เนื้อความทั้งข้อ
[๒๙๐] กาลต่อมา พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่เมืองอาฬวี ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว
เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่พระนครโกสัมพี เสด็จจาริกโดยลำดับ, ถึงพระนครโกสัมพีแล้ว
ข่าวว่า พระองค์ประทับอยู่พทริการาม เขตพระนครโกสัมพีนั้น.
ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวคำนี้กะท่านสามเณรราหุลว่า อาวุโสราหุล พระผู้มีพระภาคทรง-
*บัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ภิกษุไม่พึงสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบัน อาวุโสราหุล ท่านจงรู้
สถานที่ควรนอน.
วันนั้น ท่านสามเณรราหุลหาที่นอนไม่ได้ จึงสำเร็จการนอนในวัจจกุฎี.
ครั้นปัจจุสสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคทรงตื่นบรรทมแล้ว ได้เสด็จไปวัจจกุฎี, ครั้นถึง
จึงทรงพระกาสะ แม้ท่านราหุลก็กระแอมรับ.
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ใครอยู่ในวัจจกุฎีนี้
ท่านสามเณรราหุลทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าราหุล พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรราหุล เหตุไรเธอจึงนอน ณ ที่นี้
จึงท่านสามเณรราหุล กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ
เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สำเร็จการนอน
ร่วมกับอนุปสัมบันได้ ๒-๓ คืน ... ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
๕๔. ๕. ข. อนึ่ง ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบัน ยิ่งกว่า ๒-๓ คืน,
เป็นปาจิตตีย์.
อถโข ภควา อาฬวิยํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน โกสมฺพี
เตน จาริกํ ปกฺกามิ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā āḷaviyaṁ yathābhirantaṁ viharitvā yena kosambī tena cārikaṁ pakkāmi.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.195
อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน โกสมฺพี ตทวสริ ฯ
ตตฺร สุทํ ภควา โกสมฺพิยํ วิหรติ พทริการาเม ฯ✎ ร่าง
Anupubbena cārikaṁ caramāno yena kosambī tadavasari. Tatra sudaṁ bhagavā kosambiyaṁ viharati badarikārāme.
ภิกฺขู อายสฺมนฺตํ
ราหุลํ เอตทโวจุํ✎ ร่าง
Bhikkhū āyasmantaṁ rāhulaṁ etadavocuṁ—
ภควตา อาวุโส ราหุล สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ น
อนุปสมฺปนฺเนน สห เสยฺยา กปฺเปตพฺพาติ✎ ร่าง
“bhagavatā, āvuso rāhula, sikkhāpadaṁ paññattaṁ—‘na anupasampannena sahaseyyā kappetabbā’ti.
เสยฺยํ อาวุโส ราหุล
ชานาหีติ ฯ✎ ร่าง
Seyyaṁ, āvuso rāhula, jānāhī”ti.
อถโข อายสฺมา ราหุโล เสยฺยํ อลภมาโน วจฺจกุฏิยา
เสยฺยํ กปฺเปสิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā rāhulo seyyaṁ alabhamāno vaccakuṭiyā seyyaṁ kappesi.
อถโข ภควา รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย เยน
วจฺจกุฏี เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อุกฺกาสิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā rattiyā paccūsasamayaṁ paccuṭṭhāya yena vaccakuṭi tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā ukkāsi.
อายสฺมาปิ ราหุโล
อุกฺกาสิ ฯ✎ ร่าง
Āyasmāpi rāhulo ukkāsi.
โก เอตฺถาติ ฯ✎ ร่าง
“Ko etthā”ti?
อหํ ภควา ราหุโลติ ฯ✎ ร่าง
“Ahaṁ, bhagavā, rāhulo”ti.
กิสฺส ตฺวํ ราหุล อิธ
นิปนฺโนสีติ ๑- ฯ✎ ร่าง
“Kissa tvaṁ, rāhula, idha nisinnosī”ti?
อถโข อายสฺมา ราหุโล ภควโต เอตมตฺถํ
อาโรเจสิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā rāhulo bhagavato etamatthaṁ ārocesi.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 88.28 · พุทธชยันตี 2.1.58
อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ
กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā etasmiṁ nidāne etasmiṁ pakaraṇe dhammiṁ kathaṁ katvā bhikkhū āmantesi—
อนุชานามิ ภิกฺขเว อนุปสมฺปนฺเนน
ทฺวิรตฺตติรตฺตํ สห เสยฺยํ กปฺเปตุํ ฯ✎ ร่าง
“anujānāmi, bhikkhave, anupasampannena dirattatirattaṁ sahaseyyaṁ kappetuṁ.
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ
สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ✎ ร่าง
Evañca pana, bhikkhave, imaṁ sikkhāpadaṁ uddiseyyātha—
โย ปน ภิกฺขุ อนุปสมฺปนฺเนน อุตฺตริทฺวิรตฺตติรตฺตํ
สห เสยฺยํ กปฺเปยฺย ปาจิตฺติยนฺติ ฯ✎ ร่าง
“Yo pana bhikkhu anupasampannena uttaridirattatirattaṁ sahaseyyaṁ kappeyya, pācittiyan”ti.