เนื้อความทั้งข้อ
[๑๒๙] ก็โดยสมัยนั้นแล มาณพผู้หนึ่งปลงชีวิตบิดาเสีย. เขาอึดอัด ระอา รังเกียจ
บาปกรรมอันนั้น และได้มีความดำริว่า ด้วยวิธีอะไรหนอ เราจึงจะทำการออกจากบาปกรรม
อันนี้ได้ จึงหวนระลึกนึกขึ้นได้ว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นผู้ประพฤติธรรม
ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวแต่คำสัตย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม ถ้าเราจะพึงบวช
ในสำนักพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ด้วยวิธีเช่นนี้ เราก็จะทำการออกจากบาปกรรมอันนี้
ได้. ต่อมา เขาเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้วขอบรรพชา. ภิกษุทั้งหลายได้แจ้งความนี้ต่อท่านพระอุบาลี
ว่า อาวุโสอุบาลี เมื่อครั้งก่อนแล นาคแปลงกายเป็นชายหนุ่มเข้ามาบวชในสำนักภิกษุ อาวุโส
อุบาลี นิมนต์ท่านไต่สวนมาณพคนนี้. ครั้นมาณพนั้น ถูกท่านพระอุบาลีไต่สวนอยู่ จึงแจ้ง
เรื่องนั้น. ท่านพระอุบาลีได้แจ้งให้พวกภิกษุทราบแล้ว. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ คนฆ่าบิดา
ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย.
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร มาณวโก ปิตรํ
ชีวิตา โวโรเปสิ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena aññataro māṇavako pitaraṁ jīvitā voropesi.
อ้างอิงสยามรัฐ 4.178
โส เตน ปาปเกน กมฺเมน อฏฺฏิยติ หรายติ
ชิคุจฺฉติ ฯ✎ ร่าง
So tena pāpakena kammena aṭṭīyati harāyati jigucchati.
อถโข ตสฺส มาณวกสฺส เอตทโหสิ✎ ร่าง
Atha kho tassa māṇavakassa etadahosi—
เกน นุ โข
อหํ อุปาเยน อิมสฺส ปาปกสฺส กมฺมสฺส นิกฺขนฺตึ กเรยฺยนฺติ ฯ✎ ร่าง
“kena nu kho ahaṁ upāyena imassa pāpakassa kammassa nikkhantiṁ kareyyan”ti.
อถโข ตสฺส มาณวกสฺส เอตทโหสิ✎ ร่าง
Atha kho tassa māṇavakassa etadahosi—
อิเม โข สมณา สกฺยปุตฺติยา
ธมฺมจาริโน สมจาริโน พฺรหฺมจาริโน สจฺจวาทิโน สีลวนฺโต
กลฺยาณธมฺมา สเจ โข อหํ สมเณสุ สกฺยปุตฺติเยสุ ปพฺพเชยฺยํ
เอวาหํ อิมสฺส ปาปกสฺส กมฺมสฺส นิกฺขนฺตึ กเรยฺยนฺติ ฯ✎ ร่าง
“ime kho samaṇā sakyaputtiyā dhammacārino samacārino brahmacārino saccavādino sīlavanto kalyāṇadhammā, sace kho ahaṁ samaṇesu sakyaputtiyesu pabbajeyyaṁ, evāhaṁ imassa pāpakassa kammassa nikkhantiṁ kareyyan”ti.
อถโข
โส มาณวโก ภิกฺขู อุปสงฺกมิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho so māṇavako bhikkhū upasaṅkamitvā pabbajjaṁ yāci.
ภิกฺขู
อายสฺมนฺตํ อุปาลึ เอตทโวจุํ✎ ร่าง
Bhikkhū āyasmantaṁ upāliṁ etadavocuṁ—
ปุพฺเพปิ โข อาวุโส อุปาลิ นาโค
มาณวกวณฺเณน ภิกฺขูสุ ปพฺพชิโต✎ ร่าง
“pubbepi kho, āvuso upāli, nāgo māṇavakavaṇṇena bhikkhūsu pabbajito.
อิงฺฆาวุโส อุปาลิ อิมํ
มาณวกํ อนุยุญฺชาหีติ ฯ✎ ร่าง
Iṅghāvuso, upāli, imaṁ māṇavakaṁ anuyuñjāhī”ti.
อถโข โส มาณวโก อายสฺมตา
อุปาลินา อนุยุญฺชิยมาโน เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho so māṇavako āyasmatā upālinā anuyuñjīyamāno etamatthaṁ ārocesi.
อายสฺมา อุปาลิ
ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ✎ ร่าง
Āyasmā upāli bhikkhūnaṁ etamatthaṁ ārocesi.
ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Bhikkhū bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
ปิตุฆาตโก ภิกฺขเว อนุปสมฺปนฺโน น อนุปสมฺปาเทตพฺโพ
อุปสมฺปนฺโน นาเสตพฺโพติ ฯ✎ ร่าง
“Pitughātako, bhikkhave, anupasampanno na upasampādetabbo, upasampanno nāsetabbo”ti.
—
52. Arahantaghātakavatthu