‹ กลับ
เรื่องภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ
เล่ม ๑ — วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ๑ (ปาราชิก–นิสสัคคิยปาจิตตีย์) · ข้อ 617 · วิ.มหา.๑. ๑/๑๘๘๖๓ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๖๑๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุพวก พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะเป็นเจ้าถิ่นในชนบทกิฏาคีรี เป็นภิกษุอลัชชี เลวทราม ประพฤติ- *อนาจารเห็นปานดั่งนี้ คือ ปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดน้ำเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น รดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นเก็บบ้าง ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง ทำมาลัยต่อก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำมาลัยเรียงก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ ช่อเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้พุ่มเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้เทริดเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้พวงเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้แผงสำหรับประดับอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ... ประพฤติอนาจารต่างๆ บ้าง เมื่อก่อนชาวบ้านยังมีศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้ เขาไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสแล้ว แม้ทานประจำของสงฆ์ก่อนๆ บัดนี้ทายกทายิกาได้ตัดขาดแล้ว ภิกษุมีศีลเป็นที่รักย่อมหลีกเลี่ยงไป ภิกษุเลวทรามอยู่ครอง ดังนี้ จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษ เหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้ประพฤติอนาจารเห็นปานดั่งนี้ คือ ปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดน้ำเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นรดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นเก็บบ้าง ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง ทำมาลัยต่อก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำมาลัยเรียงก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ช่อเองบ้าง ใช้ให้ ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้พุ่มเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้เทริดเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้พวงเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้แผงสำหรับประดับอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง พวกเธอนำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยต่อก้าน นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยเรียงก้าน นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้ช่อ นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น นำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พุ่ม นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้เทริด นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พวง นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้แผง สำหรับ ประดับอก เพื่อกุลสตรี เพื่อกุลธิดา เพื่อกุลกุมารี เพื่อสะใภ้แห่งสกุล เพื่อกุลทาสี พวกเธอ ฉันอาหารในภาชนะอันเดียวกันบ้าง ดื่มน้ำในขันใบเดียวกันบ้าง นั่งบนอาสนะอันเดียวกันบ้าง นอนบนเตียงอันเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดอันเดียวกันบ้าง นอนคลุมผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาด และคลุมผ้าห่มร่วมกันบ้าง กับกุลสตรี กุลธิดา กุลกุมารี สะใภ้แห่งสกุล กุลทาสี ฉันอาหารในเวลาวิกาลบ้าง ดื่มน้ำเมาบ้าง ทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้บ้าง ฟ้อนรำบ้าง ขับร้องบ้าง ประโคมบ้าง เต้นรำบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ขับร้องกับหญิง ฟ้อนรำบ้าง ประโคมกับหญิงฟ้อนรำบ้าง เต้นรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงขับร้องบ้าง ขับร้องกับหญิงขับร้องบ้าง ประโคมกับหญิงขับร้องบ้าง เต้นรำกับหญิงขับร้องบ้าง ฟ้อนรำ กับหญิงประโคมบ้าง ขับร้องกับหญิงประโคมบ้าง ประโคมกับหญิงประโคมบ้าง เต้นรำกับหญิง ประโคมบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงเต้นรำบ้าง ขับร้องกับหญิงเต้นรำบ้าง ประโคมกับหญิงเต้นรำบ้าง เต้นรำกับหญิงเต้นรำบ้าง เล่นหมากรุกแถวละแปดตาบ้าง เล่นหมากรุกแถวละสิบตาบ้าง เล่นหมากเก็บบ้าง เล่นชิงนางบ้าง เล่นหมากไหวบ้าง เล่นโยนห่วงบ้าง เล่นไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาด- *ให้เป็นรูปต่างๆ บ้าง เล่นสะกาบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถน้อยๆ บ้าง เล่นหกคะเมนบ้าง เล่นไม้กังหันบ้าง เล่นตวงทรายด้วยใบไม้บ้าง เล่นรถน้อยๆ บ้าง เล่นธนูน้อยๆ บ้าง เล่นเขียนทายบ้าง เล่นทายใจบ้าง เล่นเลียนคนพิการบ้าง หัดขี่ช้างบ้าง หัดขี่ม้าบ้าง หัดขี่รถบ้าง หัดยิงธนูบ้าง หัดเพลงอาวุธบ้าง วิ่งผลัดช้างบ้าง วิ่งผลัดม้าบ้าง วิ่งผลัดรถบ้าง วิ่งขับกันบ้าง วิ่งเปี้ยวกันบ้าง ผิวปากบ้าง ปรบมือบ้าง ปล้ำกันบ้าง ชกมวยกันบ้าง ปูลาดผ้าสังฆาฏิ ณ กลางสถาน เต้นรำ แล้วพูดกับหญิงฟ้อนรำ อย่างนี้ว่า น้องหญิงเธอจงฟ้อนรำ ณ ที่นี้ดั่งนี้บ้าง ให้การคำนับบ้าง ประพฤติอนาจารมีอย่างต่างๆ บ้างเล่า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การ กระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อ ความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.
เทียบรายประโยค (22 ประโยค)
ss13:1.3.1 #
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ กาสีสุ วสฺสํ วุตฺโถ@เชิงอรรถ: ๑ ยุ. ม. รา. ฆฏิเกนปิ ฯ ๒ ยุ. ม. ปงฺคจีเรนปิ ฯ@๓ ยุ. อปฺโปเฐนฺติปิ ฯ ๔ ยุ. นจฺจกึ ฯ ๕ ยุ. ม. รา. วทนฺติ ฯ สาวตฺถึ คจฺฉนฺโต ภควนฺตํ ทสฺสนาย เยน กิฏาคิริ ตทวสริ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena aññataro bhikkhu kāsīsu vassaṁvuṭṭho sāvatthiṁ gacchanto bhagavantaṁ dassanāya, yena kīṭāgiri tadavasari.
อ้างอิงPTS 3.181 · สยามรัฐ 1.417
ss13:1.3.2 #
อถโข โส ภิกฺขุ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย กิฏาคิรึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ✎ ร่าง
Atha kho so bhikkhu pubbaṇhasamayaṁ nivāsetvā pattacīvaramādāya kīṭāgiriṁ piṇḍāya pāvisi
ss13:1.3.3 #
ปาสาทิเกน อภิกฺกนฺเตน ปฏิกฺกนฺเตน อาโลกิเตน วิโลกิเตน สมฺมิญฺชิเตน ปสาริเตน โอกฺขิตฺตจกฺขุ อิริยาปถสมฺปนฺโน ฯ✎ ร่าง
pāsādikena abhikkantena paṭikkantena ālokitena vilokitena samiñjitena pasāritena okkhittacakkhu iriyāpathasampanno.
ss13:1.3.4 #
มนุสฺสา ตํ ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา เอวมาหํสุ กฺวายํ อพลพโล วิย มนฺทมนฺโท วิย ภากุฏิกภากุฏิโก วิย โก อิมสฺส อุปคตสฺส ปิณฺฑกํปิ ทสฺสติ อมฺหากํ ปน อยฺยา อสฺสชิปุนพฺพสุกา สณฺหา สขิลา สุขสมฺภาสา มิหิตปุพฺพงฺคมา เอหิสฺวาคตวาทิโน อพฺภากุฏิกา อุตฺตานมุขา ปุพฺพภาสิโน เตสํ โข นาม ปิณฺโฑ ทาตพฺโพติ ฯ✎ ร่าง
Manussā taṁ bhikkhuṁ passitvā evamāhaṁsu—“kvāyaṁ abalabalo viya mandamando viya bhākuṭikabhākuṭiko viya? Ko imassa upagatassa piṇḍakaṁ dassati? Amhākaṁ pana ayyā assajipunabbasukā saṇhā sakhilā sukhasambhāsā mihitapubbaṅgamā ehisvāgatavādino abbhākuṭikā uttānamukhā pubbabhāsino. Tesaṁ kho nāma piṇḍo dātabbo”ti.
ss13:1.3.5 #
อทฺทสา โข อญฺญตโร อุปาสโก ตํ ภิกฺขุํ กิฏาคิริสฺมึ ปิณฺฑาย จรนฺตํ✎ ร่าง
Addasā kho aññataro upāsako taṁ bhikkhuṁ kīṭāgirismiṁ piṇḍāya carantaṁ.
อ้างอิงสยามรัฐ 1.418 · ฉัฏฐสังคายนา 87.283 · พุทธชยันตี 1.470
ss13:1.3.6 #
ทิสฺวาน เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ อภิวาเทตฺวา เอตทโวจ อปิ ภนฺเต ปิณฺโฑ ลพฺภตีติ ฯ✎ ร่าง
Disvāna yena so bhikkhu tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā taṁ bhikkhuṁ abhivādetvā etadavoca—“api, bhante, piṇḍo labbhatī”ti?
ss13:1.3.7 #
น โข อาวุโส ปิณฺโฑ ลพฺภตีติ ฯ✎ ร่าง
“Na kho, āvuso, piṇḍo labbhatī”ti.
ss13:1.3.8 #
เอหิ ภนฺเต ฆรํ คมิสฺสามาติ ฯ✎ ร่าง
“Ehi, bhante, gharaṁ gamissāmā”ti.
ss13:1.4.1 #
อถโข โส อุปาสโก ตํ ภิกฺขุํ ฆรํ เนตฺวา โภเชตฺวา เอตทโวจ✎ ร่าง
Atha kho so upāsako taṁ bhikkhuṁ gharaṁ netvā bhojetvā etadavoca—
ss13:1.4.2 #
กหํ ภนฺเต อยฺโย คมิสฺสตีติ ฯ✎ ร่าง
“kahaṁ, bhante, ayyo gamissatī”ti?
ss13:1.4.3 #
สาวตฺถึ โข อหํ อาวุโส คมิสฺสามิ ภควนฺตํ ทสฺสนายาติ ฯ✎ ร่าง
“Sāvatthiṁ kho ahaṁ, āvuso, gamissāmi bhagavantaṁ dassanāyā”ti.
ss13:1.4.4 #
เตนหิ ภนฺเต มม วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺท เอวญฺจ วเทหิ✎ ร่าง
“Tena hi, bhante, mama vacanena bhagavato pāde sirasā vanda, evañca vadehi—
ss13:1.4.5 #
ทุฏฺโฐ ภนฺเต กิฏาคิริสฺมึ อาวาโส✎ ร่าง
‘duṭṭho, bhante, kīṭāgirismiṁ āvāso.
ss13:1.4.6 #
อสฺสชิปุนพฺพสุกา นาม กิฏาคิริสฺมึ อาวาสิกา อลชฺชิโน ปาปภิกฺขู✎ ร่าง
Assajipunabbasukā nāma kīṭāgirismiṁ āvāsikā alajjino pāpabhikkhū.
ss13:1.4.7 #
เต เอวรูปํ อนาจารํ อาจรนฺติ✎ ร่าง
Te evarūpaṁ anācāraṁ ācaranti—
ss13:1.4.8 #
มาลาวจฺฉํ โรเปนฺติปิ โรปาเปนฺติปิ สิญฺจนฺติปิ สิญฺจาเปนฺติปิ โอจินนฺติปิ โอจินาเปนฺติปิ คนฺเถนฺติปิ คนฺถาเปนฺติปิ เอกโตวณฺฏิกมาลํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ อุภโตวณฺฏิกมาลํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ ฯเปฯ วิวิธมฺปิ อนาจารํ อาจรนฺติ✎ ร่าง
mālāvacchaṁ ropentipi ropāpentipi, siñcantipi siñcāpentipi …pe… vividhampi anācāraṁ ācaranti.
ss13:1.4.9 #
เยปิ เต ภนฺเต มนุสฺสา ปุพฺเพ สทฺธา อเหสุํ ปสนฺนา เตปิ เอตรหิ อสฺสทฺธา อปฺปสนฺนา✎ ร่าง
Yepi te, bhante, manussā pubbe saddhā ahesuṁ pasannā tepi etarahi assaddhā appasannā.
ss13:1.4.10 #
ยานิปิ ตานิ สงฺฆสฺส ปุพฺเพ ทานปถานิ ตานิปิ เอตรหิ อุปจฺฉินฺนานิ✎ ร่าง
Yānipi tāni saṅghassa pubbe dānapathāni tānipi etarahi upacchinnāni.
ss13:1.4.11 #
ริญฺจนฺติ เปสลา ภิกฺขู นิวสนฺติ ปาปภิกฺขู✎ ร่าง
Riñcanti pesalā bhikkhū, nivasanti pāpabhikkhū.
ss13:1.4.12 #
สาธุ ภนฺเต ภควา กิฏาคิรึ ภิกฺขู ปหิเณยฺย ยถายํ กิฏาคิริสฺมึ อาวาโส สณฺฐเหยฺยาติ ฯ✎ ร่าง
Sādhu, bhante, bhagavā kīṭāgiriṁ bhikkhū pahiṇeyya yathāyaṁ kīṭāgirismiṁ āvāso saṇṭhaheyyā’”ti.
ss13:1.5.1 #
เอวมาวุโสติ โข โส ภิกฺขุ ตสฺส อุปาสกสฺส ปฏิสฺสุตฺวา ๑- เยน สาวตฺถี เตน ปกฺกามิ✎ ร่าง
“Evamāvuso”ti kho so bhikkhu tassa upāsakassa paṭissutvā yena sāvatthi tena pakkāmi.
อ้างอิงPTS 3.182 · สยามรัฐ 1.419
ss13:1.5.2 #
อนุปุพฺเพน เยน สาวตฺถี เชตวนํ อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราโม เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ✎ ร่าง
Anupubbena yena sāvatthi jetavanaṁ anāthapiṇḍikassa ārāmo yena bhagavā tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā bhagavantaṁ abhivādetvā ekamantaṁ nisīdi.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๑ — วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ๑ (ปาราชิก–นิสสัคคิยปาจิตตีย์)
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน