เนื้อความทั้งข้อ
[๗๖๒] คำว่า ภิกษุไม่พึงทำกิเลสเป็นเครื่องค่อนขอดในที่ไหนๆ ความว่า กิเลส
เป็นเครื่องทำความค่อนขอดเป็นไฉน? มีสมณพราหมณ์บางพวก ผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จัก
จิตผู้อื่น สมณพราหมณ์พวกนั้น คนเห็นได้แต่ไกลบ้าง อยู่ใกล้ไม่ปรากฏบ้าง รู้จักจิตด้วยจิต
บ้าง. พวกเทวดาผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จักจิตผู้อื่น เทวดาพวกนั้น คนเห็นได้แต่ไกลบ้าง
อยู่ใกล้ไม่ปรากฏบ้าง รู้จักจิตด้วยจิตบ้าง สมณพราหมณ์และเทวดาเหล่านั้น ย่อมค่อนขอด
ด้วยกิเลสหยาบบ้าง ด้วยกิเลสปานกลางบ้าง ด้วยกิเลสละเอียดบ้าง. กิเลสหยาบเป็นไฉน?
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เหล่านี้เรียกว่า กิเลสหยาบ. กิเลสปานกลางเป็นไฉน?
กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เหล่านี้เรียกว่า กิเลสปานกลาง. กิเลสละเอียดเป็น
ไฉน? ความวิตกถึงญาติ ความวิตกถึงชนบท ความวิตกถึงอมรเทพ ความวิตกอันปฏิสังยุต
ด้วยความเป็นผู้เอ็นดูผู้อื่น ความวิตกอันปฏิสังยุตด้วยลาภ สักการะ และความสรรเสริญ
ความวิตกอันปฏิสังยุตด้วยความไม่ถูกดูหมิ่น วิตกเหล่านี้ เรียกว่ากิเลสละเอียด.
สมณพราหมณ์และเทวดาเหล่านั้น พึงค่อนขอดด้วยกิเลสหยาบบ้าง ด้วยกิเลสปาน
กลางบ้าง ด้วยกิเลสละเอียดบ้าง. ภิกษุไม่พึงทำกิเลสเป็นเครื่องค่อนขอด คือไม่ควรทำกิเลส
ทั้งหลาย อันเป็นเครื่องทำความค่อนขอด ไม่ควรยังกิเลสเหล่านั้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้
บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งกิเลสทั้งหลายอัน
เป็นเครื่องทำความค่อนขอด พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ ออกไป สลัด พ้นขาด ไม่
เกี่ยวข้องด้วยกิเลสอันเป็นเครื่องทำความค่อนขอด พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ คำว่า ใน
ที่ไหนๆ คือ ในที่ไหนๆ ในที่ทุกๆ แห่ง ภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ทั้งภายในและภาย
นอกบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงทำกิเลสเป็นเครื่องค่อนขอดในที่ไหนๆ.
อุปวาทํ ภิกฺขุ น กเรยฺย กุหิญฺจีติ✎ ร่าง
Upavādaṁ bhikkhu na kareyya kuhiñcīti.
อ้างอิงPTS 387 · สยามรัฐ 29.468 · ฉัฏฐสังคายนา 77.285 · พุทธชยันตี 33.534
กตเม อุปวาทกรา
กิเลสา ฯ✎ ร่าง
Katame upavādakarāti kilesā?
สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา อิทฺธิมนฺโต ทิพฺพจกฺขุกา
ปรจิตฺตวิทุโน เต ทูรโตปิ ปสฺสนฺติ อาสนฺนาปิ น ทิสฺสนฺติ
เจตสาปิ จิตฺตํ ปชานนฺติ ฯ เทวตาปิ โข สนฺติ อิทฺธิมนฺตินิโย
ทิพฺพจกฺขุกา ปรจิตฺตวิทุนิโย ตา ทูรโตปิ ปสฺสนฺติ อาสนฺนาปิ
น ทิสฺสนฺติ เจตสาปิ จิตฺตํ ปชานนฺติ ฯ✎ ร่าง
Santeke samaṇabrāhmaṇā iddhimanto dibbacakkhukā paracittaviduno, te dūratopi passanti āsannāpi na dissanti cetasāpi cittaṁ pajānanti, devatāpi kho santi iddhimantiniyo dibbacakkhukā paracittaviduniyo, tā dūratopi passanti, āsannāpi na dissanti cetasāpi cittaṁ pajānanti.
เต โอฬาริเกหิ วา
กิเลเสหิ มชฺฌิเมหิ วา กิเลเสหิ สุขุเมหิ วา กิเลเสหิ อุปวเทยฺยุํ ฯ✎ ร่าง
Te oḷārikehi vā kilesehi majjhimehi vā kilesehi sukhumehi vā kilesehi upavadeyyuṁ.
กตเม โอฬาริกา กิเลสา ฯ✎ ร่าง
Katame oḷārikā kilesā?
กายทุจฺจริตํ วจีทุจฺจริตํ มโนทุจฺจริตํ✎ ร่าง
Kāyaduccaritaṁ vacīduccaritaṁ manoduccaritaṁ—
อิเม วุจฺจนฺติ โอฬาริกา กิเลสา ฯ✎ ร่าง
ime vuccanti oḷārikā kilesā.
กตเม มชฺฌิมา กิเลสา ฯ✎ ร่าง
Katame majjhimā kilesā?
กามวิตกฺโก พฺยาปาทวิตกฺโก วิหึสาวิตกฺโก✎ ร่าง
Kāmavitakko byāpādavitakko vihiṁsāvitakko—
อิเม วุจฺจนฺติ มชฺฌิมา
กิเลสา ฯ✎ ร่าง
ime vuccanti majjhimā kilesā.
กตเม สุขุมา กิเลสา ฯ✎ ร่าง
Katame sukhumā kilesā?
ญาติวิตกฺโก ชนปทวิตกฺโก
อมรวิตกฺโก ปรานุทฺทยตาปฏิสญฺญุตฺโต วิตกฺโก ลาภสกฺการ-
สิโลกปฏิสญฺญุตฺโต วิตกฺโก อนวญฺญตฺติปฏิสญฺญุตฺโต วิตกฺโก✎ ร่าง
Ñātivitakko, janapadavitakko, amaravitakko, parānudayatā paṭisaññutto vitakko, lābhasakkārasilokapaṭisaññutto vitakko, anavaññattipaṭisaññutto vitakko—
อิเม วุจฺจนฺติ สุขุมา กิเลสา ฯ✎ ร่าง
ime vuccanti sukhumā kilesā.
เต โอฬาริเกหิ วา กิเลเสหิ
มชฺฌิเมหิ วา กิเลเสหิ สุขุเมหิ วา กิเลเสหิ อุปวเทยฺยุํ ๑- ฯ
{๗๖๒.๑} อุปวาทํ น กเรยฺย อุปวาทกเร กิเลเส น กเรยฺย น
ชเนยฺย น สญฺชเนยฺย น นิพฺพตฺเตยฺย นาภินิพฺพตฺเตยฺย อุปวาทกเร
กิเลเส ปชเหยฺย วิโนเทยฺย พฺยนฺตีกเรยฺย อนภาวงฺคเมยฺย
อุปวาทกเรหิ กิเลเสหิ อารโต อสฺส วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ
วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหเรยฺย ฯ✎ ร่าง
Te oḷārikehi vā kilesehi majjhimehi vā kilesehi sukhumehi vā kilesehi na upavadeyya upavādaṁ na kareyya upavādakare kilese na kareyya na janeyya na sañjaneyya na nibbatteyya nābhinibbatteyya, upavādakare kilese pajaheyya vinodeyya byantiṁ kareyya anabhāvaṁ gameyya, upavādakarehi kilesehi ārato assa virato paṭivirato nikkhanto nissaṭo vippamutto visaññutto vimariyādikatena cetasā vihareyya.
กุหิญฺจีติ
กุหิญฺจิ กิมฺหิจิ กตฺถจิ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อชฺฌตฺตพหิทฺธา
วาติ✎ ร่าง
Kuhiñcīti kuhiñci kimhici katthaci ajjhattaṁ vā bahiddhā vā ajjhattabahiddhā vāti—
อุปวาทํ ภิกฺขุ น กเรยฺย กุหิญฺจิ ฯ✎ ร่าง
upavādaṁ bhikkhu na kareyya kuhiñci.