เนื้อความทั้งข้อ
[๓๙๐] ภิกษุเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ว่า หายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว
ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว อย่างไร ฯ
ภิกษุเมื่อหายใจออกยาว ย่อมหายใจออกในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจ
เข้ายาว ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออก หายใจเข้ายาว ย่อม
หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว ฉันทะย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้เมื่อหาย
ใจออกหายใจเข้ายาว หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจ
ออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออกในขณะที่นับยาว เมื่อ
หายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาว
เมื่อหายใจออกหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออก
บ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว ความปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุเมื่อหายใจ
ออกหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ หายใจออกบ้าง หายใจเข้า
บ้างในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถ ความ
ปราโมทย์ ย่อมหายใจออกในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้น
ด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออก
หายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจออกบ้าง
หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว จิตของภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้ายาวละเอียด
กว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับ
ยาว ย่อมหลีกออกจากการหายใจออกหายใจเข้ายาว อุเบกขาย่อมตั้งอยู่ กาย
คือ ลมหายใจออกลมหายใจเข้ายาวด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ ย่อมปรากฏ สติเป็น
อนุปัสนาญาณ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุ
พิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า
สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ
กถํ ทีฆํ อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ทีฆํ
ปสฺสสนฺโต ทีฆํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ฯ
{๓๙๐.๑} ทีฆํ อสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติ ทีฆํ ปสฺสาสํ
อทฺธานสงฺขาเต ปสฺสสติ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต
อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ✎ ร่าง
Dīghaṁ assāsaṁ addhānasaṅkhāte assasati, dīghaṁ passāsaṁ addhānasaṅkhāte passasati, dīghaṁ assāsapassāsaṁ addhānasaṅkhāte assasatipi passasatipi.
ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต
อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ✎ ร่าง
Dīghaṁ assāsapassāsaṁ addhānasaṅkhāte assasatopi passasatopi chando uppajjati.
ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ
ทีฆํ อสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ
ทีฆํ ปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต ปสฺสสติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ
ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ✎ ร่าง
Chandavasena tato sukhumataraṁ dīghaṁ assāsaṁ addhānasaṅkhāte assasati, chandavasena tato sukhumataraṁ dīghaṁ passāsaṁ addhānasaṅkhāte passasati, chandavasena tato sukhumataraṁ dīghaṁ assāsapassāsaṁ addhānasaṅkhāte assasatipi passasatipi.
ฉนฺทวเสน
ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสโตปิ
ปสฺสสโตปิ ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ✎ ร่าง
Chandavasena tato sukhumataraṁ dīghaṁ assāsapassāsaṁ addhānasaṅkhāte assasatopi passasatopi pāmojjaṁ uppajjati.
ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสํ
อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ ปสฺสาสํ
อทฺธานสงฺขาเต ปสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ
อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ✎ ร่าง
Pāmojjavasena tato sukhumataraṁ dīghaṁ assāsaṁ addhānasaṅkhāte assasati, pāmojjavasena tato sukhumataraṁ dīghaṁ passāsaṁ addhānasaṅkhāte passasati, pāmojjavasena tato sukhumataraṁ dīghaṁ assāsapassāsaṁ addhānasaṅkhāte assasatipi passasatipi.
ปามุชฺชวเสน
ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสโตปิ
ปสฺสสโตปิ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสา จิตฺตํ วิวฏฺฏติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ✎ ร่าง
Pāmojjavasena tato sukhumataraṁ dīghaṁ assāsapassāsaṁ addhānasaṅkhāte assasatopi passasatopi dīghaṁ assāsapassāsāpi cittaṁ vivattati, upekkhā saṇṭhāti.
อิเมหิ นวหากาเรหิ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสกาโย✎ ร่าง
Imehi navahākārehi dīghaṁ assāsapassāsā kāyo.
อุปฏฺฐานํ สติ✎ ร่าง
Upaṭṭhānaṁ sati.
อนุปสฺสนาญาณํ✎ ร่าง
Anupassanā ñāṇaṁ.
กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ✎ ร่าง
Kāyo upaṭṭhānaṁ, no sati;
สติ อุปฏฺฐานํ
เจว สติ จ✎ ร่าง
sati upaṭṭhānañceva sati ca.
ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ กายํ อนุปสฺสตีติ✎ ร่าง
Tāya satiyā tena ñāṇena taṁ kāyaṁ anupassati.
เตน วุจฺจติ✎ ร่าง
Tena vuccati—
กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ✎ ร่าง
“kāye kāyānupassanāsatipaṭṭhānabhāvanā”ti.