‹ กลับ
สวดอุปสัมปทาเปกขะระบุโคตร
เล่ม ๔ — วินัยปิฎก มหาวรรค ๑ · ข้อ 142 · วิ.ม.ว.๑. ๔/๓๗๓๙ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๑๔๒] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกกุลบุตรที่อุปสมบทแล้วปรากฏเป็นโรคเรื้อนก็มี เป็นฝี ก็มี เป็นโรคกลากก็มี เป็นโรคมองคร่อก็มี เป็นโรคลมบ้าหมูก็มี. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ให้อุปสมบท ถามอันตรายิกธรรม ๑๓ ข้อ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงถามอุปสัมปทาเปกขะอย่างนี้:- อาพาธเห็นปานนี้ของเจ้ามีหรือ? คือ โรคเรื้อน ฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ ลมบ้าหมู? เจ้าเป็นมนุษย์หรือ เป็นชายหรือ เป็นไทหรือ ไม่มีหนี้สินหรือ มิใช่ราชภัฏหรือ มารดา บิดาอนุญาตแล้วหรือ มีปีครบ ๒๐ แล้วหรือ บาตรจีวรของเจ้ามีครบแล้วหรือ เจ้าชื่ออะไร อุปัชฌาย์ของเจ้าชื่ออะไร? ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายถามอันตรายิกธรรมกะพวกอุปสัมปทาเปกขะ ที่ยังมิได้ สอนซ้อม. พวกอุปสัมปทาเปกขะย่อมสะทกสะท้าน เก้อเขิน ไม่อาจจะตอบได้. ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอนซ้อมก่อน แล้วจึงถามอันตรายิกธรรมทีหลัง. ภิกษุทั้งหลายสอนซ้อมในท่ามกลางสงฆ์นั้นนั่นแหละ. พวกอุปสัมปทาเปกขะย่อมสะทก สะท้าน เก้อเขิน ไม่อาจตอบได้เหมือนอย่างเดิม. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ สอนซ้อม ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วจึงถามอันตรายิกธรรมในท่ามกลางสงฆ์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสอนซ้อมอุปสัมปทาเปกขะอย่างนี้:- พึงให้อุปสัมปทาเปกขะถืออุปัชฌาย์ก่อน ครั้นแล้วพึงบอกบาตรจีวรว่า นี้บาตรของเจ้า นี้ผ้าทาบของเจ้า นี้ผ้าห่มของเจ้า นี้ผ้านุ่งของเจ้า เจ้าจงไปยืน ณ โอกาสโน้น. ภิกษุทั้งหลายที่เขลา ไม่ฉลาด ย่อมสอนซ้อม เหล่าอุปสัมปทาเปกขะที่ถูกสอนซ้อมไม่ดี ย่อมสะทกสะท้าน เก้อเขิน ไม่อาจตอบได้. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่พึง สอนซ้อม รูปใดสอนซ้อม ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ สอนซ้อม. บรรดาภิกษุผู้ที่ยังไม่ได้รับสมมติ ย่อมสอนซ้อม. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ยังไม่ได้ รับสมมติ ไม่พึงสอนซ้อม รูปใดสอนซ้อม ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุที่ได้รับสมมติแล้วสอนซ้อม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมมติ ดังต่อไปนี้:- ตนเองพึงสมมติตนก็ได้ หรือภิกษุรูปอื่น พึงสมมติภิกษุอื่นก็ได้. อย่างไรเล่า ตนเองพึงสมมติตนเอง? คือ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:- ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงสอนซ้อมผู้มีชื่อนี้. อย่างนี้ ชื่อว่าตนเองสมมติตนเอง. อย่างไรเล่า ภิกษุรูปอื่น พึงสมมติภิกษุรูปอื่น? คือ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศ ให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:- ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ ถ้าความ พร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ท่านผู้มีชื่อนี้พึงสอนซ้อมผู้มีชื่อนี้. อย่างนี้ ชื่อว่าภิกษุรูปอื่นสมมติภิกษุรูปอื่น. ภิกษุผู้ได้รับสมมติแล้วนั้น พึงเข้าไปหาอุปสัมปทาเปกขะ แล้วกล่าวอย่างนี้ ว่าดังนี้:- แน่ะผู้มีชื่อนี้ เจ้าฟังนะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจริงของเจ้า เมื่อท่านถามในท่ามกลางสงฆ์ ถึงสิ่งอันเกิดแล้ว มีอยู่ พึงบอกว่า ไม่มี พึงบอกว่าไม่มี เจ้าอย่าสะทกสะท้านแล้วแล เจ้าอย่า ได้เป็นผู้เก้อแล้วแล ภิกษุทั้งหลายจักถามเจ้าอย่างนี้ อาพาธเห็นปานนี้ของเจ้ามีหรือ? คือ โรคเรื้อน ฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ ลมบ้าหมู? เจ้าเป็นมนุษย์หรือ เป็นชายหรือ เป็นไทหรือ ไม่มีหนี้สินหรือ มิใช่ราชภัฏหรือ มารดาบิดาอนุญาตแล้วหรือ มีปีครบ ๒๐ แล้วหรือ บาตร จีวรของเจ้ามีครบแล้วหรือ เจ้าชื่ออะไร อุปัชฌาย์ของเจ้าชื่ออะไร? ภิกษุผู้สอนซ้อมกับอุปสัมปทาเปกขะเดินมาด้วยกัน แต่ทั้งสองไม่พึงเดินมาพร้อมกัน คือ ภิกษุผู้สอนซ้อมต้องมาก่อน แล้วประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:- ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้. ข้าพเจ้าสอนซ้อมเขาแล้ว. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว. ขอผู้มีชื่อนี้พึงมา. พึงเรียกอุปสัมปทาเปกขะว่า เจ้าจงมา. พึงให้อุปสัมปทาเปกขะนั้นห่มผ้าเฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย ให้นั่งกระหย่ง ให้ประคองอัญชลีแล้ว พึงให้ขออุปสมบทดังนี้:- ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ เจ้าข้า ขอสงฆ์โปรดยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด เจ้าข้า. ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ เป็นครั้งที่สอง เจ้าข้า ขอสงฆ์โปรดยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด เจ้าข้า. ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ เป็นครั้งที่สาม เจ้าข้า ขอสงฆ์โปรดยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด เจ้าข้า. ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:- ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว. ข้าพเจ้าจะพึงถามอันตรายิกธรรมต่อผู้มีชื่อนี้ ดังนี้:- แน่ะ ผู้มีชื่อนี้ เจ้าฟังนะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจริงของเจ้า เราจะถามสิ่งที่เกิดแล้ว มีอยู่ พึงบอกว่ามี ไม่มี พึงบอกว่าไม่มี อาพาธเห็นปานนี้ของเจ้ามีหรือ? คือ โรคเรื้อน ฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ ลมบ้าหมู? เจ้าเป็นมนุษย์หรือ เป็นชายหรือ เป็นไทหรือ ไม่มีหนี้สินหรือ มิใช่ราชภัฏหรือ มารดาบิดาอนุญาตแล้วหรือ มีปีครบ ๒๐ แล้วหรือ บาตรจีวรของเจ้ามี ครบแล้วหรือ เจ้าชื่ออะไร อุปัชฌาย์ของเจ้าชื่ออะไร? ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:- ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มี ชื่อนี้ บริสุทธิ์แล้วจากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย. บาตรจีวรของเขาครบแล้ว. ผู้มีชื่อนี้ขอ อุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว. สงฆ์พึงอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. นี้เป็นญัตติ. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มี ชื่อนี้ บริสุทธิ์แล้วจากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย. บาตรจีวรของเขาครบแล้ว. ผู้มีชื่อนี้ ขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้ เป็นอุปัชฌายะ. การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด. ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สอง. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ บริสุทธิ์แล้วจากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย. บาตรจีวร ของเขาครบแล้ว. ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. สงฆ์อุปสมบท ผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด. ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สาม. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ บริสุทธิ์แล้วจากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย. บาตรจีวร ของเขาครบแล้ว. ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. สงฆ์อุปสมบท ผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ. การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด. ผู้มีชื่อนี้สงฆ์อุปสมบทแล้ว มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.
เทียบรายประโยค (81 ประโยค)
pli-tv-kd1:76.7.1 #
เตน🤖 AI จับคู่
Tena sammatena bhikkhunā upasampadāpekkho upasaṅkamitvā evamassa vacanīyo—
อ้างอิงพุทธชยันตี 3.234
pli-tv-kd1:76.7.2 #
‘suṇasi, itthannāma, ayaṁ te saccakālo bhūtakālo.
pli-tv-kd1:76.7.3 #
Yaṁ jātaṁ taṁ saṅghamajjhe pucchante santaṁ atthīti vattabbaṁ, asantaṁ natthīti vattabbaṁ.
pli-tv-kd1:76.7.4 #
Mā kho vitthāyi, mā kho maṅku ahosi.
pli-tv-kd1:76.7.5 #
Evaṁ taṁ pucchissanti—
pli-tv-kd1:76.7.6 #
santi te evarūpā ābādhā—
pli-tv-kd1:76.7.7 #
kuṭṭhaṁ, gaṇḍo, kilāso, soso, apamāro?
pli-tv-kd1:76.7.8 #
Manussosi?
pli-tv-kd1:76.7.9 #
Purisosi?
pli-tv-kd1:76.7.10 #
Bhujissosi?
pli-tv-kd1:76.7.11 #
Aṇaṇosi?
pli-tv-kd1:76.7.12 #
Nasi rājabhaṭo?
pli-tv-kd1:76.7.13 #
Anuññātosi mātāpitūhi?
pli-tv-kd1:76.7.14 #
Paripuṇṇavīsativassosi?
pli-tv-kd1:76.7.15 #
Paripuṇṇaṁ te pattacīvaraṁ?
pli-tv-kd1:76.7.16 #
Kiṁnāmosi?
pli-tv-kd1:76.7.17 #
Konāmo te upajjhāyo’”ti?
pli-tv-kd1:76.8.1 #
Ekato āgacchanti.
pli-tv-kd1:76.8.2 #
“Na, bhikkhave, ekato āgantabbaṁ.
pli-tv-kd1:76.8.3 #
Anusāsakena paṭhamataraṁ āgantvā saṅgho ñāpetabbo—
pli-tv-kd1:76.8.4 #
‘suṇātu me, bhante, saṅgho.
pli-tv-kd1:76.8.5 #
Itthannāmo itthannāmassa āyasmato upasampadāpekkho.
pli-tv-kd1:76.8.6 #
Anusiṭṭho so mayā.
อ้างอิงPTS 1.95
pli-tv-kd1:76.8.7 #
Yadi saṅghassa pattakallaṁ, itthannāmo āgaccheyyā’ti.
pli-tv-kd1:76.8.8 #
‘Āgacchāhī’ti vattabbo.
pli-tv-kd1:76.8.9 #
Ekaṁsaṁ uttarāsaṅgaṁ kārāpetvā bhikkhūnaṁ pāde vandāpetvā ukkuṭikaṁ nisīdāpetvā añjaliṁ paggaṇhāpetvā upasampadaṁ yācāpetabbo—
อ้างอิงสยามรัฐ 4.191
pli-tv-kd1:76.8.10 #
‘saṅghaṁ, bhante, upasampadaṁ yācāmi.
pli-tv-kd1:76.8.11 #
Ullumpatu maṁ, bhante, saṅgho anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd1:76.8.12 #
Dutiyampi, bhante, saṅghaṁ upasampadaṁ yācāmi.
pli-tv-kd1:76.8.13 #
Ullumpatu maṁ, bhante, saṅgho anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd1:76.8.14 #
Tatiyampi, bhante, saṅghaṁ upasampadaṁ yācāmi.
pli-tv-kd1:76.8.15 #
Ullumpatu maṁ, bhante, saṅgho anukampaṁ upādāyā’ti.
pli-tv-kd1:76.9.1 #
Byattena bhikkhunā paṭibalena saṅgho ñāpetabbo—
pli-tv-kd1:76.9.2 #
‘Suṇātu me, bhante, saṅgho.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 89.121 · พุทธชยันตี 3.236
pli-tv-kd1:76.9.3 #
Ayaṁ itthannāmo itthannāmassa āyasmato upasampadāpekkho.
pli-tv-kd1:76.9.4 #
Yadi saṅghassa pattakallaṁ, ahaṁ itthannāmaṁ antarāyike dhamme puccheyyanti?
pli-tv-kd1:76.9.5 #
Suṇasi, itthannāma, ayaṁ te saccakālo bhūtakālo.
pli-tv-kd1:76.9.6 #
Yaṁ jātaṁ taṁ pucchāmi.
pli-tv-kd1:76.9.7 #
Santaṁ atthīti vattabbaṁ, asantaṁ natthīti vattabbaṁ.
pli-tv-kd1:76.9.8 #
Santi te evarūpā ābādhā—
pli-tv-kd1:76.9.9 #
kuṭṭhaṁ gaṇḍo kilāso soso apamāro?
pli-tv-kd1:76.9.10 #
Manussosi?
pli-tv-kd1:76.9.11 #
Purisosi?
pli-tv-kd1:76.9.12 #
Bhujissosi?
pli-tv-kd1:76.9.13 #
Aṇaṇosi?
pli-tv-kd1:76.9.14 #
Nasi rājabhaṭo?
pli-tv-kd1:76.9.15 #
Anuññātosi mātāpitūhi?
pli-tv-kd1:76.9.16 #
Paripuṇṇavīsativassosi?
pli-tv-kd1:76.9.17 #
Paripuṇṇaṁ te pattacīvaraṁ?
pli-tv-kd1:76.9.18 #
Kiṁnāmosi?
pli-tv-kd1:76.9.19 #
Konāmo te upajjhāyo’ti?
pli-tv-kd1:76.10.1 #
Byattena bhikkhunā paṭibalena saṅgho ñāpetabbo—
pli-tv-kd1:76.10.2 #
‘Suṇātu me, bhante, saṅgho.
pli-tv-kd1:76.10.3 #
โข ปน🤖 AI จับคู่
Ayaṁ itthannāmo itthannāmassa āyasmato upasampadāpekkho, parisuddho antarāyikehi dhammehi, paripuṇṇassa pattacīvaraṁ.
pli-tv-kd1:76.10.4 #
สมเยน🤖 AI จับคู่
Itthannāmo saṅghaṁ upasampadaṁ yācati itthannāmena upajjhāyena.
pli-tv-kd1:76.10.5 #
Yadi saṅghassa pattakallaṁ, saṅgho itthannāmaṁ upasampādeyya itthannāmena upajjhāyena.
pli-tv-kd1:76.10.6 #
Esā ñatti.
pli-tv-kd1:76.11.1 #
Suṇātu me, bhante, saṅgho.
อ้างอิงสยามรัฐ 4.192
pli-tv-kd1:76.11.2 #
Ayaṁ itthannāmo itthannāmassa āyasmato upasampadāpekkho, parisuddho antarāyikehi dhammehi, paripuṇṇassa pattacīvaraṁ.
pli-tv-kd1:76.11.3 #
Itthannāmo saṅghaṁ upasampadaṁ yācati itthannāmena upajjhāyena.
pli-tv-kd1:76.11.4 #
Saṅgho itthannāmaṁ upasampādeti itthannāmena upajjhāyena.
pli-tv-kd1:76.11.5 #
Yassāyasmato khamati itthannāmassa upasampadā itthannāmena upajjhāyena, so tuṇhassa;
pli-tv-kd1:76.11.6 #
yassa nakkhamati, so bhāseyya.
pli-tv-kd1:76.12.1 #
Dutiyampi etamatthaṁ vadāmi—
pli-tv-kd1:76.12.2 #
suṇātu me, bhante, saṅgho.
pli-tv-kd1:76.12.3 #
Ayaṁ itthannāmo itthannāmassa āyasmato upasampadāpekkho, parisuddho antarāyikehi dhammehi, paripuṇṇassa pattacīvaraṁ.
pli-tv-kd1:76.12.4 #
Itthannāmo saṅghaṁ upasampadaṁ yācati itthannāmena upajjhāyena.
pli-tv-kd1:76.12.5 #
Saṅgho itthannāmaṁ upasampādeti itthannāmena upajjhāyena.
pli-tv-kd1:76.12.6 #
Yassāyasmato khamati itthannāmassa upasampadā itthannāmena upajjhāyena, so tuṇhassa;
pli-tv-kd1:76.12.7 #
yassa nakkhamati, so bhāseyya.
pli-tv-kd1:76.12.8 #
Tatiyampi etamatthaṁ vadāmi—
pli-tv-kd1:76.12.9 #
suṇātu me, bhante, saṅgho.
pli-tv-kd1:76.12.10 #
Ayaṁ itthannāmo itthannāmassa āyasmato upasampadāpekkho, parisuddho antarāyikehi dhammehi, paripuṇṇassa pattacīvaraṁ.
pli-tv-kd1:76.12.11 #
Itthannāmo saṅghaṁ upasampadaṁ yācati itthannāmena upajjhāyena.
pli-tv-kd1:76.12.12 #
Saṅgho itthannāmaṁ upasampādeti itthannāmena upajjhāyena.
pli-tv-kd1:76.12.13 #
Yassāyasmato khamati itthannāmassa upasampadā itthannāmena upajjhāyena, so tuṇhassa;
pli-tv-kd1:76.12.14 #
yassa nakkhamati, so bhāseyya.
pli-tv-kd1:76.12.15 #
Upasampanno saṅghena itthannāmo itthannāmena upajjhāyena.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 89.122
pli-tv-kd1:76.12.16 #
Khamati saṅghassa, tasmā tuṇhī, evametaṁ dhārayāmī’”ti.
pli-tv-kd1:76.12.17 #
Upasampadākammaṁ niṭṭhitaṁ.
pli-tv-kd1:77.1.0 #
64. Cattāronissaya
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๔ — วินัยปิฎก มหาวรรค ๑
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน