เนื้อความทั้งข้อ
[๗๑] บทว่า อนึ่ง ... เฉพาะภิกษุ ความว่า เพื่อประโยชน์ของภิกษุ คือทำภิกษุให้เป็น
อารมณ์แล้วใคร่จะให้ภิกษุครอง.
ที่ชื่อว่า พระราชา ได้แก่ ท่านผู้ทรงราชย์
ที่ชื่อว่า ราชอำมาตย์ ได้แก่ ข้าราชการผู้ได้รับความชุบเลี้ยงของพระราชา
ที่ชื่อว่า พราหมณ์ ได้แก่ พราหมณ์ โดยกำเนิด.
ที่ชื่อว่า คหบดี ได้แก่ เจ้าเรือน ยกพระราชา ราชอำมาตย์ พราหมณ์ นอกนั้น
ชื่อว่าคหบดี.
ที่ชื่อว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร ได้แก่ เงิน ทอง แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วลาย
หรือแก้วผลึก
บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ คือ ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้เฉพาะ
บทว่า จ่าย คือ แลกเปลี่ยน.
บทว่า ให้ครอง คือ จงถวาย.
ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ นำมา
เฉพาะท่าน, ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร, ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า
พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่, พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล;
ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ก็ใครๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ, ภิกษุ
ผู้ต้องการจีวรพึงแสดงชนผู้ทำการในอาราม หรืออุบาสกให้เป็นไวยาวัจกรด้วยคำว่า
คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย ไม่ควรกล่าวว่า จงให้แก่คนนั้น หรือว่า
คนนั้นจักเก็บไว้ หรือว่าคนนั้นจักแลก หรือว่า คนนั้นจักจ่าย: ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาวัจกร
นั้นให้เข้าใจแล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น,
ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว, ท่านจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล, ภิกษุผู้
ต้องการจีวรเข้าไปหาไวยาวัจกรแล้วพึงทวง พึงเตือนสองสามครั้งว่า รูปต้องการจีวร;
อย่าพูดว่า จงให้จีวรแก่รูป จงนำจีวรมาให้รูป จงแลกจีวรให้รูป จงจ่ายจีวรให้รูป พึงพูดได้
แม้ครั้งที่สอง พึงพูดได้แม้ครั้งที่สาม, ถ้าให้จัดสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการ
ดี, ถ้าให้จัดสำเร็จไม่ได้, พึงไปยืนนิ่งต่อหน้าในที่ใกล้ไวยาวัจกรนั้น, ไม่พึงนั่งบนอาสนะ ไม่
พึงรับอามิส ไม่พึงกล่าวธรรม, เมื่อเขาถามว่ามาธุระอะไร พึงกล่าวว่า รู้เอาเองเถิด, ถ้านั่งบน
อาสนะก็ดี รับอามิสก็ดี กล่าวธรรมก็ดี ชื่อว่าหักการยืนเสีย, พึงยืนได้แม้ครั้งที่สอง พึงยืน
ได้ แม้ครั้งที่สาม ทวง ๔ ครั้งแล้ว; พึงยืนได้ ๔ ครั้ง ทวง ๕ ครั้งแล้ว, พึงยืนได้ ๒ ครั้ง
ทวง ๖ ครั้งแล้ว, จะพึงยืนไม่ได้, ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้นยังจีวรนั้นให้สำเร็จ, เป็น
ทุกกฏในประโยคที่พยายาม, เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-
ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า
นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า
ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง ด้วยยืนเกิน
๖ ครั้ง เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสีย-
*สละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะ
สละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้
แก่ภิกษุมีชื่อนี้.ฯ
ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่
พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า
ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง ด้วยยืนเกิน
๖ ครั้ง เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ
ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ,
เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว, ท่าน
ทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.
ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือ
กล่าวอย่างนี้ว่า
ท่าน จีวรผืนนี้ ของข้าพเจ้า ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง ด้วยยืนเกิน ๖ ครั้ง
เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน.
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละ
แล้วให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้
ในประโยคว่า ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ พึงไปเองก็ได้ ส่งทูตไปก็ได้ ในสำนักที่
ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ บอกว่า ท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะ
ภิกษุใด, ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่, ท่านจงทวงเอาทรัพย์ของ
ท่านคืน, ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย: นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น ดังนี้:
ความว่า นี้เป็นความถูกยิ่งในเรื่องนั้น.ฯ
ภิกฺขุํ ปเนว อุทฺทิสฺสาติ✎ ร่าง
Bhikkhuṁ paneva uddissāti
อ้างอิงสยามรัฐ 2.59
ภิกฺขุสฺสตฺถาย ภิกฺขุํ อารมฺมณํ@เชิงอรรถ: ๑ โจทิยมาโน สาริยมาโนติ ปฐนฺติ ฯ ตํ น ยุชฺชติ ฯ น หิ อิเม ปาฐา@กมฺมวาจกา ฯ เต เจ กมฺมวาจกา สิยุํ เวยฺยาวจฺจกโรติ ปทํ อภินิปฺผาเทยฺยาติ@ปเท กตฺตา สิยา ฯ เอวํ สนฺเต ปาลิยา อุกฺกโม ภเวยฺย ฯ ตโต ปรํ หิ ภิกฺขุสทฺโท@อภินิปฺผาเทยฺยาติ ปเทสุ กตฺตา ฯ กงฺขาวิตรณิยมฺปิ กตฺตุภาเวน วณฺณิตา ฯ@วิจาเรตฺวา คเหตพฺพํ ฯ ๒ ฉกฺขตฺตุํปรมนฺติปิ ปฐนฺติ ฯ ๓ วินสฺสีติปิ ปฐนฺติ ฯ
กริตฺวา ภิกฺขุํ อจฺฉาเทตุกาโม ฯ✎ ร่าง
bhikkhussatthāya, bhikkhuṁ ārammaṇaṁ karitvā, bhikkhuṁ acchādetukāmo.
โย โกจิ รชฺชํ กาเรติ ฯ✎ ร่าง
yo koci rajjaṁ kāreti.
ราชโภคฺโค นาม✎ ร่าง
Rājabhoggo nāma
โย โกจิ รญฺโญ ภตฺตเวตนารโห ๑- ฯ✎ ร่าง
yo koci rañño bhattavetanāhāro.
พฺราหฺมโณ
นาม✎ ร่าง
Brāhmaṇo nāma
ชาติยา พฺราหฺมโณ ฯ✎ ร่าง
jātiyā brāhmaṇo.
คหปติโก นาม✎ ร่าง
Gahapatiko nāma
ฐเปตฺวา ราชานํ
ราชโภคฺคํ พฺราหฺมณํ อวเสโส คหปติโก นาม ฯ✎ ร่าง
ṭhapetvā rājaṁ rājabhoggaṁ brāhmaṇaṁ avaseso gahapatiko nāma.
จีวรเจตาปนํ
นาม✎ ร่าง
Cīvaracetāpannaṁ nāma
หิรญฺญํ วา สุวณฺณํ วา มณิ วา มุตฺตา วา มสารคลฺลํ วา
ผลิโก วา ๒- ฯ✎ ร่าง
hiraññaṁ vā suvaṇṇaṁ vā muttā vā maṇi vā.
อิมินา จีวรเจตาปเนนาติ✎ ร่าง
Iminā cīvaracetāpannenāti
ปจฺจุปฏฺฐิเตน ฯ✎ ร่าง
paccupaṭṭhitena.
เจตาเปตฺวาติ✎ ร่าง
Cetāpetvāti
ปริวฏฺเฏตฺวา ฯ✎ ร่าง
parivattetvā.
อจฺฉาเทหีติ✎ ร่าง
Acchādehīti
โส เจ ทูโต ตํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย✎ ร่าง
So ce dūto taṁ bhikkhuṁ upasaṅkamitvā evaṁ vadeyya—
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 87.337
อิทํ โข
ภนฺเต อายสฺมนฺตํ อุทฺทิสฺส จีวรเจตาปนํ อาภตํ ปฏิคฺคณฺหาตุ
อายสฺมา จีวรเจตาปนนฺติ ฯ✎ ร่าง
“idaṁ kho, bhante, āyasmantaṁ uddissa cīvaracetāpannaṁ ābhataṁ. Paṭiggaṇhātu āyasmā cīvaracetāpannan”ti,
เตน ภิกฺขุนา โส ทูโต เอวมสฺส
วจนีโย✎ ร่าง
tena bhikkhunā so dūto evamassa vacanīyo—
น โข มยํ อาวุโส จีวรเจตาปนํ ปฏิคฺคณฺหาม จีวรญฺจ
โข มยํ ปฏิคฺคณฺหาม กาเลน กปฺปิยนฺติ ฯ✎ ร่าง
“na kho mayaṁ, āvuso, cīvaracetāpannaṁ paṭiggaṇhāma. Cīvarañca kho mayaṁ paṭiggaṇhāma, kālena kappiyan”ti.
โส เจ ทูโต ตํ ภิกฺขุํ
เอวํ วเทยฺย✎ ร่าง
So ce dūto taṁ bhikkhuṁ evaṁ vadeyya—
อตฺถิ ปนายสฺมโต โกจิ เวยฺยาวจฺจกโรติ ฯ✎ ร่าง
“atthi panāyasmato koci veyyāvaccakaro”ti?
จีวรตฺถิเกน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เวยฺยาวจฺจกโร นิทฺทิสิตพฺโพ
อารามิโก วา อุปาสโก วา✎ ร่าง
Cīvaratthikena, bhikkhave, bhikkhunā veyyāvaccakaro niddisitabbo ārāmiko vā upāsako vā—
เอโส โข อาวุโส ภิกฺขูนํ เวยฺยาวจฺจกโรติ ฯ✎ ร่าง
“eso kho, āvuso, bhikkhūnaṁ veyyāvaccakaro”ti.
น วตฺตพฺโพ ตสฺส เทหีติ วา โส วา นิกฺขิปิสฺสติ โส วา
ปริวฏฺฏิสฺสติ ๓- โส วา เจตาเปสฺสตีติ ฯ✎ ร่าง
Na vattabbo— “tassa dehīti vā, so vā nikkhipissati, so vā parivattessati, so vā cetāpessatī”ti.
โส เจ ทูโต ตํ
@เชิงอรรถ: ๑ สพฺพตฺถ ภตฺตเวตนาหาโรติ ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. ยุ. มสารคลฺลํ วา ผลิโก วาติ@อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ ๓ ม. ยุ. สพฺพตฺถ ปริวตฺติสฺสตีติ ทิสฺสติ ฯ
เวยฺยาวจฺจกรํ สญฺญาเปตฺวา ตํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย✎ ร่าง
So ce dūto taṁ veyyāvaccakaraṁ saññāpetvā taṁ bhikkhuṁ upasaṅkamitvā evaṁ vadeyya—
อ้างอิงสยามรัฐ 2.60
ยํ โข ภนฺเต อายสฺมา เวยฺยาวจฺจกรํ นิทฺทิสิ สญฺญตฺโต โส มยา
อุปสงฺกมตุ อายสฺมา กาเลน จีวเรน ตํ อจฺฉาเทสฺสตีติ ฯ✎ ร่าง
“yaṁ kho, bhante, āyasmā veyyāvaccakaraṁ niddisi saññatto so mayā. Upasaṅkamatu āyasmā kālena, cīvarena taṁ acchādessatī”ti.
จีวรตฺถิเกน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เวยฺยาวจฺจกโร อุปสงฺกมิตฺวา
ทฺวิตฺติกฺขตฺตุํ โจเทตพฺโพ สาเรตพฺโพ✎ ร่าง
Cīvaratthikena, bhikkhave, bhikkhunā veyyāvaccakaro upasaṅkamitvā dvattikkhattuṁ codetabbo sāretabbo—
อตฺโถ เม อาวุโส จีวเรนาติ ฯ✎ ร่าง
“attho me, āvuso, cīvarenā”ti.
น วตฺตพฺโพ เทหิ เม จีวรํ อาหร เม จีวรํ ปริวฏฺเฏหิ ๑- เม จีวรํ
เจตาเปหิ เม จีวรนฺติ ฯ✎ ร่าง
Na vattabbo— “dehi me cīvaraṁ, āhara me cīvaraṁ, parivattehi me cīvaraṁ, cetāpehi me cīvaran”ti.
ทุติยมฺปิ วตฺตพฺโพ✎ ร่าง
Dutiyampi vattabbo.
อ้างอิงPTS 3.223 · พุทธชยันตี 1.552
ตติยมฺปิ วตฺตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
Tatiyampi vattabbo.
สเจ อภินิปฺผาเทติ อิจฺเจตํ กุสลํ✎ ร่าง
Sace abhinipphādeti, iccetaṁ kusalaṁ;
โน เจ อภินิปฺผาเทติ ตตฺถ
คนฺตฺวา ตุณฺหีภูเตน อุทฺทิสฺส ฐาตพฺพํ✎ ร่าง
no ce abhinipphādeti, tattha gantvā tuṇhībhūtena uddissa ṭhātabbaṁ.
น อาสเน นิสีทิตพฺพํ
น อามิสํ ปฏิคฺคเหตพฺพํ✎ ร่าง
Na āsane nisīditabbaṁ. Na āmisaṁ paṭiggahetabbaṁ.
น ธมฺโม ภาสิตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
Na dhammo bhāsitabbo.
กึการณา
อาคโตสีติ ปุจฺฉมาโน ๒- ชานาหิ อาวุโสติ วตฺตพฺโพ ฯ✎ ร่าง
“Kiṁ kāraṇā āgatosī”ti pucchiyamāno “jānāhi, āvuso”ti vattabbo.
สเจ
อาสเน วา นิสีทติ อามิสํ วา ปฏิคฺคณฺหาติ ธมฺมํ วา ภาสติ
ฐานํ ภญฺชติ ฯ✎ ร่าง
Sace āsane vā nisīdati, āmisaṁ vā paṭiggaṇhāti, dhammaṁ vā bhāsati, ṭhānaṁ bhañjati.
ทุติยมฺปิ ฐาตพฺพํ✎ ร่าง
Dutiyampi ṭhātabbaṁ.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.61
ตติยมฺปิ ฐาตพฺพํ✎ ร่าง
Tatiyampi ṭhātabbaṁ.
จตุกฺขตฺตุํ
โจเทตฺวา จตุกฺขตฺตุํ ฐาตพฺพํ✎ ร่าง
Catukkhattuṁ codetvā catukkhattuṁ ṭhātabbaṁ.
ปญฺจกฺขตฺตุํ โจเทตฺวา ทฺวิกฺขตฺตุํ
ฐาตพฺพํ✎ ร่าง
Pañcakkhattuṁ codetvā dvikkhattuṁ ṭhātabbaṁ.
ฉกฺขตฺตุํ โจเทตฺวา น ฐาตพฺพํ ฯ✎ ร่าง
Chakkhattuṁ codetvā na ṭhātabbaṁ.
ตโต เจ อุตฺตรึ
วายมมาโน ตํ จีวรํ อภินิปฺผาเทติ✎ ร่าง
Tato ce uttari vāyamamāno taṁ cīvaraṁ abhinipphādeti,
ปโยเค ทุกฺกฏํ✎ ร่าง
payoge dukkaṭaṁ.
ปฏิลาเภน
นิสฺสคฺคิยํ โหติ✎ ร่าง
Paṭilābhena nissaggiyaṁ hoti.
นิสฺสชฺชิตพฺพํ สงฺฆสฺส วา คณสฺส วา ปุคฺคลสฺส
วา ฯ✎ ร่าง
Nissajjitabbaṁ saṅghassa vā gaṇassa vā puggalassa vā.
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว นิสฺสชฺชิตพฺพํ ฯ✎ ร่าง
Evañca pana, bhikkhave, nissajjitabbaṁ.
อิทํ
@เชิงอรรถ: ๑ สพฺพตฺถ ปริวตฺเตหีติ ทิสฺสติ ฯ ๒ สพฺพตฺถ ปุจฺฉิยมาโนติ ทิสฺสติ ฯ
เม ภนฺเต จีวรํ อติเรกติกฺขตฺตุํ โจทนาย อติเรกฉกฺขตฺตุํ ฐาเนน
อภินิปฺผาทิตํ นิสฺสคฺคิยํ✎ ร่าง
“idaṁ me, bhante, cīvaraṁ atirekatikkhattuṁ codanāya atirekachakkhattuṁ ṭhānena abhinipphāditaṁ nissaggiyaṁ.
อิมาหํ สงฺฆสฺส นิสฺสชฺชามีติ ฯเปฯ✎ ร่าง
Imāhaṁ saṅghassa nissajjāmī”ti …pe…
ทเทยฺยาติ ฯเปฯ✎ ร่าง
dadeyyāti …pe…
ทเทยฺยุนฺติ ฯเปฯ✎ ร่าง
dadeyyunti …pe…
อายสฺมโต ทมฺมีติ ฯ✎ ร่าง
āyasmato dammīti.
โน
เจ อภินิปฺผาเทยฺย ยตสฺส จีวรเจตาปนํ อาภตํ ตตฺถ สามํ
วา คนฺตพฺพํ ทูโต วา ปาเหตพฺโพ✎ ร่าง
No ce abhinipphādeyya, yatassa cīvaracetāpannaṁ ābhataṁ tattha sāmaṁ vā gantabbaṁ dūto vā pāhetabbo—
ยํ โข ตุเมฺห อายสฺมนฺโต
ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส จีวรเจตาปนํ ปหิณิตฺถ น ตํ ตสฺส ภิกฺขุโน กิญฺจิ
อตฺถํ อนุโภติ✎ ร่าง
“yaṁ kho tumhe, āyasmanto, bhikkhuṁ uddissa cīvaracetāpannaṁ pahiṇittha na taṁ tassa bhikkhuno kiñci atthaṁ anubhoti.
ยุญฺชนฺตายสฺมนฺโต สกํ มา โว สกํ วินสฺสาติ ฯ✎ ร่าง
Yuñjantāyasmanto sakaṁ, mā vo sakaṁ vinassā”ti.
อยํ ตตฺถ สามีจีติ✎ ร่าง
Ayaṁ tattha sāmīcīti
อยํ ตตฺถ อนุธมฺมตา ฯ✎ ร่าง
ayaṁ tattha anudhammatā.