เนื้อความทั้งข้อ
แปลไทย ฉบับหลวง
บาลีอักษรไทย
[๒๘๙] คำว่า เราย่อมกล่าวชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มีความทุกข์ ไม่มี
ความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี ความว่า เสนามารตรัสว่า เสนา. กายทุจริตเป็น
เสนามาร วจีทุจริตเป็นเสนามาร มโนทุจริตเป็นเสนามาร ราคะเป็นเสนามาร โทสะเป็นเสนา-
*มาร โมหะเป็นเสนามาร ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา
ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น
ท่าน ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความ
เร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นเสนามาร.
สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
กามท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๑ ของท่าน. ความไม่ยินดีท่าน
กล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๒ ของท่าน. ความหิวและความกระหาย
ท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๓ ของท่าน. ตัณหาท่านกล่าวว่าเป็น
เสนาที่ ๔ ของท่าน. ถีนมิทธะท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๕
ของท่าน. ความขลาดท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๖ ของท่าน.
วิจิฉิจฉาท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๗ ของท่าน. ความลบหลู่
ความกระด้างท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๘ ของท่าน. ลาภ ความ
สรรเสริญ สักการะ ยศที่ได้มาผิด ก็เป็นเสนา. ความยก
ตนและการข่มผู้อื่นก็เป็นเสนา. นี้เสนามารของท่าน (เป็น
มารไม่ปล่อยท่านให้พ้นอำนาจไป) เป็นผู้ประหารท่านผู้มี
ธรรมดำ. คนไม่กล้าย่อมไม่ชนะเสนานั้นได้. คนกล้าย่อม
ชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อมได้ความสุข ดังนี้.
เสนามารทั้งปวง กิเลสทั้งปวง ชนเหล่าใดชนะแล้ว ให้แพ้ ทำลาย กำจัดให้เบือนหน้า
หนีแล้วด้วยอริยมรรค ๔ ในกาลใด ในกาลนั้น ชนเหล่านั้น เรากล่าวว่าผู้กำจัดเสนาเสียแล้ว.
คำว่า อนิฆา ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ อกุสลา-
*ภิสังขารทั้งปวง เป็นความทุกข์. ความทุกข์เหล่านั้น ชนเหล่าใดละขาด ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว
ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ชนเหล่านั้น ตรัสว่า ผู้ไม่มีความทุกข์.
ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่า ความหวัง ในคำว่า
นิราสา ดังนี้. ความหวังคือ ตัณหานี้ ชนเหล่าใดละขาด ... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ชน
เหล่านั้น ตรัสว่า ผู้ไม่มีความหวัง.
คำว่า เรากล่าวว่า ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป
ชนเหล่านั้นเป็นมุนี ความว่า เราย่อมกล่าว ... ย่อมประกาศว่า ชนเหล่าใด คือ พระอรหันตขีณาสพ
กำจัดเสนาเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ย่อมเที่ยวไป คือ เปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป
รักษา บำรุง เยียวยา ชนเหล่านั้นเป็นมุนีในโลก เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า
ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ดูกรนันทะ ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วย
ทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณว่า เป็นมุนี. เราย่อมกล่าวว่า
ชนใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง
เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี.
▴ ย่อ
วิเสนิกตฺวา อนิฆา นิราสา จรนฺติ เย เต มุนโยติ
พฺรูมีติ✎ ร่าง
Visenikatvā anīghā nirāsā, caranti ye te munayoti brūmī ti
เสนา วุจฺจติ มารเสนา ฯ กายทุจฺจริตํ มารเสนา
วจีทุจฺจริตํ มารเสนา มโนทุจฺจริตํ มารเสนา ราโค มารเสนา
โทโส มารเสนา โมโห มารเสนา โกโธ อุปนาโห มกฺโข
ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน
อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ
ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา
มารเสนา ฯ✎ ร่าง
senā vuccati mārasenā, kāyaduccaritaṁ mārasenā, vacīduccaritaṁ mārasenā, manoduccaritaṁ mārasenā, rāgo mārasenā, doso mārasenā, moho mārasenā, kodho …pe… upanāho … makkho … paḷāso … issā … macchariyaṁ … māyā … sāṭheyyaṁ … thambho … sārambho … māno … atimāno … mado … pamādo … sabbe kilesā sabbe duccaritā sabbe darathā sabbe pariḷāhā sabbe santāpā sabbākusalābhisaṅkhārā mārasenā.
วุตฺตํ เหตํ ภควตา✎ ร่าง
Vuttañhetaṁ bhagavatā—
กามา เต ปฐมา เสนา✎ ร่าง
“Kāmā te paṭhamā senā,
ทุติยารติ วุจฺจติ✎ ร่าง
dutiyā arati vuccati;
ตติยา ขุปฺปิปาสา เต✎ ร่าง
Tatiyā khuppipāsā te,
จตุตฺถี ตณฺหา ปวุจฺจติ✎ ร่าง
catutthī taṇhā pavuccati.
ปญฺจมํ ถีนมิทฺธนฺเต✎ ร่าง
Pañcamaṁ thinamiddhaṁ te,
อ้างอิง พุทธชยันตี 34.246
ฉฏฺฐา ภีรู ปวุจฺจติ✎ ร่าง
Chaṭṭhā bhīrū pavuccati;
สตฺตมี วิจิกิจฺฉา เต✎ ร่าง
Sattamī vicikicchā te,
มกฺโข ถมฺโภ เต อฏฺฐโม✎ ร่าง
Makkho thambho te aṭṭhamo;
ลาโภ สิโลโก สกฺกาโร✎ ร่าง
Lābho siloko sakkāro,
มิจฺฉาลทฺโธ จ โย ยโส✎ ร่าง
Micchāladdho ca yo yaso.
โย จตฺตานํ สมุกฺกํเส✎ ร่าง
Yo cattānaṁ samukkaṁse,
อ้างอิง สยามรัฐ 30.145
ปเร จ อวชานติ✎ ร่าง
pare ca avajānati;
เอสา เต นมุจิ เสนา✎ ร่าง
Esā namuci te senā,
กณฺหสฺสาภิปฺปหาริณี✎ ร่าง
kaṇhassābhippahārinī;
น นํ อสูโร ชินาติ✎ ร่าง
Na naṁ asūro jināti,
เชตฺวา จ ลภเต สุขนฺติ ฯ✎ ร่าง
jetvā ca labhate sukhan”ti.
ยโต จตูหิ อริยมคฺเคหิ สพฺพา จ มารเสนา สพฺเพ จ✎ ร่าง
Yato catūhi ariyamaggehi sabbā ca mārasenā sabbe ca paṭisenikarā kilesā jitā ca parājitā ca bhaggā vippaluggā parammukhā, tena vuccanti visenikatvā.
อ้างอิง ฉัฏฐสังคายนา 87.103
—
Anīghā ti rāgo nīgho, doso nīgho, moho nīgho, kodho nīgho, upanāho nīgho …pe… sabbākusalābhisaṅkhārā nīghā.
—
Yesaṁ ete nīghā pahīnā samucchinnā vūpasantā paṭippassaddhā abhabbuppattikā ñāṇagginā daḍḍhā te vuccanti anīghā.
—
Nirāsā ti āsā vuccati taṇhā.
—
avijjā lobho akusalamūlaṁ.
—
atāru jātiñca jarañca mārisa.
—
Yesaṁ esā āsā taṇhā pahīnā samucchinnā vūpasantā paṭippassaddhā abhabbuppattikā ñāṇagginā daḍḍhā, te vuccanti nirāsā arahanto khīṇāsavā.
—
Visenikatvā anīghā nirāsā, caranti ye te munayoti brūmī ti ye te visenikatvāva anīghā ca nirāsā ca caranti viharanti iriyanti vattenti pālenti yapenti yāpenti, te loke munayoti brūmi ācikkhāmi desemi paññapemi paṭṭhapemi vivarāmi vibhajāmi uttānīkaromi pakāsemīti—