เนื้อความทั้งข้อ
[๗๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้นนั้น มหาอำมาตย์ ผู้อุปัฏฐากของท่านพระอุปนันท-
*ศากยบุตร ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปกับทูตถวายแก่ท่านพระอุปนันทศากยบุตรสั่งว่า เจ้าจงจ่าย
จีวรด้วยทรัพย์จ่ายจีวรนี้ แล้วให้ท่านพระอุปนันทครองจีวร. จึงทูตนั้นเข้าไปหาท่านพระอุปนันท-
*ศากยบุตร ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้ กะท่านพระอุปทนันทศากยบุตรว่า ท่านเจ้าข้า ทรัพย์สำหรับ
จ่ายจีวรนี้แล กระผมนำมาถวายเฉพาะพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร.
เมื่อทูตนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้ตอบคำนี้ กะทูตนั้นว่า
พวกเรารับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่ได้, รับได้แต่จีวรอันเป็นของควรโดยการเท่านั้น;
เมื่อท่านตอบอย่างนั้นแล้ว ทูตนั้นได้ถามท่านว่า ก็ใครๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ?
ขณะนั้น อุบาสกผู้หนึ่งได้เดินไปสู่อารามด้วยกรณียะบางอย่าง จึงท่านพระอุปนันท-
*ศากยบุตรได้กล่าวคำนี้กะทูตนั้นว่า อุบาสกนั้นแล เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย.
จึงทูตนั้น สั่งอุบาสกนั้นให้เข้าใจแล้ว กลับเข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตรแจ้งว่า
ท่านเจ้าข้า อุบาสกที่พระคุณเจ้าแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น, กระผมสั่งให้เข้าใจแล้ว; ขอพระคุณ
เจ้าจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล.
ขณะนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรไม่ได้พูดอะไรกะอุบาสกนั้น.
แม้ครั้งที่สองแล ท่านมหาอำมาตย์นั้น ก็ได้ส่งทูตไปในสำนักท่านพระอุปนันทศากยบุตร
ว่า ขอพระคุณเจ้าจงใช้สอยจีวรนั้น, ข้าพเจ้าต้องการจะให้พระคุณเจ้าใช้จีวรนั้น; แม้ครั้งที่สอง
ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ก็มิได้พูดอะไร กะอุบาสกนั้น.
แม้ครั้งที่สามแล ท่านมหาอำมาตย์นั้น ก็ได้ส่งทูตไปในสำนักท่านพระอุปนันทศากย-
*บุตรว่า ขอพระคุณเจ้าจงใช้สอยจีวรนั้น, ข้าพเจ้าต้องการจะให้พระคุณเจ้าใช้จีวรนั้น.
ก็สมัยนั้น เป็นคราวประชุมของชาวนิคม และชาวนิคมได้ตั้งกติกากันไว้ว่า. ผู้ใดมาภาย
หลัง ต้องถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ.
คราวนั้น ท่านอุปนันทศากยบุตรเข้าไปหาอุบาสกนั่น. ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า
ฉันต้องการจีวร,
อุบาสกนั้นขอผลัดว่า ท่านเจ้าข้า โปรดรอสักวันหนึ่งก่อน, วันนี้เป็นสมัยประชุมของ
ชาวนิคม และชาวนิคมได้ตั้งกติกากันไว้ว่า ผู้ใดมาภายหลังต้องถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ.
ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้กล่าวคาดคั้นว่า ท่านจงให้จีวรแก่ฉันในวันนี้แหละ แล้ว
ยึดชายพกไว้.
ครั้นอุบาสกนั้นถูกคาดคั้น จึงจ่ายจีวรถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร แล้วจึงได้
ไปภายหลัง. คนทั้งหลายพากันถามอุบาสกนั้นว่า เหตุไรท่านจึงได้มาภายหลัง? ท่านต้องเสีย
เงิน ๕๐ กหาปณะ. จึงอุบาสกนั้นได้เล่าเรื่องนั้นให้คนเหล่านั้นฟัง คนทั้งหลาย พากันเพ่งโทษ
ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นคนมักมาก ไม่สันโดษ
จะทำการช่วยเหลือคนเหล่านี้บ้าง ก็ทำไม่ได้ง่าย ไฉนพระอุปนันทศากยบุตร เมื่ออุบาสกขอผลัด
ว่าท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน ก็รอไม่ได้?
ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย
สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า
ไฉนท่านพระอุปนันทศากยบุตร เมื่ออุบาสกขอผลัดว่า ท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน
ก็รอไม่ได้? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก
เกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า ดูกรอุปนันท ข่าวว่า เธออันอุบาสกขอ
ผลัดว่า ท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน ก็รอมิได้ ดังนี้ จริงหรือ?
ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ
ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำไฉน เธอเมื่ออุบาสกขอผลัดว่า กรุณา
รอสักวันหนึ่งจึงไม่รอเล่า? การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่
เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่นเป็น
ไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่
เลื่อมใสแล้ว.
พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตรโดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษ
แห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ
ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย
ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม
การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่
เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำ
นาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอัน
จะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยัง
ไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่าดังนี้:-
๒๙.๑๐ อนึ่ง พระราชาก็ดี ราชอำมาตย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี คหบดีก็ดี ส่ง-
*ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปด้วยทูตเฉพาะภิกษุว่า เจ้าจงจ่ายจีวรด้วยทรัพย์สำหรับจ่าย
จ่ายจีวรนี้แล้วยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร, ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า
ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้นำมาเฉพาะท่าน, ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร, ภิกษุ
นั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่, พวกเรารับ
แต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล; ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ก็ใครๆ ผู้เป็น
ไวยาวัจกรของท่านมีหรือ? ภิกษุผู้ต้องการจีวรพึงแสดงชนผู้ทำการในอารามหรืออุบา
สกให้เป็นไวยาวัจกร ด้วยคำว่า คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย, ถ้าทูต
นั้นสั่งไวยาวัจกรนั้นให้เข้าใจแล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า คนที่ท่านแสดง
เป็นไวยาวัจกรนั้น, ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว; ท่านจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครอง
จีวรตามกาล, ภิกษุผู้ต้องการจีวรเข้าไปหาไวยาวัจกรแล้ว พึงทวงพึงเตือนสองสามครั้ง
ว่า รูปต้องการจีวร; ภิกษุทวงอยู่ เตือนอยู่ สองสามครั้ง ยังไวยาวัจกรนั้น ให้
จัดจีวรสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี, ถ้าให้สำเร็จไม่ได้, พึง-
*ยืนนิ่งต่อหน้า ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง เป็นอย่างมาก; เธอยืนนิ่งต่อหน้า ๔ ครั้ง
๕ ครั้ง ๖ ครั้ง เป็นอย่างมาก; ยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสำเร็จได้, การให้สำเร็จได้
ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี, ถ้าให้สำเร็จไม่ได้, ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้น ยังจีวร
นั้นให้สำเร็จ, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์; ถ้าให้สำเร็จไม่ได้พึงไปเองก็ได้, ส่งทูตไปก็ได้
ในสำนักที่ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ, บอกว่า ท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร
ไปเฉพาะภิกษุใด, ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่, ท่านจงทวง
เอาทรัพย์ของท่านคืน, ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย; นี้เป็นสามีจิกรรมใน
เรื่องนั้น.
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน
อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต
อุปนนฺทสฺส สกฺยปุตฺตสฺส อุปฏฺฐาโก มหามตฺโต อายสฺมโต
อุปนนฺทสฺส สกฺยปุตฺตสฺส ทูเตน จีวรเจตาปนํ ปาเหสิ🤖 AI จับคู่
Tena kho pana samayena so mahāmatto āyasmato upanandassa sakyaputtassa santike dūtaṁ pāhesi—
อิมินา
จีวรเจตาปเนน จีวรํ เจตาเปตฺวา อยฺยํ🤖 AI จับคู่
“paribhuñjatu ayyo taṁ cīvaraṁ, icchāma mayaṁ ayyena taṁ cīvaraṁ paribhuttan”ti.
—
Atha kho āyasmā upanando sakyaputto taṁ upāsakaṁ na kiñci avacāsi.
อุปนนฺท🤖 AI จับคู่
Dutiyampi kho so mahāmatto āyasmato upanandassa sakyaputtassa santike dūtaṁ pāhesi—
ํ จีวเรน อจฺฉาเ🤖 AI จับคู่
“paribhuñjatu ayyo taṁ cīvaraṁ, icchāma mayaṁ ayyena taṁ cīvaraṁ paribhuttan”ti.
ท🤖 AI จับคู่
Dutiyampi kho āyasmā upanando sakyaputto taṁ upāsakaṁ na kiñci avacāsi.
ห🤖 AI จับคู่
Tatiyampi kho so mahāmatto āyasmato upanandassa sakyaputtassa santike dūtaṁ pāhesi—
ี🤖 AI จับคู่
“paribhuñjatu ayyo taṁ cīvaraṁ, icchāma mayaṁ ayyena taṁ cīvaraṁ paribhuttan”ti.
—
Tena kho pana samayena negamassa samayo hoti.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.56 · พุทธชยันตี 1.548
ติ ฯ🤖 AI จับคู่
Negamena ca katikā katā hoti— “yo pacchā āgacchati paññāsaṁ baddho”ti.
อถโข โส ทูโต เยนายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ
อุปสงฺกมิตฺวา🤖 AI จับคู่
Atha kho āyasmā upanando sakyaputto yena so upāsako tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā taṁ upāsakaṁ etadavoca—
—
“attho me, āvuso, cīvarenā”ti.
—
“Ajjaṇho, bhante, āgamehi, ajja negamassa samayo.
—
Negamena ca katikā katā hoti—‘yo pacchā āgacchati paññāsaṁ baddho’”ti.
—
“Ajjeva me, āvuso, cīvaraṁ dehī”ti ovaṭṭikāya parāmasi.
—
Atha kho so upāsako āyasmatā upanandena sakyaputtena nippīḷiyamāno āyasmato upanandassa sakyaputtassa cīvaraṁ cetāpetvā pacchā agamāsi.
—
Manussā taṁ upāsakaṁ etadavocuṁ—
—
“kissa tvaṁ, ayyo, pacchā āgato, paññāsaṁ jīnosī”ti.
—
Atha kho so upāsako tesaṁ manussānaṁ etamatthaṁ ārocesi.
อ้างอิงPTS 3.221 · ฉัฏฐสังคายนา 87.335
—
Manussā ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
—
“mahicchā ime samaṇā sakyaputtiyā asantuṭṭhā.
—
Nayimesaṁ sukaraṁ veyyāvaccampi kātuṁ.
—
Kathañhi nāma āyasmā upanando upāsakena—
—
‘ajjaṇho, bhante, āgamehī’ti vuccamāno nāgamessatī”ti.
—
Assosuṁ kho bhikkhū tesaṁ manussānaṁ ujjhāyantānaṁ khiyyantānaṁ vipācentānaṁ.
—
Ye te bhikkhū appicchā …pe… te ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
—
“kathañhi nāma āyasmā upanando sakyaputto upāsakena—
—
‘ajjaṇho, bhante, āgamehī’ti vuccamāno nāgamessatī”ti.
อายสฺมนฺตํ อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ เอต🤖 AI จับคู่
Atha kho te bhikkhū āyasmantaṁ upanandaṁ sakyaputtaṁ anekapariyāyena vigarahitvā bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ …pe…
อ้างอิงสยามรัฐ 2.57
ท🤖 AI จับคู่
“saccaṁ kira tvaṁ, upananda, upāsakena—
โวจ🤖 AI จับคู่
‘ajjaṇho, bhante, āgamehī’ti vuccamāno nāgamesī”ti?
—
Vigarahi buddho bhagavā …pe…
—
kathañhi nāma tvaṁ, moghapurisa, upāsakena—
—
‘ajjaṇho, bhante, āgamehī’ti vuccamāno nāgamessasi.
—
Netaṁ, moghapurisa, appasannānaṁ vā pasādāya …pe…
—
evañca pana, bhikkhave, imaṁ sikkhāpadaṁ uddiseyyātha—
—
“Bhikkhuṁ paneva uddissa rājā vā rājabhoggo vā brāhmaṇo vā gahapatiko vā dūtena cīvaracetāpannaṁ pahiṇeyya—
อ้างอิงPTS 3.222 · สยามรัฐ 2.58 · ฉัฏฐสังคายนา 87.336 · พุทธชยันตี 1.550
—
‘iminā cīvaracetāpannena cīvaraṁ cetāpetvā itthannāmaṁ bhikkhuṁ cīvarena acchādehī’ti.
—
So ce dūto taṁ bhikkhuṁ upasaṅkamitvā evaṁ vadeyya—
อิทํ โข
ภนฺเต อายสฺมนฺตํ อุทฺทิสฺส จีวรเจตาปนํ อาภตํ ปฏิคฺคณฺหาตุ
อายสฺมา จีวรเจตาปนนฺติ ฯ🤖 AI จับคู่
‘idaṁ kho, bhante, āyasmantaṁ uddissa cīvaracetāpannaṁ ābhataṁ, paṭiggaṇhātu āyasmā cīvaracetāpannan’ti,
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ตํ
ทูตํ เอตทโวจ🤖 AI จับคู่
tena bhikkhunā so dūto evamassa vacanīyo—
น โข มยํ อาวุโส จีวรเจตาปนํ ปฏิคฺคณฺหาม
จีวรญฺจ โข มยํ ปฏิคฺคณฺหาม กาเลน กปฺปิยนฺติ ฯ🤖 AI จับคู่
‘na kho mayaṁ, āvuso, cīvaracetāpannaṁ paṭiggaṇhāma. Cīvarañca kho mayaṁ paṭiggaṇhāma, kālena kappiyan’ti.
เอวํ วุตฺเต โส ทูโต อายสฺมนฺตํ อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ เอตทโวจ🤖 AI จับคู่
So ce dūto taṁ bhikkhuṁ evaṁ vadeyya—
อตฺถิ ปนายสฺมโต โกจิ เวยฺยาวจฺจกโรติ ฯ🤖 AI จับคู่
‘atthi panāyasmato koci veyyāvaccakaro’ti,
เตน โข ปน สมเยน
อญฺญตโร อุปาสโก อารามํ อคมาสิ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ
อถโข อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ตํ ทูตํ เอตทโวจ🤖 AI จับคู่
cīvaratthikena, bhikkhave, bhikkhunā veyyāvaccakaro niddisitabbo ārāmiko vā upāsako vā—
เอโส
โข อาวุโส อุปาสโก ภิกฺขูนํ เวยฺยาวจฺจกโรติ ฯ อถโข🤖 AI จับคู่
‘eso kho, āvuso, bhikkhūnaṁ veyyāvaccakaro’ti.
โส
ทูโต ตํ อุปาสกํ สญฺญาเปตฺวา เยนายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต
เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ เอตทโวจ🤖 AI จับคู่
So ce dūto taṁ veyyāvaccakaraṁ saññāpetvā taṁ bhikkhuṁ upasaṅkamitvā evaṁ vadeyya—
ยํ โข ภนฺเต อายสฺมา เวยฺยาวจฺจกรํ นิทฺทิสิ สญฺญตฺโต โส มยา
อุปสงฺกมตุ อายสฺมา กาเลน จีวเรน ตํ อจฺฉาเทสฺสตีติ🤖 AI จับคู่
‘yaṁ kho, bhante, āyasmā veyyāvaccakaraṁ niddisi saññatto so mayā, upasaṅkamatu āyasmā kālena, cīvarena taṁ acchādessatī’ti,
—
cīvaratthikena, bhikkhave, bhikkhunā veyyāvaccakaro upasaṅkamitvā dvattikkhattuṁ codetabbo sāretabbo—
—
‘attho me, āvuso, cīvarenā’ti.
—
Dvattikkhattuṁ codayamāno sārayamāno taṁ cīvaraṁ abhinipphādeyya, iccetaṁ kusalaṁ;
—
no ce abhinipphādeyya, catukkhattuṁ pañcakkhattuṁ chakkhattuparamaṁ tuṇhībhūtena uddissa ṭhātabbaṁ.
—
Catukkhattuṁ pañcakkhattuṁ chakkhattuparamaṁ tuṇhībhūto uddissa tiṭṭhamāno taṁ cīvaraṁ abhinipphādeyya, iccetaṁ kusalaṁ;
—
tato ce uttari vāyamamāno taṁ cīvaraṁ abhinipphādeyya, nissaggiyaṁ pācittiyaṁ.
—
No ce abhinipphādeyya, yatassa cīvaracetāpannaṁ ābhataṁ, tattha sāmaṁ vā gantabbaṁ dūto vā pāhetabbo—
—
‘yaṁ kho tumhe āyasmanto bhikkhuṁ uddissa cīvaracetāpannaṁ pahiṇittha, na taṁ tassa bhikkhuno kiñci atthaṁ anubhoti,
—
yuñjantāyasmanto sakaṁ, mā vo sakaṁ vinassā’ti,