เนื้อความทั้งข้อ
[๒๙๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกอุบาสิกาพบภิกษุทั้งหลาย แล้วได้กล่าวนิมนต์ว่า ข้าแต่
พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาพระคุณเจ้าแสดงธรรม.
ภิกษุเหล่านั้นตอบปฏิเสธว่า ดูกรน้องหญิง การแสดงธรรมแก่มาตุคามไม่ควร.
พวกอุบาสิกาอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาแสดงธรรมเพียง
๕-๖ คำ พวกข้าพเจ้าก็สามารถจะรู้ทั่วถึงธรรม แม้ด้วยถ้อยคำเพียงเท่านี้.
ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ดูกรน้องหญิง การแสดงธรรมแก่มาตุคามไม่ควรดังนี้แล้ว
รังเกียจ ไม่แสดงธรรม.
พวกอุบาสิกาต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลาย อันเรา
อาราธนาอยู่ จึงไม่แสดงธรรมเล่า.
ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสิกาพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเนื้อ
ความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ
แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้แสดงธรรมแก่
มาตุคามได้เพียง ๕-๖ คำ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้
ว่าดังนี้:-
๕๖. ๗. ข. อนึ่ง ภิกษุใดแสดงธรรมแก่มาตุคาม ยิ่งกว่า ๕-๖ คำ เป็น
ปาจิตตีย์.
ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการ
ฉะนี้.
เตน โข ปน สมเยน อุปาสิกา ภิกฺขู ปสฺสิตฺวา เอตทโวจุํ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena upāsikā bhikkhū passitvā etadavocuṁ—
อิงฺฆ อยฺยา ธมฺมํ เทเสถาติ ฯ✎ ร่าง
“iṅghāyyā, dhammaṁ desethā”ti.
น ภคินิ กปฺปติ มาตุคามสฺส ธมฺมํ
เทเสตุนฺติ ฯ✎ ร่าง
“Na, bhaginī, kappati mātugāmassa dhammaṁ desetun”ti.
อิงฺฆ อยฺยา ฉปฺปญฺจวาจาหิ ธมฺมํ เทเสถ สกฺกา
เอตฺตเกนปิ ธมฺโม อญฺญาตุนฺติ ฯ✎ ร่าง
“Iṅghāyyā, chappañcavācāhi dhammaṁ desetha, sakkā ettakenapi dhammo aññātun”ti.
น ภคินิ กปฺปติ มาตุคามสฺส
ธมฺมํ เทเสตุนฺติ✎ ร่าง
“Na, bhaginī, kappati mātugāmassa dhammaṁ desetun”ti.
กุกฺกุจฺจายนฺตา น เทเสสุํ ฯ✎ ร่าง
Kukkuccāyantā na desesuṁ.
อุปาสิกา
อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Upāsikā ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
กถํ หิ นาม อยฺยา อเมฺหหิ
ยาจิยมานา ธมฺมํ น เทเสสฺสนฺตีติ ฯ✎ ร่าง
“kathañhi nāma, ayyā, amhehi yācīyamānā dhammaṁ na desessantī”ti.
อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู ตาสํ
@เชิงอรรถ: ๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
อุปาสิกานํ อุชฺฌายนฺตีนํ ขียนฺตีนํ วิปาเจนฺตีนํ ฯ✎ ร่าง
Assosuṁ kho bhikkhū tāsaṁ upāsikānaṁ ujjhāyantīnaṁ khiyyantīnaṁ vipācentīnaṁ.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.205
อถโข เต ภิกฺขู
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Atha kho te bhikkhū bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ
ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā etasmiṁ nidāne etasmiṁ pakaraṇe dhammiṁ kathaṁ katvā bhikkhū āmantesi—
อนุชานามิ ภิกฺขเว
มาตุคามสฺส ฉปฺปญฺจวาจาหิ ธมฺมํ เทเสตุํ✎ ร่าง
“anujānāmi, bhikkhave, mātugāmassa chappañcavācāhi dhammaṁ desetuṁ.
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ
สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ✎ ร่าง
Evañca pana, bhikkhave, imaṁ sikkhāpadaṁ uddiseyyātha—
โย ปน ภิกฺขุ มาตุคามสฺส อุตฺตริฉปฺปญฺจวาจาหิ
ธมฺมํ เทเสยฺย ปาจิตฺติยนฺติ ฯ✎ ร่าง
“Yo pana bhikkhū mātugāmassa uttarichappañcavācāhi dhammaṁ deseyya, pācittiyan”ti.
เอวญฺจิทํ ภควตา ภิกฺขูนํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ โหติ ฯ✎ ร่าง
Evañcidaṁ bhagavatā bhikkhūnaṁ sikkhāpadaṁ paññattaṁ hoti.
อ้างอิงPTS 4.22