เนื้อความทั้งข้อ
[๖๓๓] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติ
อย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด
เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด
บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ
อรรถว่าประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า
ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ
ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า
เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระเสขะ
ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียง
กันอุปสมบทให้ ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์
พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมอันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรง
ประสงค์ในอรรถนี้
ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่ หญิงมนุษย์ ไม่ใช่หญิงยักษ์ ไม่ใช่หญิงเปรต ไม่ใช่สัตว์
ดิรัจฉานตัวเมีย โดยที่สุด แม้เด็กหญิงที่เกิดในวันนั้น ไม่ต้องพูดถึงสตรีผู้ใหญ่
บทว่า กับ คือ ร่วมกัน
คำว่า รูปเดียว ... ผู้เดียว ได้แก่ภิกษุ ๑ มาตุคาม ๑
ที่ชื่อว่า ในที่ลับ ได้แก่ ที่ลับตา ๑ ที่ลับหู ๑
ที่ลับตา ได้แก่ที่ซึ่งเมื่อภิกษุหรือมาตุคามขยิบตา ยักคิ้ว หรือชูศีรษะ ไม่มีใครสามารถ
จะแลเห็นได้
ที่ลับหู ได้แก่ ที่ซึ่งไม่มีใครสามารถจะได้ยินถ้อยคำที่พูดตามปกติได้
อาสนะที่ชื่อว่า กำบัง คือเป็นอาสนะที่เขากำบังด้วยฝา บานประตู เสื่อลำแพน
ม่านบัง ต้นไม้ เสา หรือฉาง อย่างใดอย่างหนึ่ง
บทว่า พอจะทำการได้ คือ อาจเพื่อจะเสพเมถุนธรรมได้
คำว่า สำเร็จการนั่ง หมายความว่า เมื่อมาตุคามนั่งแล้ว ภิกษุนั่งใกล้หรือนอนใกล้
ก็ดี เมื่อภิกษุนั่งแล้ว มาตุคามนั่งใกล้ หรือนอนใกล้ก็ดี นั่งทั้งสองคน หรือนอนทั้งสองคน
ก็ดี
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน
อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ✎ ร่าง
Tena samayena buddho bhagavā sāvatthiyaṁ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme.
เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุทายิ
สาวตฺถิยํ กุลุปโก โหติ พหุกานิ กุลานิ อุปสงฺกมติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena āyasmā udāyī sāvatthiyaṁ kulūpako hoti, bahukāni kulāni upasaṅkamati.
เตน โข
ปน สมเยน อายสฺมโต อุทายิสฺส อุปฏฺฐากกุลสฺส กุมาริกา
อญฺญตรสฺส กุลสฺส กุมารกสฺส ทินฺนา โหติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena āyasmato udāyissa upaṭṭhākakulassa kumārikā aññatarassa kulassa kumārakassa dinnā hoti.
อถโข อายสฺมา
อุทายิ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน ตํ กุลํ
เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มนุสฺเส ปุจฺฉิ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā udāyī pubbaṇhasamayaṁ nivāsetvā pattacīvaramādāya yena taṁ kulaṁ tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā manusse pucchi—
กหํ อิตฺถนฺนามาติ ฯ✎ ร่าง
“kahaṁ itthannāmā”ti?
เต
เอวมาหํสุ✎ ร่าง
Te evamāhaṁsu—
—
Saddhinti
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 87.294
ทินฺนา ภนฺเต อมุกสฺส กุลสฺส กุมารกสฺสาติ ฯ✎ ร่าง
“dinnā, bhante, amukassa kulassa kumārakassā”ti.
ตมฺปิ โข
กุลํ อายสฺมโต อุทายิสฺส อุปฏฺฐากํ โหติ ฯ✎ ร่าง
Tampi kho kulaṁ āyasmato udāyissa upaṭṭhākaṁ hoti.
อถโข อายสฺมา อุทายิ
เยน ตํ กุลํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มนุสฺเส ปุจฺฉิ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā udāyī yena taṁ kulaṁ tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā manusse pucchi—
กหํ
อิตฺถนฺนามาติ ฯ✎ ร่าง
“kahaṁ itthannāmā”ti?
เอสยฺย โอวรเก นิสินฺนาติ ฯ✎ ร่าง
“esāyya, ovarake nisinnā”ti.
อถโข อายสฺมา
อุทายิ เยน สา กุมาริกา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตสฺสา
กุมาริกาย สทฺธึ เอโก เอกาย รโห ปฏิจฺฉนฺเน อาสเน อลงฺกมฺมนิเย
นิสชฺชํ กปฺเปสิ กาลยุตฺตํ สมุลฺลปนฺโต กาลยุตฺตํ ธมฺมํ ภณนฺโต ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā udāyī yena sā kumārikā tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā tassā kumārikāya saddhiṁ eko ekāya raho paṭicchanne āsane alaṅkammaniye nisajjaṁ kappesi kālayuttaṁ samullapanto kālayuttaṁ dhammaṁ bhaṇanto.