เนื้อความทั้งข้อ
[๔๐๑] บุคคลเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้า
สั้นก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น อย่างไร ฯ
บุคคลเมื่อหายใจออกสั้น ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย
เมื่อหายใจเข้าสั้น ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกหายใจ
เข้าสั้น ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย ฉันทะย่อม
เกิดแก่ภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้น หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะ
ที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อม
หายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วย
สามารถฉันทะ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกหายใจ
เข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างใน
ขณะนับได้นิดหน่อย ความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้หายใจออกหายใจเข้า
ละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้
นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อม
หายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วย
สามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออก
หายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจออกบ้าง
หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย จิตของภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้า
สั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างใน
ขณะที่นับได้นิดหน่อย ย่อมหลีกไปจากลมอัสสาสะปัสสาสะสั้น อุเบกขาย่อม
ตั้งอยู่ กาย คือ ลมหายใจออกหายใจเข้าสั้นด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ปรากฏ สติ
เป็นอนุปัสนาญาณ กายปรากฏ มิใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย บุคคล
พิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า
สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณากายในกาย ฯ
กถํ รสฺสํ อสฺสสนฺโต รสฺสํ อสฺสสามีติ ปชานาติ
รสฺสํ ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ rassaṁ assasanto “rassaṁ assasāmī”ti pajānāti, rassaṁ passasanto “rassaṁ passasāmī”ti pajānāti?
อ้างอิงPTS 1.183 · สยามรัฐ 31.275
รสฺสํ อสฺสาสํ
อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติ รสฺสํ ปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต ปสฺสสติ
รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ✎ ร่าง
Rassaṁ assāsaṁ ittarasaṅkhāte assasati, rassaṁ passāsaṁ ittarasaṅkhāte passasati, rassaṁ assāsapassāsaṁ ittarasaṅkhāte assasatipi passasatipi.
รสฺสํ
อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ฉนฺโท
อุปฺปชฺชติ✎ ร่าง
Rassaṁ assāsapassāsaṁ ittarasaṅkhāte assasatopi passasatopi chando uppajjati.
ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต
อสฺสสติ✎ ร่าง
Chandavasena tato sukhumataraṁ rassaṁ assāsaṁ ittarasaṅkhāte assasati.
ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ ปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต
ปสฺสสติ✎ ร่าง
Chandavasena tato sukhumataraṁ rassaṁ passāsaṁ ittarasaṅkhāte passasati.
ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต
อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ✎ ร่าง
Chandavasena tato sukhumataraṁ rassaṁ assāsapassāsaṁ ittarasaṅkhāte assasatipi passasatipi.
ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ
อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ปามุชฺชํ
อุปฺปชฺชติ✎ ร่าง
Chandavasena tato sukhumataraṁ rassaṁ assāsapassāsaṁ ittarasaṅkhāte assasatopi passasatopi pāmojjaṁ uppajjati.
ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต
อสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ ปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต
ปสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ
อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ✎ ร่าง
Pāmojjavasena tato sukhumataraṁ rassaṁ assāsaṁ ittarasaṅkhāte assasati, pāmojjavasena tato sukhumataraṁ rassaṁ passāsaṁ ittarasaṅkhāte passasati, pāmojjavasena tato sukhumataraṁ rassaṁ assāsapassāsaṁ ittarasaṅkhāte assasatipi passasatipi.
ปามุชฺชวเสน ตโต
สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสโตปิ
ปสฺสสโตปิ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสา จิตฺตํ วิวฏฺฏติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ✎ ร่าง
Pāmojjavasena tato sukhumataraṁ rassaṁ assāsapassāsaṁ ittarasaṅkhāte assasatopi passasatopi rassā assāsapassāsā cittaṁ vivattati, upekkhā saṇṭhāti.
อิเมหิ นวหากาเรหิ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสกาโย อุปฏฺฐานํ สติ
อนุปสฺสนาญาณํ✎ ร่าง
Imehi navahākārehi rassā assāsapassāsā kāyo upaṭṭhānaṁ sati anupassanā ñāṇaṁ.
กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ✎ ร่าง
Kāyo upaṭṭhānaṁ, no sati;
สติ อุปฏฺฐานํ เจว
สติ จ✎ ร่าง
sati upaṭṭhānañceva sati ca.
ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ กายํ อนุปสฺสตีติ✎ ร่าง
Tāya satiyā tena ñāṇena taṁ kāyaṁ anupassati.
เตน
วุจฺจติ✎ ร่าง
Tena vuccati—
กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ✎ ร่าง
“kāye kāyānupassanāsatipaṭṭhānabhāvanā”ti.