanaṁ samatikkamma ‘anantaṁ viññāṇan’ti viññāṇañcāyatanūpagā.
There are sentient beings that have gone totally beyond the dimension of infinite space. Aware that ‘consciousness is infinite’, they have been reborn in the dimension of infinite consciousness.
an7.44:6.2 #
ติ🤖 AI จับคู่
Ayaṁ chaṭṭhā viññāṇaṭṭhiti.
This is the sixth plane of consciousness.
an7.44:7.1 #
วา ทาสาติ วา เปสฺสาติ🤖 AI จับคู่
Santi, bhikkhave, sattā sabbaso viññāṇañcāyatanaṁ samatikkamma ‘natthi kiñcī’ti ākiñcaññāyatanūpagā.
There are sentient beings that have gone totally beyond the dimension of infinite consciousness. Aware that ‘there is nothing at all’, they have been reborn in the dimension of nothingness.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 38.191
an7.44:7.2 #
วา🤖 AI จับคู่
Ayaṁ sattamā viññāṇaṭṭhiti.
This is the seventh plane of consciousness.
an7.44:8.1 #
Imā kho, bhikkhave, satta viññāṇaṭṭhitiyo”ti.
These are the seven planes of consciousness.”
an7.44:8.2 #
Paṭhamaṁ.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๓ — อังคุตตรนิกาย สัตตก–อัฏฐก–นวกนิบาต
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน