เนื้อความทั้งข้อ
[๕๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปเดินทางจากเมืองสาเกตสู่พระนครสาวัตถี. พวก
โจรในระหว่างทางได้ออกแย่งชิงจีวรภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นรังเกียจอยู่ว่า การขอจีวรต่อพ่อ
เจ้าเรือน หรือแม่เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้แล้ว จึงไม่กล้าขอ พากัน
เปลือยกายเดินไปถึงพระนครสาวัตถี แล้วกราบไหว้ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายพูดกันอย่างนี้ว่า
ท่านทั้งหลาย พวกอาชีวกเหล่านี้ที่กราบไหว้ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ เป็นคนดีจริงๆ
ภิกษุผู้เปลือยกายเหล่านั้นตอบว่า พวกกระผมไม่ใช่อาชีวก ขอรับ พวกกระผมเป็นภิกษุ.
ภิกษุทั้งหลายได้เรียนท่านพระอุบาลีว่า ข้าแต่ท่านพระอุบาลี โปรดสอบสวนภิกษุ
เหล่านี้.
ภิกษุผู้เปลือยกายเหล่านั้น ถูกท่านพระอุบาลีสอบสวน ได้แจ้งเรื่องนั้นแล้ว.
ครั้นท่านพระอุบาลีสอบสวนภิกษุเหล่านั้นแล้ว ได้แจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลาย
พวกเปลือยกายเหล่านี้เป็นภิกษุ จงให้จีวรแก่ภิกษุเหล่านั้นเถิด.
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่าง
ก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้เปลือยกายเดินมาเล่า ธรรมดาภิกษุ
ควรจะต้องปกปิดด้วยหญ้าหรือใบไม้เดินมา แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ
เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ถูก
โจรแย่งชิงจีวรไป หรือมีจีวรหาย ขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือน หรือแม่เจ้าเรือน ผู้มิใช่ญาติ
ได้ เธอเดินไปถึงวัดใดก่อน ถ้าจีวรสำหรับวิหารก็ดี ผ้าลาดเตียงก็ดี ผ้าลาดพื้นก็ดี ผ้าปูที่นอน
ก็ดี ของสงฆ์ในวัดนั้นมีอยู่ จะถือเอาผ้าของสงฆ์นั้นไปห่มด้วยคิดว่า ได้จีวรนั้นมาแล้ว จักคืน
ไว้ดังกล่าว ดังนี้ก็ควร. ถ้าจีวรสำหรับวิหารก็ดี ผ้าลาดเตียงก็ดี ผ้าลาดพื้นก็ดี ผ้าปูที่นอนก็ดี
ของสงฆ์ไม่มี ต้องปกปิดด้วยหญ้าหรือใบไม้เดินมา ไม่พึงเปลือยกายเดินมา ภิกษุใดเปลือย
กายเดินมา ต้องอาบัติทุกกฏ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
๒๕.๖. ก. อนึ่ง ภิกษุใด ขอจีวรต่อพ่อเจ้าเรือนก็ดี ต่อแม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้-
*มิใช่ญาติ นอกจากสมัย เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. สมัยในคำนั้นดังนี้: ภิกษุเป็นผู้มี
จีวรถูกชิงเอาไปก็ดี มีจีวรฉิบหายก็ดี นี้สมัยในคำนั้น.
เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู สาเกตา สาวตฺถึ
อทฺธานมคฺคปฏิปนฺนา โหนฺติ ฯ อนฺตรามคฺเค โจรา นิกฺขมิตฺวา
เต ภิกฺขู อจฺฉินฺทึสุ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena sambahulā bhikkhū sāketā sāvatthiṁ addhānamaggappaṭipannā honti. Antarāmagge corā nikkhamitvā te bhikkhū acchindiṁsu.
อ้างอิงPTS 3.212 · สยามรัฐ 2.37 · พุทธชยันตี 1.530
อถโข เต ภิกฺขู ภควตา ปฏิกฺขิตฺตํ
อญฺญาตกํ คหปตึ วา คหปตานึ วา จีวรํ วิญฺญาเปตุนฺติ
@เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. คเหสฺสนฺตีติ ฯ ๒ ยุ. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ
กุกฺกุจฺจายนฺตา น วิญฺญาเปสุํ✎ ร่าง
Atha kho te bhikkhū—“bhagavatā paṭikkhittaṁ aññātakaṁ gahapatiṁ vā gahapatāniṁ vā cīvaraṁ viññāpetun”ti, kukkuccāyantā na viññāpesuṁ.
ยถานคฺคา ว สาวตฺถึ คนฺตฺวา ภิกฺขู
อภิวาเทนฺติ ฯ✎ ร่าง
Yathānaggāva sāvatthiṁ gantvā bhikkhū abhivādenti.
ภิกฺขู เอวมาหํสุ สุนฺทรา โข อิเม อาวุโส อาชีวกา
เย อิเม ภิกฺขู อภิวาเทนฺตีติ ฯ✎ ร่าง
Bhikkhū evamāhaṁsu—“sundarā kho ime, āvuso, ājīvakā ye ime bhikkhūsu abhivādentī”ti.
เต เอวมาหํสุ น มยํ อาวุโส อาชีวกา
ภิกฺขู มยนฺติ ฯ✎ ร่าง
Te evamāhaṁsu—“na mayaṁ, āvuso, ājīvakā, bhikkhū mayan”ti.
ภิกฺขู อายสฺมนฺตํ อุปาลึ เอตทโวจุํ อิงฺฆ อาวุโส
อุปาลิ อิเม อนุยุญฺชาหีติ ฯ✎ ร่าง
Bhikkhū āyasmantaṁ upāliṁ etadavocuṁ—“iṅghāvuso upāli, ime anuyuñjāhī”ti.
อถโข ๑- เต ภิกฺขู อายสฺมตา อุปาลินา
อนุยุญฺชิยมานา เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ๑- ฯ
{๕๔.๑} อถโข อายสฺมา อุปาลิ เต ภิกฺขู อนุยุญฺชิตฺวา ภิกฺขู
เอตทโวจ ภิกฺขู อิเม อาวุโส เทถ เตสํ ๒- จีวรานีติ ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmatā upālinā anuyuñjiyamānā te bhikkhū etamatthaṁ ārocesuṁ. Atha kho āyasmā upāli te bhikkhū anuyuñjitvā bhikkhū etadavoca—“bhikkhū ime, āvuso. Detha nesaṁ cīvarānī”ti.
เย เต ภิกฺขู
อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Ye te bhikkhū appicchā …pe… te ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
กถํ หิ นาม
ภิกฺขู นคฺคา อาคจฺฉิสฺสนฺติ✎ ร่าง
“kathañhi nāma bhikkhū naggā āgacchissanti.
นนุ นาม ติเณน วา ปฏิจฺฉาเทตฺวา
อาคนฺตพฺพนฺติ ฯ✎ ร่าง
Nanu nāma tiṇena vā paṇṇena vā paṭicchādetvā āgantabban”ti.
อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Atha kho te bhikkhū te anekapariyāyena vigarahitvā bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.38 · ฉัฏฐสังคายนา 87.323
อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā etasmiṁ nidāne etasmiṁ pakaraṇe dhammiṁ kathaṁ katvā bhikkhū āmantesi—