เนื้อความทั้งข้อ
[๔๒๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกนักเลงหญิงหลายคนพากันไปเที่ยวรื่นเริงในสวน ได้ส่ง
ชายสื่อไปในสำนักหญิงแพศยาคนหนึ่งว่า ขอให้นางมา พวกเราจักพากันเที่ยวรื่นเริงในสวน
หญิงแพศยานั้นได้ตอบไปอย่างนี้ว่า ข้าแต่นาย ดิฉันไม่ทราบว่า พวกท่านเป็นใคร หรือเป็น
พรรคพวกของใคร อนึ่ง ดิฉันมีเครื่องแต่งกายมาก มีเครื่องประดับเรือนมาก และจะต้องไป
นอกเมือง ดิฉันไปไม่ได้ ครั้นแล้วชายสื่อนั้นได้แจ้งเรื่องนั้น แก่นักเลงหญิงเหล่านั้น
เมื่อชายสื่อแจ้งอย่างนั้นแล้ว บุรุษคนหนึ่งได้กล่าวกะนักเลงเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลาย
พวกท่านไปอ้อนวอนหญิงแพศยานั้นทำไม ควรบอกท่านพระอุทายีมิดีหรือ ท่านพระอุทายีจักส่ง
มาให้เอง
เมื่อบุรุษนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว อุบาสกคนหนึ่งได้กล่าวกะบุรุษผู้นั้นว่า คุณอย่าได้พูด
อย่างนั้น การกระทำเช่นนั้นไม่สมควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ท่านพระอุทายีจักไม่
ทำเช่นนั้น
เมื่ออุบาสกนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นักเลงหญิงเหล่านั้น ได้พนันกันว่า ท่านพระอุทายี
จักทำหรือไม่ทำ แล้วเข้าไปหาท่านพระอุทายีกล่าวดังนี้ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า พวกข้าพเจ้าพากัน
ไปเที่ยวรื่นเริงในสวนนี้ ได้ส่งชายสื่อไปในสำนักหญิงแพศยาชื่อโน้นว่า ขอให้นางมา พวกเรา
จักพากันเที่ยวรื่นเริงในสวน นางตอบอย่างนี้ว่า ข้าแต่นาย ดิฉันไม่ทราบว่า ท่านทั้งหลายเป็น
ใคร หรือเป็นพรรคพวกของใคร อนึ่ง ดิฉันมีเครื่องแต่งกายมาก มีเครื่องประดับเรือนมาก
และจะต้องไปนอกเมือง ดิฉันไปไม่ได้ ข้าแต่พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าได้โปรดส่งหญิงแพศยา
นั้นไปให้สำเร็จประโยชน์ด้วยเถิด ขอรับ
ลำดับนั้น ท่านพระอุทายีเข้าไปหาหญิงแพศยานั้น ครั้นแล้วได้ถามหญิงแพศยานั้นดังนี้
ว่า ทำไมเธอจึงไม่ไปหาคนเหล่านี้เล่า?
หญิงแพศยานั้นตอบว่า ดิฉันไม่ทราบว่า คนเหล่านี้เป็นใคร หรือเป็นพรรคพวกของใคร
อนึ่ง ดิฉันมีเครื่องแต่งตัวมาก มีเครื่องประดับเรือนมาก และจะต้องไปนอกเมือง ดิฉันไปไม่ได้
เจ้าค่ะ
อุ. จงไปหาคนเหล่านี้เถิด คนเหล่านี้ฉันรู้จัก
ญ. ถ้าพระคุณเจ้ารู้จัก ดิฉันจะไป เจ้าค่ะ
ครั้งนั้น นักเลงหญิงเหล่านั้น ได้พาหญิงแพศยานั้นไปเที่ยวสวน จึงอุบาสกนั้นเพ่ง
โทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้ถึงความเป็นผู้ชักสื่ออันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะหนึ่ง
เล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสกนั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ
มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายี
จึงได้ถึงความเป็นผู้ชักสื่ออันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะหนึ่งเล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มี
พระภาค
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน
เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า ดูกรอุทายี ข่าวว่า เธอถึงความเป็น
ผู้ชักสื่ออันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะหนึ่ง จริงหรือ?
ท่านพระอุทายีทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ
ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน เธอจึงได้ถึงความเป็นผู้ชักสื่อ
อันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะหนึ่งเล่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส
ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำ
ของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่น
ของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระอุทายีโดยอเนกปริยายแล้ว
ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่
สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคน
บำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่
สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสม
แก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ
ประโยชน์ ๑๐ ประการ ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า ดังนี้:
๙. ๕. ก. อนึ่ง ภิกษุใดถึงความเป็นผู้ชักสื่อ บอกความประสงค์ของบุรุษแก่สตรี
ก็ดี บอกความประสงค์ของสตรีแก่บุรุษก็ดี ในความเป็นเมียก็ตาม ในความเป็นชู้
ก็ตาม โดยที่สุด บอกแม้แก่หญิงแพศยาอันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะ เป็นสังฆาทิเสส ฯ
อถโข สา คณกี อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ✎ ร่าง
Atha kho sā gaṇakī ujjhāyati khiyyati vipāceti—
ครั้งนั้น สตรีหม้ายจึงเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ลูกสาวของเรา ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุข เพราะแม่ผัวชั่ว พ่อผัวชั่ว และสามีชั่ว🤖 AI จับคู่
อ้างอิงพุทธชยันตี 1.342
เอวํ
ทุคฺคโต โหตุ อยฺโย อุทายิ เอวํ ทุกฺขิโต โหตุ อยฺโย อุทายิ
เอวํ มา สุขํ ลภตุ อยฺโย อุทายิ ยถา เม กุมาริกา ทุคฺคตา
ทุกฺขิตา น สุขํ ลภติ ปาปิกาย สสฺสุยา ปาปเกน สสฺสุเรน
ปาปเกน สามิเกนาติ ฯ✎ ร่าง
“evaṁ duggato hotu ayyo udāyī, evaṁ dukkhito hotu ayyo udāyī, evaṁ mā sukhaṁ labhatu ayyo udāyī, yathā me kumārikā duggatā dukkhitā na sukhaṁ labhati pāpikāya sassuyā pāpakena sasurena pāpakena sāmikenā”ti.
ขอให้ท่านพระอุทายีจงตกทุกข์ได้ยาก อย่าได้รับความสุขฉันนั้นเถิด🤖 AI จับคู่
สาปิ โข กุมาริกา อุชฺฌายติ ขียติ
วิปาเจติ✎ ร่าง
Sāpi kho kumārikā ujjhāyati khiyyati vipāceti—
แม้สาวน้อยนั้นก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า เราตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุข เพราะแม่ผัวชั่ว พ่อผัวชั่ว และสามีชั่ว🤖 AI จับคู่
เอวํ ทุคฺคโต โหตุ อยฺโย อุทายิ เอวํ ทุกฺขิโต โหตุ
อยฺโย อุทายิ เอวํ มา สุขํ ลภตุ อยฺโย อุทายิ ยถาหํ ทุคฺคตา
ทุกฺขิตา น สุขํ ลภามิ ปาปิกาย สสฺสุยา ปาปเกน สสฺสุเรน
ปาปเกน สามิเกนาติ ฯ✎ ร่าง
“evaṁ duggato hotu ayyo udāyī, evaṁ dukkhito hotu ayyo udāyī, evaṁ mā sukhaṁ labhatu ayyo udāyī, yathāhaṁ duggatā dukkhitā na sukhaṁ labhāmi pāpikāya sassuyā pāpakena sasurena pāpakena sāmikenā”ti.
ขอให้ท่านพระอุทายีจงตกทุกข์ได้ยาก อย่าได้รับความสุข ฉันนั้นเถิด🤖 AI จับคู่
อญฺญาปิ อิตฺถิโย อสนฺตุฏฺฐา สสฺสูหิ วา สสฺสุเรหิ วา
สามิเกหิ วา ตา เอวํ โอยาจนฺติ✎ ร่าง
Aññāpi itthiyo asantuṭṭhā sassūhi vā sasurehi vā sāmikehi vā, tā evaṁ oyācanti—
ส่วนสตรีบรรดาที่ยินดีด้วยแม่ผัว พ่อผัว หรือสามี ต่างก็อำนวยพรอย่างนี้ว่า เราสบาย สมบูรณ์ พูนสุข เพราะแม่ผัวดี พ่อผัวดี และสามีดี ฉันใด ขอให้ท่านพระอุทายี จงสบาย สมบูรณ์ พูนสุข ฉันนั้นเถิด🤖 AI จับคู่
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 87.203
เอวํ ทุคฺคโต โหตุ อยฺโย อุทายิ เอวํ ทุกฺขิโต
โหตุ อยฺโย อุทายิ เอวํ มา สุขํ ลภตุ อยฺโย อุทายิ ยถา มยํ ทุคฺคตา
ทุกฺขิตา น สุขํ ลภาม ปาปิกาหิ สสฺสูหิ ปาปเกหิ สสฺสุเรหิ ปาปเกหิ
สามิเกหีติ ฯ✎ ร่าง
“evaṁ duggato hotu ayyo udāyī, evaṁ dukkhito hotu ayyo udāyī, evaṁ mā sukhaṁ labhatu ayyo udāyī, yathā mayaṁ duggatā dukkhitā na sukhaṁ labhāma pāpikāhi sassūhi pāpakehi sasurehi pāpakehi sāmikehī”ti.
ยา ปน ตา อิตฺถิโย สนฺตุฏฺฐา สสฺสูหิ วา สสฺสุเรหิ วา
สามิเกหิ วา ตา เอวํ อายาจนฺติ✎ ร่าง
Yā pana tā itthiyo santuṭṭhā sassūhi vā sasurehi vā sāmikehi vā tā evaṁ āyācanti—
เอวํ สุขิโต โหตุ อยฺโย อุทายิ
เอวํ สชฺชิโต โหตุ อยฺโย อุทายิ เอวํ สุขเมธตุ อยฺโย อุทายิ ยถา
มยํ สุขิตา สชฺชิตา สุขเมธาม ภทฺทกาหิ สสฺสูหิ ภทฺทเกหิ สสฺสุเรหิ
ภทฺทเกหิ สามิเกหีติ ฯ✎ ร่าง
“evaṁ sukhito hotu ayyo udāyī, evaṁ sajjito hotu ayyo udāyī, evaṁ sukhamedho hotu ayyo udāyī, yathā mayaṁ sukhitā sajjitā sukhamedhā bhaddikāhi sassūhi bhaddakehi sasurehi bhaddakehi sāmikehī”ti.