เนื้อความทั้งข้อ
[๖๓๒] ก็โดยสมัยนั้นแล นางวิสาขา มิคารมาตา เป็นสตรีมีบุตรมาก มีนัดดามาก
มีบุตรไม่มีโรค มีนัดดาไม่มีโรค ซึ่งโลกสมมติว่าเป็นมิ่งมงคล พวกชาวบ้านเชิญนางไปให้
รับประทานอาหารก่อนในงานบำเพ็ญกุศล งานมงคล งานมหรสพ ครั้งนั้น นางวิสาขา
มิคารมาตา ได้ถูกเชิญไปสู่สกุลนั้น นางได้เห็นพระอุทายี นั่งในที่ลับคือในอาสนะกำบัง ซึ่ง
พอจะทำการได้กับหญิงสาวนั้น หนึ่งต่อหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอุทายีว่า ข้าแต่
พระคุณเจ้า การที่พระคุณเจ้าสำเร็จการนั่งในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับ
มาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่งเช่นนี้ ไม่เหมาะ ไม่ควร แม้พระคุณเจ้าจะไม่ต้องการด้วยธรรมนั้น
ก็จริง ถึงอย่างนั้น พวกชาวบ้านผู้ที่ไม่เลื่อมใส จะบอกให้เชื่อได้โดยยาก
ท่านพระอุทายี แม้ถูกนางวิสาขา มิคารมาตา ว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ก็มิได้เชื่อฟัง
เมื่อนางวิสาขา มิคารมาตา กลับไปแล้ว ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย
บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา
ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้สำเร็จการนั่งในที่ลับ คือ
ในอาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่งเล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้น
แด่พระผู้มีพระภาค
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน
เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า ดูกรอุทายี ข่าวว่า เธอสำเร็จการนั่ง
ในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่ง จริงหรือ?
ท่านพระอุทายีทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้น ไม่เหมาะ
ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูกรโมฆบุรุษ ไฉน เธอจึงได้
สำเร็จการนั่งในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่งเล่า
การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความ
เลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทำของเธอนั้น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใส
ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว
ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระอุทายีโดยอเนกปริยาย ดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่ง
ความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ
ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย
ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม
การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยายแล้วทรงกระทำธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสม
แก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ
ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อ
ข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิด
ในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่
เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อถือตามพระวินัย ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
๑๘. ๑. อนึ่ง ภิกษุใดรูปเดียว สำเร็จการนั่งในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง
พอจะทำการได้กับมาตุคามผู้เดียว อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้ เห็นภิกษุกับมาตุคาม
นั้นนั่นแล้ว พูดขึ้นด้วยธรรม ๓ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วยปาราชิกก็ดี ด้วย
สังฆาทิเสสก็ดี ด้วยปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุปฏิญาณซึ่งการนั่ง พึงถูกปรับด้วยธรรม
๓ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ด้วยปาราชิกบ้าง ด้วยสังฆาทิเสสบ้าง ด้วยปาจิตตีย์
บ้าง อีกอย่างหนึ่ง อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้น กล่าวด้วยธรรมใด ภิกษุนั้นพึงถูกปรับ
ด้วยธรรมนั้น ธรรมนี้ชื่อ อนิยต.
อุทฺทิฏฺฐา โข อายสฺมนฺโต เตรส สงฺฆาทิเสสา ธมฺมา
นว ปฐมาปตฺติกา จตฺตาโร ยาวตติยกา✎ ร่าง
“Uddiṭṭhā kho, āyasmanto, terasa saṅghādisesā dhammā, nava paṭhamāpattikā, cattāro yāvatatiyakā.
อ้างอิงสยามรัฐ 1.430
เยสํ ภิกฺขุ อญฺญตรํ วา
อญฺญตรํ วา อาปชฺชิตฺวา ยาวติหํ ชานํ ปฏิจฺฉาเทติ ตาวติหํ เตน
@เชิงอรรถ: ๑-๒ อิทํ ปาฐทฺวยํ ยุ. ม. โปตฺถเกสุ น ทิสฺสติ ฯ
ภิกฺขุนา อกามา ปริวตฺถพฺพํ ฯ✎ ร่าง
Yesaṁ bhikkhu aññataraṁ vā aññataraṁ vā āpajjitvā yāvatīhaṁ jānaṁ paṭicchādeti tāvatīhaṁ tena bhikkhunā akāmā parivattabbaṁ.
ปริวุตฺถปริวาเสน ภิกฺขุนา อุตฺตรึ
ฉารตฺตํ ภิกฺขุมานตฺตาย ปฏิปชฺชิตพฺพํ ฯ✎ ร่าง
Parivutthaparivāsena bhikkhunā uttari chārattaṁ bhikkhumānattāya paṭipajjitabbaṁ.
จิณฺณมานตฺโต ภิกฺขุ
ยตฺถ สิยา วีสติคโณ ภิกฺขุสงฺโฆ ตตฺถ โส ภิกฺขุ อพฺเภตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
Ciṇṇamānatto bhikkhu yattha siyā vīsatigaṇo bhikkhusaṅgho tattha so bhikkhu abbhetabbo.
เอเกนปิ เจ อูโน วีสติคโณ ภิกฺขุสงฺโฆ ตํ ภิกฺขุํ อพฺเภยฺย
โส จ ภิกฺขุ อนพฺภิโต เต จ ภิกฺขู คารยฺหา ฯ อยํ ตตฺถ
สามีจิ ฯ✎ ร่าง
Ekenapi ce ūno vīsatigaṇo bhikkhusaṅgho taṁ bhikkhuṁ abbheyya, so ca bhikkhu anabbhito, te ca bhikkhū gārayhā, ayaṁ tattha sāmīci.
ตตฺถายสฺมนฺเต ปุจฺฉามิ กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา✎ ร่าง
Tatthāyasmante pucchāmi—‘kaccittha parisuddhā’?
ทุติยมฺปิ
ปุจฺฉามิ กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา✎ ร่าง
Dutiyampi pucchāmi—‘kaccittha parisuddhā’?
ตติยมฺปิ ปุจฺฉามิ กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา✎ ร่าง
Tatiyampi pucchāmi—‘kaccittha parisuddhā’?
ปริสุทฺเธตฺถายสฺมนฺโต ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ✎ ร่าง
Parisuddhetthāyasmanto. Tasmā tuṇhī, evametaṁ dhārayāmī”ti.
เตรสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ✎ ร่าง
Terasakaṁ niṭṭhitaṁ.
ตสฺสุทฺทานํ✎ ร่าง
Tassuddānaṁ
วิสฏฺฐิ กายสํสคฺโค✎ ร่าง
Vissaṭṭhi kāyasaṁsaggaṁ,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 87.291
ทุฏฺฐุลฺลํ ๒- อตฺตกามญฺจ✎ ร่าง
duṭṭhullaṁ attakāmañca;
สญฺจริตฺตํ กุฏี เจว✎ ร่าง
Sañcarittaṁ kuṭī ceva,
วิหาโร จ อมูลกํ✎ ร่าง
vihāro ca amūlakaṁ.
กิญฺจิ เลสญฺจ ๓- เภโท จ✎ ร่าง
Kiñcilesañca bhedo ca,
ตสฺเสว อนุวตฺตกา✎ ร่าง
tasseva anuvattakā;
ทุพฺพจํ กุลทูสญฺจ✎ ร่าง
Dubbacaṁ kuladūsañca,
สงฺฆาทิเสสา เตรสาติ ๔- ฯ✎ ร่าง
saṅghādisesā terasāti.
—
Saṅghādisesakaṇḍaṁ niṭṭhitaṁ.
อนิยตกณฺฑํ✎ ร่าง
Aniyatakaṇḍa
—
1. Paṭhamaaniyatasikkhāpada
อิเม โข ปนายสฺมนฺโต เทฺว อนิยตา ธมฺมา อุทฺเทสํ อาคจฺฉนฺติ ฯ
ปฐมานิยโต✎ ร่าง
Ime kho panāyasmanto dve aniyatā dhammā uddesaṁ āgacchanti.
อ้างอิงPTS 3.187 · สยามรัฐ 1.431 · ฉัฏฐสังคายนา 87.292 · พุทธชยันตี 1.484