เนื้อความทั้งข้อ
[๕๖๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์มีกิจจำเป็นเดินผ่านกองทัพไป
แล้วแรมคืนอยู่ในกองทัพเกิน ๓ ราตรี. ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน
พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้พักแรมอยู่ในกองทัพเล่า? มิใช่ลาภของพวกเรา แม้พวก
ที่มาอยู่ในกองทัพ เพราะเหตุแห่งอาชีพ เพราะเหตุแห่งบุตรภรรยาก็ได้ไม่ดีแล้ว.
ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น
ผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์จึงได้พักแรมอยู่ในกองทัพ
เกิน ๓ ราตรีเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ...
พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอพักแรม
อยู่ในกองทัพเกิน ๓ ราตรี จริงหรือ?
พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวกเธอจึงได้
พักแรมอยู่ในกองทัพเกิน ๓ ราตรีเล่า? การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส
ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
๙๘. ๙. อนึ่ง ปัจจัยบางอย่างเพื่อจะไปสู่เสนา มีแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้น
พึงอยู่ได้ในเสนาเพียง ๒-๓ คืน ถ้าอยู่ยิ่งกว่านั้น เป็นปาจิตตีย์.
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน
อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ✎ ร่าง
Tena samayena buddho bhagavā sāvatthiyaṁ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme.
อ้างอิงPTS 4.106 · สยามรัฐ 2.377
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา
ภิกฺขู สติ กรณีเย เสนํ คนฺตฺวา อติเรกติรตฺตํ เสนาย วสนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena chabbaggiyā bhikkhū sati karaṇīye senaṁ gantvā atirekatirattaṁ senāya vasanti.
มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Manussā ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
กถํ หิ นาม สมณา
สกฺยปุตฺติยา เสนาย วสิสฺสนฺติ✎ ร่าง
“kathañhi nāma samaṇā sakyaputtiyā senāya vasissanti.
อมฺหากมฺปิ อลาภา อมฺหากมฺปิ
ทุลฺลทฺธํ เย มยํ อาชีวสฺส เหตุ ปุตฺตทารสฺส การณา เสนาย
ปฏิวสามาติ ฯ✎ ร่าง
Amhākampi alābhā, amhākampi dulladdhaṁ, ye mayaṁ ājīvassa hetu puttadārassa kāraṇā senāya paṭivasāmā”ti.
อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ
ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ✎ ร่าง
Assosuṁ kho bhikkhū tesaṁ manussānaṁ ujjhāyantānaṁ khiyyantānaṁ vipācentānaṁ.
เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต
อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Ye te bhikkhū appicchā …pe… te ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู
อติเรกติรตฺตํ เสนาย วสิสฺสนฺตีติ ฯเปฯ✎ ร่าง
“kathañhi nāma chabbaggiyā bhikkhū atirekatirattaṁ senāya vasissantī”ti …pe…
สจฺจํ กิร ตุเมฺห
ภิกฺขเว อติเรกติรตฺตํ เสนาย วสถาติ ฯ✎ ร่าง
“saccaṁ kira tumhe, bhikkhave, atirekatirattaṁ senāya vasathā”ti?
สจฺจํ ภควาติ ฯ✎ ร่าง
“Saccaṁ, bhagavā”ti.
วิครหิ
พุทฺโธ ภควา✎ ร่าง
Vigarahi buddho bhagavā …pe…
กถํ หิ นาม ตุเมฺห โมฆปุริสา อติเรกติรตฺตํ
เสนาย วสิสฺสถ✎ ร่าง
kathañhi nāma tumhe, moghapurisā, atirekatirattaṁ senāya vasissatha.
เนตํ โมฆปุริสา อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย
ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ✎ ร่าง
Netaṁ, moghapurisā, appasannānaṁ vā pasādāya …pe…
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ
สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ✎ ร่าง
evañca pana, bhikkhave, imaṁ sikkhāpadaṁ uddiseyyātha—
สิยา จ ตสฺส ภิกฺขุโน โกจิเทว ปจฺจโย เสนํ
คมนาย ทฺวิรตฺตติรตฺตํ เตน ภิกฺขุนา เสนาย วสิตพฺพํ ฯ
ตโต เจ อุตฺตรึ วเสยฺย ปาจิตฺติยนฺติ ฯ✎ ร่าง
“Siyā ca tassa bhikkhuno kocideva paccayo senaṁ gamanāya, dirattatirattaṁ tena bhikkhunā senāya vasitabbaṁ. Tato ce uttari vaseyya, pācittiyan”ti.