เนื้อความทั้งข้อ
[๖๙๑] คำว่า ถ้า ... นั้น อธิบายว่า ภิกษุเหล่าอื่นรู้จักภิกษุผู้ปรารถนาแสร้งทำหลงว่า
ภิกษุนี้เคยนั่งเมื่อพระวินัยธรสวดปาติโมกข์อยู่ ๒-๓ คราวมาแล้ว พูดมากไปทำไมอีก อัน
ความพ้นจากอาบัติด้วยอาการที่ไม่รู้ หามีแก่ภิกษุนั้นไม่ พึงปรับเธอตามธรรมด้วยอาบัติที่ต้อง
เพราะประพฤติอนาจารนั้น และพึงยกความหลงขึ้นแก่เธอเพิ่มอีก.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงยกขึ้นอย่างนี้:-
ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้ เมื่อพระวินัยธรสวด
ปาติโมกข์อยู่ หาทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ด้วยดีไม่ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์
ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงยกความหลงขึ้นแก่ภิกษุมีชื่อนี้ นี่เป็นญัตติ.
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้ผู้นี้ เมื่อพระวินัยธรสวด
ปาติโมกข์อยู่ หาทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ด้วยดีไม่ สงฆ์ยกความหลงขึ้นแก่ภิกษุ
มีชื่อนี้ การยกความหลงขึ้นแก่ภิกษุผู้มีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง
ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด ความหลงอันสงฆ์ยกขึ้นแก่ภิกษุมีชื่อนี้แล้ว
ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.
ตญฺเจติ ๒- โมเหตุกามํ ภิกฺขุํ อญฺเญ ภิกฺขู ชาเนยฺยุํ
นิสินฺนปุพฺพํ อิมินา ภิกฺขุนา ทฺวิตฺติกฺขตฺตุํ ปาติโมกฺเข อุทฺทิสฺสมาเน
@เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. อุตฺตริ จสฺส ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ
โก ปน วาโท ภิยฺโยติ น จ ตสฺส ภิกฺขุโน อญฺญาณเกน
มุตฺติ อตฺถิ ยญฺจ ตตฺถ อาปตฺตึ อาปนฺโน ตญฺจ ยถาธมฺโม
กาเรตพฺโพ อุตฺตริญฺจสฺส โมโห อาโรเปตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
Tañce mohetukāmaṁ bhikkhuṁ aññe bhikkhū jāneyyuṁ nisinnapubbaṁ iminā bhikkhunā dvattikkhattuṁ pātimokkhe uddissamāne, ko pana vādo bhiyyo, na ca tassa bhikkhuno aññāṇakena mutti atthi, yañca tattha āpattiṁ āpanno, tañca yathādhammo kāretabbo, uttari cassa moho āropetabbo.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.457
เอวญฺจ
ปน ภิกฺขเว อาโรเปตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
“Evañca pana, bhikkhave, āropetabbo.
พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ
ญาเปตพฺโพ✎ ร่าง
Byattena bhikkhunā paṭibalena saṅgho ñāpetabbo—
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ✎ ร่าง
‘Suṇātu me, bhante, saṅgho.
อยํ อิตฺถนฺนาโม ภิกฺขุ
ปาติโมกฺเข อุทฺทิสฺสมาเน น สาธุกํ อฏฺฐิกตฺวา ๑- มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
Ayaṁ itthannāmo bhikkhu pātimokkhe uddissamāne na sādhukaṁ aṭṭhiṁ katvā manasi karoti.
ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน โมหํ
อาโรเปยฺย ฯ✎ ร่าง
Yadi saṅghassa pattakallaṁ, saṅgho itthannāmassa bhikkhuno mohaṁ āropeyya.
เอสา ญตฺติ ฯ✎ ร่าง
Esā ñatti.
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ✎ ร่าง
Suṇātu me, bhante, saṅgho.
อยํ อิตฺถนฺนาโม ภิกฺขุ
ปาติโมกฺเข อุทฺทิสฺสมาเน น สาธุกํ อฏฺฐิกตฺวา มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
Ayaṁ itthannāmo bhikkhu pātimokkhe uddissamāne na sādhukaṁ aṭṭhiṁ katvā manasi karoti.
สงฺโฆ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน โมหํ อาโรเปติ ฯ✎ ร่าง
Saṅgho itthannāmassa bhikkhuno mohaṁ āropeti.
ยสฺสายสฺมโต
ขมติ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน โมหสฺส อาโรปนา โส ตุณฺหสฺส✎ ร่าง
Yassāyasmato khamati itthannāmassa bhikkhuno mohassa āropanā, so tuṇhassa;
ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย ฯ✎ ร่าง
yassa nakkhamati, so bhāseyya.
อาโรปิโต สงฺเฆน อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน โมโห ฯ✎ ร่าง
Āropito saṅghena itthannāmassa bhikkhuno moho.
ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ✎ ร่าง
Khamati saṅghassa, tasmā tuṇhī, evametaṁ dhārayāmī’”ti.