‹ กลับ
สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร[ว่าด้วย การขอจีวรต่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ]
เล่ม ๒ — วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ๒ (ปาจิตตีย์–เสขิยะ) · ข้อ 53 · วิ.มหา.๒. ๒/๙๑๑ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๕๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตร เป็นผู้เชี่ยวชาญ แสดงธรรมีกถา จึงเศรษฐีบุตรผู้หนึ่งเข้าไปหาพระอุปนันทศากยบุตร. ครั้นแล้วอภิวาทท่านพระ- *อุปนันทศากยบุตร แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้ชี้แจงด้วย ธรรมีกถาให้เศรษฐีบุตรสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงแล้ว. เศรษฐีบุตรนั้น อันท่านพระอุปนันทศากยบุตรชี้แจงด้วยธรรมีกถา ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงแล้ว ได้ปวารณาท่านพระอุปนันทศากยบุตรในทันใดนั้นแลอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าพึงบอกสิ่งที่ต้องประสงค์ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัชบริขารอันเป็น ปัจจัยของภิกษุไข้ ซึ่งข้าพเจ้าสามารถจะจัดถวายแด่พระคุณเจ้าได้. ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ได้กล่าวคำนี้กะเศรษฐีบุตรนั้นว่า ถ้าท่านประสงค์จะถวายแก่ อาตมา ก็จงถวายผ้าสาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้. เศรษฐีบุตรได้กล่าวขอผลัดว่า ท่านเจ้าข้า กระผมเป็นกุลบุตรจะเดินไปมีผ้าผืนเดียวดูกระไร อยู่ โปรดรออยู่ชั่วเวลาที่กระผมกลับไปบ้าน กระผมไปถึงบ้านแล้ว จักจัดส่งผ้าสาฎกผืนหนึ่งจาก ผ้าเหล่านี้ หรือผ้าที่ดีกว่านี้มาถวาย. แม้ครั้งที่สองแล ท่านพระอุปนันทศากยบุตรก็ได้กล่าวคำนี้กะเศรษฐีบุตรนั้นว่า ถ้าท่าน ประสงค์จะถวายแก่อาตมา ก็จงถวายผ้าสาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้. เศรษฐีบุตรได้กล่าวขอผลัดว่า ท่านเจ้าข้า กระผมเป็นกุลบุตรจะเดินไปมีผ้าผืนเดียวดู กระไรอยู่ โปรดรออยู่ชั่วเวลาที่กระผมกลับไปบ้าน กระผมไปถึงบ้านแล้ว จักจัดส่งผ้าสาฎก ผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้ หรือผ้าที่ดีกว่านี้มาถวาย. แม้ครั้งที่สามแล ท่านพระอุปนันทศากยบุตรก็ได้กล่าวคำนี้กะเศรษฐีบุตรนั้นว่า ถ้าท่าน ประสงค์จะถวายแก่อาตมา ก็จงถวายผ้าสาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้. เศรษฐีบุตรได้กล่าวขอผลัดว่า ท่านเจ้าข้า กระผมเป็นกุลบุตรจะเดินไปมีผ้าผืนเดียว ดูกระไรอยู่ โปรดรออยู่ชั่วเวลาที่กระผมกลับไปบ้าน กระผมกลับไปถึงบ้านแล้ว จักจัดส่งผ้า สาฎกผืนหนึ่งจากผ้าเหล่านี้ หรือผ้าที่ดีกว่านี้มาถวาย. ท่านพระอุปนันทศากยบุตรกล่าวพ้อว่า ท่านไม่ประสงค์จะถวายก็จะปวารณาทำไม ท่าน ปวารณาแล้วไม่ถวาย จะมีประโยชน์อะไร ครั้นเศรษฐีบุตรนั้นถูกท่านพระอุปนันทศากยบุตรแคะได้ จึงได้ถวายผ้าสาฎกผืนหนึ่งแล้ว กลับไป. ชาวบ้านพบเศรษฐีบุตรนั้นแล้วถามว่า นาย ทำไมท่านจึงมีผ้าผืนเดียวเดินกลับมา? จึงเศรษฐีบุตรได้เล่าเรื่องนั้นแก่ชาวบ้านเหล่านั้น. ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ มักมาก ไม่สันโดษ จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่เขาขอผลัด โดยธรรมสักหน่อยก็ไม่ได้ เมื่อเศรษฐีบุตรกระทำการขอผลัดโดยธรรม ไฉนจึงได้ถือเอาผ้าสาฎก ไปเล่า. ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุที่เป็น ผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ท่านพระอุปนันทศากยบุตรจึงได้ขอจีวรต่อเศรษฐีบุตรเล่า แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันทะว่า ดูกรอุปนันทะ ข่าวว่าเธอขอจีวร ต่อเศรษฐีบุตรจริงหรือ? ท่านพระอุปนันทะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ดูกรอุปนันทะ เขาเป็นญาติของเธอหรือมิใช่ญาติ? อุ. มิใช่ญาติ พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ คนที่มิใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำ อันสมควร หรือไม่สมควร ของที่มีอยู่หรือไม่มีของคนที่ไม่ใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอยังขอ จีวรต่อเศรษฐีบุตรผู้มิใช่ญาติได้ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของ เธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของ ชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว. พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระอุปนันทะ โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษ แห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสม แก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่ เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- ๒๕. ๖. อนึ่ง ภิกษุใดขอต่อพ่อเจ้าเรือนก็ดี ต่อแม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการ ฉะนี้
เทียบรายประโยค (39 ประโยค)
np6:1.1.1 #
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ✎ ร่าง
Tena samayena buddho bhagavā sāvatthiyaṁ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme.
อ้างอิงPTS 3.211 · สยามรัฐ 2.34 · ฉัฏฐสังคายนา 87.321 · พุทธชยันตี 1.528
np6:1.1.2 #
เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ปฏฺโฐ ๑- โหติ ธมฺมึ กถํ กาตุํ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena āyasmā upanando sakyaputto paṭṭo hoti dhammiṁ kathaṁ kātuṁ.
np6:1.1.3 #
อถโข อญฺญตโร เสฏฺฐิปุตฺโต เยนายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho aññataro seṭṭhiputto yenāyasmā upanando sakyaputto tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā āyasmantaṁ upanandaṁ sakyaputtaṁ abhivādetvā ekamantaṁ nisīdi.
np6:1.1.4 #
เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข ตํ เสฏฺฐิปุตฺตํ อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ✎ ร่าง
Ekamantaṁ nisinnaṁ kho taṁ seṭṭhiputtaṁ āyasmā upanando sakyaputto dhammiyā kathāya sandassesi samādapesi samuttejesi sampahaṁsesi.
np6:1.1.5 #
อถโข โส เสฏฺฐิปุตฺโต อายสฺมตา อุปนนฺเทน สกฺยปุตฺเตน ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิโต สมาทปิโต สมุตฺเตชิโต สมฺปหํสิโต อายสฺมนฺตํ อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ เอตทโวจ✎ ร่าง
Atha kho so seṭṭhiputto āyasmatā upanandena sakyaputtena dhammiyā kathāya sandassito samādapito samuttejito sampahaṁsito āyasmantaṁ upanandaṁ sakyaputtaṁ etadavoca—
np6:1.1.6 #
วเทยฺยาถ ภนฺเต เยน อตฺโถ✎ ร่าง
“vadeyyātha, bhante, yena attho.
np6:1.1.7 #
ปฏิพลา มยํ อยฺยสฺส ทาตุํ ยทิทํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารนฺติ ๒- ฯ✎ ร่าง
Paṭibalā mayaṁ ayyassa dātuṁ yadidaṁ cīvarapiṇḍapātasenāsanagilānappaccayabhesajjaparikkhāran”ti.
np6:1.1.8 #
สเจ เม ตฺวํ อาวุโส ทาตุกาโมสิ อิโต เอกํ สาฏกํ เทหีติ ฯ✎ ร่าง
“Sace me tvaṁ, āvuso, dātukāmosi, ito ekaṁ sāṭakaṁ dehī”ti.
np6:1.1.9 #
อมฺหากํ โข ภนฺเต กุลปุตฺตานํ กิสฺมึ วิย เอกสาฏกํ คนฺตุํ✎ ร่าง
“Amhākaṁ kho, bhante, kulaputtānaṁ kismiṁ viya ekasāṭakaṁ gantuṁ.
np6:1.1.10 #
อาคเมถ ๓- ภนฺเต ยาว ฆรํ คจฺฉามิ✎ ร่าง
Āgamehi, bhante, yāva gharaṁ gacchāmi.
np6:1.1.11 #
ฆรํ คโต อิโต วา เอกํ สาฏกํ @เชิงอรรถ: ๑ ม. ปฏฺโฏ ฯ ๒ ยุ. จีวร ... ปริกฺขารานนฺติ ฯ ๓ ม. ยุ. อาคเมหิ ฯ ปหิณิสฺสามิ อิโต วา สุนฺทรตรนฺติ ฯ✎ ร่าง
Gharaṁ gato ito vā ekaṁ sāṭakaṁ pahiṇissāmi ito vā sundarataran”ti.
np6:1.1.12 #
ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ตํ เสฏฺฐิปุตฺตํ เอตทโวจ✎ ร่าง
Dutiyampi kho āyasmā upanando sakyaputto taṁ seṭṭhiputtaṁ etadavoca—
np6:1.1.13 #
สเจ เม ตฺวํ อาวุโส ทาตุกาโมสิ อิโต เอกํ สาฏกํ เทหีติ ฯ✎ ร่าง
“sace me tvaṁ, āvuso, dātukāmosi ito ekaṁ sāṭakaṁ dehī”ti.
np6:1.1.14 #
อมฺหากํ โข ภนฺเต กุลปุตฺตานํ กิสฺมึ วิย เอกสาฏกํ คนฺตุํ อาคเมถ ภนฺเต ยาว ฆรํ คจฺฉามิ ฆรํ คโต อิโต วา เอกํ สาฏกํ ปหิณิสฺสามิ อิโต วา สุนฺทรตรนฺติ ฯ✎ ร่าง
Amhākaṁ kho bhante kulaputtānaṁ kismiṁ viya ekasāṭakaṁ gantuṁ, āgamehi, bhante yāva gharaṁ gacchāmi, gharaṁ gato ito vā ekaṁ sāṭakaṁ pahiṇissāmi ito vā sundarataranti.
np6:1.1.15 #
ตติยมฺปิ โข อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ตํ เสฏฺฐิปุตฺตํ เอตทโวจ✎ ร่าง
Tatiyampi kho āyasmā upanando sakyaputto taṁ seṭṭhiputtaṁ etadavoca—
np6:1.1.16 #
สเจ เม ตฺวํ อาวุโส ทาตุกาโมสิ อิโต เอกํ สาฏกํ เทหีติ ฯ✎ ร่าง
“sace me tvaṁ, āvuso, dātukāmosi, ito ekaṁ sāṭakaṁ dehī”ti.
np6:1.1.17 #
อมฺหากํ โข ภนฺเต กุลปุตฺตานํ กิสฺมึ วิย เอกสาฏกํ คนฺตุํ อาคเมถ ภนฺเต ยาว ฆรํ คจฺฉามิ ฆรํ คโต อิโต วา เอกํ สาฏกํ ปหิณิสฺสามิ อิโต วา สุนฺทรตรนฺติ ฯ✎ ร่าง
Amhākaṁ kho, bhante, kulaputtānaṁ kismiṁ viya ekasāṭakaṁ gantuṁ, āgamehi, bhante yāva gharaṁ gacchāmi, gharaṁ gato ito vā ekaṁ sāṭakaṁ pahiṇissāmi ito vā sundarataranti.
np6:1.1.18 #
กึ ปน ตยา อาวุโส อทาตุกาเมน ปวาริเตน ยํ ตฺวํ ปวาเรตฺวา น เทสีติ ฯ✎ ร่าง
“Kiṁ pana tayā, āvuso, adātukāmena pavāritena yaṁ tvaṁ pavāretvā na desī”ti.
np6:1.1.19 #
อถโข โส เสฏฺฐิปุตฺโต อายสฺมตา อุปนนฺเทน สกฺยปุตฺเตน นิปฺปีฬิยมาโน เอกํ สาฏกํ ทตฺวา อคมาสิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho so seṭṭhiputto āyasmatā upanandena sakyaputtena nippīḷiyamāno ekaṁ sāṭakaṁ datvā agamāsi.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.36
np6:1.2.1 #
มนุสฺสา ตํ เสฏฺฐิปุตฺตํ ปสฺสิตฺวา เอตทโวจุํ กิสฺส ตฺวํ อยฺย ๑- เอกสาฏโก อาคจฺฉสีติ ฯ✎ ร่าง
Manussā taṁ seṭṭhiputtaṁ etadavocuṁ—“kissa tvaṁ, ayyo, ekasāṭako āgacchasī”ti?
np6:1.2.2 #
อถโข โส เสฏฺฐิปุตฺโต เตสํ มนุสฺสานํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho so seṭṭhiputto tesaṁ manussānaṁ etamatthaṁ ārocesi.
np6:1.2.3 #
มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Manussā ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
np6:1.2.4 #
มหิจฺฉา อิเม สมณา สกฺยปุตฺติยา อสนฺตุฏฺฐา✎ ร่าง
“mahicchā ime samaṇā sakyaputtiyā asantuṭṭhā.
np6:1.2.5 #
นยิเม ๒- สุกรา ธมฺมนิมนฺตนาย ๓- กาตุํ✎ ร่าง
Nayimesaṁ sukarā dhammanimantanāpi kātuṁ.
np6:1.2.6 #
กถํ หิ นาม เสฏฺฐิปุตฺเตน ธมฺมนิมนฺตนาย @เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. อยฺโย ฯ ๒ ม. ยุ. นยิเมสํ ฯ ๓ ม. ยุ. ธมฺมนิมนฺตนาปิ ฯ กยิรมานาย สาฏกํ คณฺหิสฺสนฺตีติ ๑- ฯ✎ ร่าง
Kathañhi nāma seṭṭhiputtena dhammanimantanāya kayiramānāya sāṭakaṁ gahessantī”ti.
np6:1.2.7 #
อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ✎ ร่าง
Assosuṁ kho bhikkhū tesaṁ manussānaṁ ujjhāyantānaṁ khiyyantānaṁ vipācentānaṁ.
np6:1.2.8 #
เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา สนฺตุฏฺฐา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Ye te bhikkhū appicchā …pe… te ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
np6:1.2.9 #
กถํ หิ นาม อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต เสฏฺฐิปุตฺตํ จีวรํ วิญฺญาเปสฺสตีติ ฯ✎ ร่าง
“kathañhi nāma āyasmā upanando sakyaputto seṭṭhiputtaṁ cīvaraṁ viññāpessatī”ti.
np6:1.2.10 #
อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Atha kho te bhikkhū āyasmantaṁ upanandaṁ sakyaputtaṁ anekapariyāyena vigarahitvā bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ …pe…
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 87.322
np6:1.2.11 #
สจฺจํ กิร ตฺวํ อุปนนฺท เสฏฺฐิปุตฺตํ จีวรํ วิญฺญาเปสีติ ฯ✎ ร่าง
“saccaṁ kira tvaṁ, upananda, seṭṭhiputtaṁ cīvaraṁ viññāpesī”ti?
np6:1.2.12 #
สจฺจํ ภควาติ ๒- ฯ✎ ร่าง
“Saccaṁ, bhagavā”ti.
np6:1.2.13 #
ญาตโก เต อุปนนฺท อญฺญาตโกติ ฯ✎ ร่าง
“Ñātako te, upananda, aññātako”ti?
np6:1.2.14 #
อญฺญาตโก ภควาติ ฯ✎ ร่าง
“Aññātako, bhagavā”ti.
np6:1.2.15 #
อญฺญาตโก โมฆปุริส อญฺญาตกสฺส น ชานาติ ปฏิรูปํ วา อปฺปฏิรูปํ วา สนฺตํ วา อสนฺตํ วา✎ ร่าง
“Aññātako, moghapurisa, aññātakassa na jānāti patirūpaṁ vā appatirūpaṁ vā santaṁ vā asantaṁ vā.
np6:1.2.16 #
ตตฺถ นาม ตฺวํ โมฆปุริส อญฺญาตกํ เสฏฺฐิปุตฺตํ จีวรํ วิญฺญาเปสฺสสิ✎ ร่าง
Tattha nāma tvaṁ, moghapurisa, aññātakaṁ seṭṭhiputtaṁ cīvaraṁ viññāpessasi.
np6:1.2.17 #
เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ✎ ร่าง
Netaṁ, moghapurisa, appasannānaṁ vā pasādāya …pe…
np6:1.2.18 #
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ✎ ร่าง
evañca pana, bhikkhave, imaṁ sikkhāpadaṁ uddiseyyātha—
np6:1.2.19.1 #
โย ปน ภิกฺขุ อญฺญาตกํ คหปตึ วา คหปตานึ วา จีวรํ วิญฺญาเปยฺย นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยนฺติ ฯ✎ ร่าง
“Yo pana bhikkhu aññātakaṁ gahapatiṁ vā gahapatāniṁ vā cīvaraṁ viññāpeyya, nissaggiyaṁ pācittiyan”ti.
np6:1.2.20 #
เอวญฺจิทํ ภควตา ภิกฺขูนํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ โหติ ฯ✎ ร่าง
Evañcidaṁ bhagavatā bhikkhūnaṁ sikkhāpadaṁ paññattaṁ hoti.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒ — วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ๒ (ปาจิตตีย์–เสขิยะ)
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน