เนื้อความทั้งข้อ
[๑๓๒] ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่
พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-
ท่านเจ้าข้า บาตรใบนี้ ข้าพเจ้ามีบาตรมีแผลหย่อนห้า ให้จ่ายมาแล้วเป็น
ของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละบาตรใบนี้แก่สงฆ์.
ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ. ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ. สงฆ์พึงสมมติ
ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ให้เป็นผู้เปลี่ยนบาตร.
องค์ ๕ นั้น คือ ๑ ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ, ๒ ไม่ถึงความลำเอียง
เพราะเกลียดชัง, ๓ ไม่ถึงความลำเอียงเพราะงมงาย, ๔ ไม่ถึงความลำเอียงเพราะกลัว; และ ๕
รู้จักว่าทำอย่างไร เป็นอันเปลี่ยนหรือไม่เป็นอันเปลี่ยน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงสมมติภิกษุผู้เปลี่ยนบาตรนั้น อย่างนี้:-
พึงขอภิกษุให้รับตกลงก่อน ครั้นแล้ว ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์
ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึง
สมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้เปลี่ยนบาตร, นี้เป็นญัตติ.
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้เปลี่ยนบาตร.
การสมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้เปลี่ยนบาตร ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง
ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด, ท่านผู้นั้นพึงพูด.
ภิกษุมีชื่อนี้สงฆ์สมมติให้เป็นผู้เปลี่ยนบาตรแล้ว, ชอบแก่สงฆ์. เหตุนั้นจึงนิ่ง
ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.
ภิกษุผู้รับสมมติแล้วนั้น พึงให้เปลี่ยนบาตร พึงกราบเรียนพระเถระว่า ท่านเจ้าข้า ขอ-
*พระเถระจงเปลี่ยนบาตร. ถ้าพระเถระเปลี่ยน, พึงถวายบาตรพระเถระให้พระทุติยเถระเปลี่ยน
อันภิกษุจะไม่เปลี่ยน เพราะความสงสารภิกษุนั้นไม่ได้. ภิกษุใดไม่ยอมเปลี่ยน, ต้องอาบัติทุกกฏ.
ไม่พึงให้ภิกษุผู้ไม่มีบาตรเปลี่ยน, พึงให้เปลี่ยนเลื่อนลงมาโดยอุบายนี้แลตลอดถึงพระสังฆนวกะ.
ก็แลบาตรใดเป็นใบสุดท้ายแห่งภิกษุบริษัทนั้น, พึงมอบบาตรนั้น แก่ภิกษุผู้ต้องอาบัตินิสสัคคิย-
*ปาจิตตีย์นั้นด้วยสั่งกำชับว่า ดูกรภิกษุ นี้บาตรของเธอ, พึงใช้ไปกว่าจะแตก ดังนี้; ภิกษุนั้น
อย่าเก็บบาตรใบนั้นไว้ในที่อันไม่ควร, อย่าใช้โดยอาการอันไม่ควร, อย่าทอดธุระว่าบาตรใบนี้จะ
เป็นอย่างไรก็ตาม คือ จะหายก็ช่าง จะฉิบหายก็ช่าง จะแตกก็ช่าง, ถ้าเก็บไว้ในที่ๆ ไม่ควรก็ดี,
ใช้อย่างที่เขาไม่ใช้กันก็ดี, ปล่อยทิ้งเสียก็ดี, ต้องอาบัติทุกกฏ.
บทว่า นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น คือ นี้เป็นความถูกยิ่งในเรื่องนั้น.
เตน ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ
กริตฺวา วุฑฺฒานํ ภิกฺขูนํ ปาเท วนฺทิตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา
อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เอวมสฺส วจนีโย✎ ร่าง
Tena bhikkhunā saṅghaṁ upasaṅkamitvā ekaṁsaṁ uttarāsaṅgaṁ karitvā vuḍḍhānaṁ bhikkhūnaṁ pāde vanditvā ukkuṭikaṁ nisīditvā añjaliṁ paggahetvā evamassa vacanīyo—
อยํ เม ภนฺเต ปตฺโต
อูนปญฺจพนฺธเนน ปตฺเตน เจตาปิโต นิสฺสคฺคิโย✎ ร่าง
“ayaṁ me, bhante, patto ūnapañcabandhanena pattena cetāpito nissaggiyo.
อิมาหํ สงฺฆสฺส
นิสฺสชฺชามีติ ฯ✎ ร่าง
Imāhaṁ saṅghassa nissajjāmī”ti.
นิสฺสชฺชิตฺวา อาปตฺติ เทเสตพฺพา ฯ✎ ร่าง
Nissajjitvā āpatti desetabbā.
พฺยตฺเตน
ภิกฺขุนา ปฏิพเลน อาปตฺติ ปฏิคฺคเหตพฺพา ฯ✎ ร่าง
Byattena bhikkhunā paṭibalena āpatti paṭiggahetabbā.
ปญฺจหงฺเคหิ
สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ปตฺตคาหาปโก สมฺมนฺนิตพฺโพ✎ ร่าง
Pañcahaṅgehi samannāgato bhikkhu pattaggāhāpako sammannitabbo—
โย น ฉนฺทาคตึ
คจฺเฉยฺย น โทสาคตึ คจฺเฉยฺย น โมหาคตึ คจฺเฉยฺย น ภยาคตึ
คจฺเฉยฺย คหิตาคหิตญฺจ ชาเนยฺย ฯ✎ ร่าง
yo na chandāgatiṁ gaccheyya, na dosāgatiṁ gaccheyya, na mohāgatiṁ gaccheyya, na bhayāgatiṁ gaccheyya, gāhitāgāhitañca jāneyya.
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว
สมฺมนฺนิตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
“Evañca pana, bhikkhave, sammannitabbo.
ปฐมํ ภิกฺขุ ยาจิตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
Paṭhamaṁ bhikkhu yācitabbo.
ยาจิตฺวา พฺยตฺเตน
ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ✎ ร่าง
Yācitvā byattena bhikkhunā paṭibalena saṅgho ñāpetabbo—
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ✎ ร่าง
‘Suṇātu me, bhante, saṅgho.
ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ
อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ ปตฺตคาหาปกํ สมฺมนฺเนยฺย ฯ✎ ร่าง
Yadi saṅghassa pattakallaṁ, saṅgho itthannāmaṁ bhikkhuṁ pattaggāhāpakaṁ sammanneyya.
เอสา ญตฺติ ฯ✎ ร่าง
Esā ñatti.
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ✎ ร่าง
Suṇātu me, bhante, saṅgho.
สงฺโฆ อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ
ปตฺตคาหาปกํ สมฺมนฺนติ ฯ✎ ร่าง
Saṅgho itthannāmaṁ bhikkhuṁ pattaggāhāpakaṁ sammannati.
ยสฺสายสฺมโต ขมติ อิตฺถนฺนามสฺส
ภิกฺขุโน ปตฺตคาหาปกสฺส สมฺมติ โส ตุณฺหสฺส✎ ร่าง
Yassāyasmato khamati itthannāmassa bhikkhuno pattaggāhāpakassa sammuti, so tuṇhassa;
ยสฺส นกฺขมติ โส
ภาเสยฺย ฯ✎ ร่าง
yassa nakkhamati, so bhāseyya.
สมฺมโต สงฺเฆน อิตฺถนฺนาโม ภิกฺขุ
ปตฺตคาหาปโก ฯ✎ ร่าง
Sammato saṅghena itthannāmo bhikkhu pattaggāhāpako.
ขมติ สงฺฆสฺส ฯ ตสฺมา ตุณฺหี✎ ร่าง
Khamati saṅghassa, tasmā tuṇhī,
เอวเมตํ
ธารยามีติ ฯ✎ ร่าง
evametaṁ dhārayāmī’”ti.
เตน สมฺมเตน ภิกฺขุนา ปตฺโต คาเหตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
Tena sammatena bhikkhunā patto gāhetabbo.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.112 · พุทธชยันตี 1.602
เถโร
วตฺตพฺโพ✎ ร่าง
Thero vattabbo—
คณฺหาตุ ภนฺเต เถโร ปตฺตนฺติ ฯ✎ ร่าง
“gaṇhātu, bhante, thero pattan”ti.
สเจ เถโร คณฺหาติ
เถรสฺส ปตฺโต ทุติยสฺส คาเหตพฺโพ✎ ร่าง
Sace thero gaṇhāti, therassa patto dutiyassa gāhetabbo.
น จ ตสฺส อนุทฺทยตาย
น คเหตพฺโพ โย น คเณฺหยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
Na ca tassa anuddayatāya na gahetabbo. Yo na gaṇheyya, āpatti dukkaṭassa.
อปตฺตกสฺส
น คาเหตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
Apattakassa na gāhetabbo.
เอเตเนว อุปาเยน ยาว สงฺฆนวกา คาเหตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
Eteneva upāyena yāva saṅghanavakā gāhetabbo.
โย จ ตสฺสา ภิกฺขุปริสาย ปตฺตปริยนฺโต โส จ ตสฺส ภิกฺขุโน
ปทาตพฺโพ อยนฺเต ภิกฺขุ ปตฺโต ยาว เภทนาย ธาเรตพฺโพติ ฯ✎ ร่าง
Yo ca tassā bhikkhuparisāya pattapariyanto, so tassa bhikkhuno padātabbo— “ayaṁ te, bhikkhu, patto yāva bhedanāya dhāretabbo”ti.
เตน ภิกฺขุนา โส ปตฺโต น อเทเส นิกฺขิปิตพฺโพ น
อโภเคน ปริภุญฺชิตพฺโพ น วิสฺสชฺเชตพฺโพ กถายํ ปตฺโต นสฺเสยฺย
วา วินสฺเสยฺย วา ภิชฺเชยฺย วาติ✎ ร่าง
Tena bhikkhunā so patto na adese nikkhipitabbo, na abhogena bhuñjitabbo, na vissajjetabbo— “kathāyaṁ patto nasseyya vā vinasseyya vā bhijjeyya vā”ti?
สเจ อเทเส วา นิกฺขิปติ อโภเคน
วา ปริภุญฺชติ วิสฺสชฺเชติ วา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
Sace adese vā nikkhipati abhogena vā bhuñjati vissajjeti vā, āpatti dukkaṭassa.
อยํ ตตฺถ สามีจีติ✎ ร่าง
Ayaṁ tattha sāmīcīti
อยํ ตตฺถ อนุธมฺมตา ฯ✎ ร่าง
ayaṁ tattha anudhammatā.