‹ กลับ
สิกขาบทวิภังค์
เล่ม ๑ — วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ๑ (ปาราชิก–นิสสัคคิยปาจิตตีย์) · ข้อ 517 · วิ.มหา.๑. ๑/๑๖๓๗๖ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๕๑๗] ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้นต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และให้มีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้าง กุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์มิได้แสดงให้ มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติ ทุกกฏ ๓ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์มิได้แสดงให้ มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้นต้อง มีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมี พื้นที่อันสงฆ์มิได้แสดงให้ ไม่มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ กุฎีนั้นต้องมี พื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่ง มีพื้นที่อันสงฆ์มิได้แสดงให้ ไม่มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ไม่มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ไม่มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ไม่ต้องอาบัติ. ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และต้องมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ เกินประมาณ มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ เกิน ประมาณ มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ เกิน ประมาณ ไม่มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้นต้อง เท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ เกินประมาณ ไม่มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎี นั้นต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ เท่า ประมาณ มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ เท่า ประมาณ มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ เท่าประมาณ ไม่มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ เท่า ประมาณ ไม่มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ไม่ต้องอาบัติ. ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่ง สร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์มิได้แสดงให้ เกินประมาณ มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้ สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๔ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่ง สร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์มิได้แสดงให้ เกินประมาณ มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ภิกษุ ผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่ง สร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์มิได้แสดงให้ เกินประมาณ ไม่มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่ง สร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์มิได้แสดงให้ เกินประมาณ ไม่มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ภิกษุ ผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่ อันสงฆ์แสดงให้ ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับ คำสั่งสร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ เท่าประมาณ มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุ ผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่ง สร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ เท่าประมาณ มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้นต้อง พื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่งสร้างกุฎี ให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ เท่าประมาณ ไม่มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ ภิกษุผู้สร้าง ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ตัว ภิกษุสั่งว่า จงช่วยกันสร้างกุฎีให้แก่ข้าพเจ้า แล้วหลีกไปเสีย แต่ได้สั่งไว้ว่า กุฎีนั้น ต้องมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ ต้องเท่าประมาณ ต้องไม่มีผู้จองไว้ และมีชานรอบด้วย ผู้รับคำสั่ง สร้างกุฎีให้แก่เธอ ซึ่งมีพื้นที่อันสงฆ์แสดงให้ เท่าประมาณ ไม่มีผู้จองไว้ มีชานรอบ ไม่ต้องอาบัติ.
เทียบรายประโยค (51 ประโยค)
ss6:3.9.1 #
ภิกฺขุ สมาทิสิตฺวา ปกฺกมติ กุฏึ เม กโรถาติ✎ ร่าง
Bhikkhu samādisitvā pakkamati— “kuṭiṁ me karothā”ti.
อ้างอิงPTS 3.154
ss6:3.9.2 #
สมาทิสติ จ เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ อนารมฺภา จ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
Samādisati ca— “desitavatthukā ca hotu anārambhā ca saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.3 #
ตสฺส กุฏึ กโรนฺติ อเทสิตวตฺถุกํ สารมฺภํ อปริกฺกมนํ ฯ✎ ร่าง
Tassa kuṭiṁ karonti adesitavatthukaṁ sārambhaṁ aparikkamanaṁ.
ss6:3.9.4 #
โส สุณาติ กุฏี กิร เม กยิรติ อเทสิตวตฺถุกา สารมฺภา อปริกฺกมนาติ ฯ✎ ร่าง
So suṇāti—“kuṭi kira me kayirati adesitavatthukā sārambhā aparikkamanā”ti.
ss6:3.9.5 #
เตน ภิกฺขุนา สามํ วา คนฺตพฺพํ ทูโต วา ปาเหตพฺโพ✎ ร่าง
Tena bhikkhunā sāmaṁ vā gantabbaṁ dūto vā pāhetabbo—
ss6:3.9.6 #
เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ อนารมฺภา จ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
“desitavatthukā ca hotu anārambhā ca saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.7 #
โน เจ สามํ วา คจฺเฉยฺย ทูตํ วา ปหิเณยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
No ce sāmaṁ vā gaccheyya dūtaṁ vā pahiṇeyya, āpatti dukkaṭassa.
ss6:3.9.8 #
ภิกฺขุ สมาทิสิตฺวา ปกฺกมติ กุฏึ เม กโรถาติ✎ ร่าง
Bhikkhu samādisitvā pakkamati— “kuṭiṁ me karothā”ti.
อ้างอิงสยามรัฐ 1.348 · พุทธชยันตี 1.396
ss6:3.9.9 #
สมาทิสติ จ เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ อนารมฺภา จ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
Samādisati ca— “desitavatthukā ca hotu anārambhā ca saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.10 #
ตสฺส กุฏึ กโรนฺติ อเทสิตวตฺถุกํ สารมฺภํ สปริกฺกมนํ ฯ✎ ร่าง
Tassa kuṭiṁ karonti adesitavatthukaṁ sārambhaṁ saparikkamanaṁ.
ss6:3.9.11 #
โส สุณาติ กุฏี กิร เม กยิรติ อเทสิตวตฺถุกา สารมฺภา สปริกฺกมนาติ ฯ✎ ร่าง
So suṇāti—“kuṭi kira me kayirati adesitavatthukā sārambhā saparikkamanā”ti.
ss6:3.9.12 #
เตน ภิกฺขุนา สามํ วา คนฺตพฺพํ ทูโต วา ปาเหตพฺโพ✎ ร่าง
Tena bhikkhunā sāmaṁ vā gantabbaṁ dūto vā pāhetabbo—
ss6:3.9.13 #
เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ อนารมฺภา จาติ ฯ✎ ร่าง
“desitavatthukā ca hotu anārambhā cā”ti.
ss6:3.9.14 #
โน เจ สามํ วา คจฺเฉยฺย ทูตํ วา ปหิเณยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
No ce sāmaṁ vā gaccheyya dūtaṁ vā pahiṇeyya, āpatti dukkaṭassa.
ss6:3.9.15 #
ภิกฺขุ สมาทิสิตฺวา ปกฺกมติ กุฏึ เม กโรถาติ✎ ร่าง
Bhikkhu samādisitvā pakkamati— “kuṭiṁ me karothā”ti.
ss6:3.9.16 #
สมาทิสติ จ เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ อนารมฺภา จ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
Samādisati ca— “desitavatthukā ca hotu anārambhā ca saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.17 #
ตสฺส กุฏึ กโรนฺติ อเทสิตวตฺถุกํ อนารมฺภํ อปริกฺกมนํ ฯ✎ ร่าง
Tassa kuṭiṁ karonti adesitavatthukaṁ anārambhaṁ aparikkamanaṁ.
ss6:3.9.18 #
โส สุณาติ กุฏี กิร เม กยิรติ อเทสิตวตฺถุกา อนารมฺภา อปริกฺกมนาติ ฯ✎ ร่าง
So suṇāti—“kuṭi kira me kayirati adesitavatthukā anārambhā aparikkamanā”ti.
ss6:3.9.19 #
เตน ภิกฺขุนา สามํ วา คนฺตพฺพํ ทูโต วา ปาเหตพฺโพ✎ ร่าง
Tena bhikkhunā sāmaṁ vā gantabbaṁ dūto vā pāhetabbo—
ss6:3.9.20 #
เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
“desitavatthukā ca hotu saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.21 #
โน เจ สามํ วา คจฺเฉยฺย ทูตํ วา ปหิเณยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
No ce sāmaṁ vā gaccheyya dūtaṁ vā pahiṇeyya, āpatti dukkaṭassa.
ss6:3.9.22 #
ภิกฺขุ สมาทิสิตฺวา ปกฺกมติ กุฏึ เม กโรถาติ✎ ร่าง
Bhikkhu samādisitvā pakkamati— “kuṭiṁ me karothā”ti.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 87.237
ss6:3.9.23 #
สมาทิสติ จ เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ อนารมฺภา จ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
Samādisati ca— “desitavatthukā ca hotu anārambhā ca saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.24 #
ตสฺส กุฏึ กโรนฺติ อเทสิตวตฺถุกํ อนารมฺภํ สปริกฺกมนํ ฯ✎ ร่าง
Tassa kuṭiṁ karonti adesitavatthukaṁ anārambhaṁ saparikkamanaṁ.
ss6:3.9.25 #
โส สุณาติ กุฏี กิร เม กยิรติ อเทสิตวตฺถุกา อนารมฺภา สปริกฺกมนาติ ฯ✎ ร่าง
So suṇāti—“kuṭi kira me kayirati adesitavatthukā anārambhā saparikkamanā”ti.
ss6:3.9.26 #
เตน ภิกฺขุนา สามํ วา คนฺตพฺพํ ทูโต วา ปาเหตพฺโพ✎ ร่าง
Tena bhikkhunā sāmaṁ vā gantabbaṁ dūto vā pāhetabbo—
ss6:3.9.27 #
เทสิตวตฺถุกา โหตูติ ฯ โน เจ สามํ วา คจฺเฉยฺย ทูตํ วา ปหิเณยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๕๑๗.๔} ภิกฺขุ สมาทิสิตฺวา ปกฺกมติ กุฏึ เม กโรถาติ✎ ร่าง
“desitavatthukā hotū”ti.
ss6:3.9.30 #
สมาทิสติ จ เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ อนารมฺภา จ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
Samādisati ca— “desitavatthukā ca hotu anārambhā ca saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.31 #
ตสฺส กุฏึ กโรนฺติ เทสิตวตฺถุกํ สารมฺภํ อปริกฺกมนํ ฯ✎ ร่าง
Tassa kuṭiṁ karonti desitavatthukaṁ sārambhaṁ aparikkamanaṁ.
ss6:3.9.32 #
โส สุณาติ กุฏี กิร เม กยิรติ เทสิตวตฺถุกา สารมฺภา อปริกฺกมนาติ ฯ✎ ร่าง
So suṇāti—“kuṭi kira me kayirati desitavatthukā sārambhā aparikkamanā”ti.
ss6:3.9.33 #
เตน ภิกฺขุนา สามํ วา คนฺตพฺพํ ทูโต วา ปาเหตพฺโพ✎ ร่าง
Tena bhikkhunā sāmaṁ vā gantabbaṁ dūto vā pāhetabbo—
ss6:3.9.34 #
อนารมฺภา จ โหตุ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
“anārambhā ca hotu saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.35 #
โน เจ สามํ วา คจฺเฉยฺย ทูตํ วา ปหิเณยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
No ce sāmaṁ vā gaccheyya dūtaṁ vā pahiṇeyya, āpatti dukkaṭassa.
ss6:3.9.36 #
ภิกฺขุ สมาทิสิตฺวา ปกฺกมติ กุฏึ เม กโรถาติ✎ ร่าง
Bhikkhu samādisitvā pakkamati— “kuṭiṁ me karothā”ti.
ss6:3.9.37 #
สมาทิสติ จ เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ อนารมฺภา จ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
Samādisati ca— “desitavatthukā ca hotu anārambhā ca saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.38 #
ตสฺส กุฏึ กโรนฺติ เทสิตวตฺถุกํ สารมฺภํ สปริกฺกมนํ ฯ✎ ร่าง
Tassa kuṭiṁ karonti desitavatthukaṁ sārambhaṁ saparikkamanaṁ.
ss6:3.9.39 #
โส สุณาติ กุฏี กิร เม กยิรติ เทสิตวตฺถุกา สารมฺภา สปริกฺกมนาติ ฯ✎ ร่าง
So suṇāti—“kuṭi kira me kayirati desitavatthukā sārambhā saparikkamanā”ti.
ss6:3.9.40 #
เตน ภิกฺขุนา สามํ วา คนฺตพฺพํ ทูโต วา ปาเหตพฺโพ✎ ร่าง
Tena bhikkhunā sāmaṁ vā gantabbaṁ dūto vā pāhetabbo—
ss6:3.9.41 #
อนารมฺภา โหตูติ ฯ✎ ร่าง
“anārambhā hotū”ti.
ss6:3.9.42 #
โน เจ สามํ วา คจฺเฉยฺย ทูตํ วา ปหิเณยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
No ce sāmaṁ vā gaccheyya dūtaṁ vā pahiṇeyya, āpatti dukkaṭassa.
ss6:3.9.43 #
ภิกฺขุ สมาทิสิตฺวา ปกฺกมติ กุฏึ เม กโรถาติ✎ ร่าง
Bhikkhu samādisitvā pakkamati— “kuṭiṁ me karothā”ti.
ss6:3.9.44 #
สมาทิสติ จ เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ อนารมฺภา จ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
Samādisati ca— “desitavatthukā ca hotu anārambhā ca saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.45 #
ตสฺส กุฏึ กโรนฺติ เทสิตวตฺถุกํ อนารมฺภํ อปริกฺกมนํ ฯ✎ ร่าง
Tassa kuṭiṁ karonti desitavatthukaṁ anārambhaṁ aparikkamanaṁ.
ss6:3.9.46 #
โส สุณาติ กุฏี กิร เม กยิรติ เทสิตวตฺถุกา อนารมฺภา อปริกฺกมนาติ ฯ✎ ร่าง
So suṇāti—“kuṭi kira me kayirati desitavatthukā anārambhā aparikkamanā”ti.
ss6:3.9.47 #
เตน ภิกฺขุนา สามํ วา คนฺตพฺพํ ทูโต วา ปาเหตพฺโพ✎ ร่าง
Tena bhikkhunā sāmaṁ vā gantabbaṁ dūto vā pāhetabbo—
ss6:3.9.48 #
สปริกฺกมนา โหตูติ ฯ✎ ร่าง
“saparikkamanā hotū”ti.
ss6:3.9.49 #
โน เจ สามํ วา คจฺเฉยฺย ทูตํ วา ปหิเณยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
No ce sāmaṁ vā gaccheyya dūtaṁ vā pahiṇeyya, āpatti dukkaṭassa.
ss6:3.9.50 #
ภิกฺขุ สมาทิสิตฺวา ปกฺกมติ กุฏึ เม กโรถาติ✎ ร่าง
Bhikkhu samādisitvā pakkamati— “kuṭiṁ me karothā”ti.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 87.238
ss6:3.9.51 #
สมาทิสติ จ เทสิตวตฺถุกา จ โหตุ อนารมฺภา จ สปริกฺกมนา จาติ ฯ✎ ร่าง
Samādisati ca— “desitavatthukā ca hotu anārambhā ca saparikkamanā cā”ti.
ss6:3.9.52 #
ตสฺส กุฏึ กโรนฺติ เทสิตวตฺถุกํ อนารมฺภํ สปริกฺกมนํ✎ ร่าง
Tassa kuṭiṁ karonti desitavatthukaṁ anārambhaṁ saparikkamanaṁ,
ss6:3.9.53 #
อนาปตฺติ ฯ✎ ร่าง
anāpatti.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๑ — วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ๑ (ปาราชิก–นิสสัคคิยปาจิตตีย์)
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน