เนื้อความทั้งข้อ
[๑๒๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะ
เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะถูกสงฆ์ลงปัพพาชนีย-
*กรรมแล้ว ไม่ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมา
ภิกษุทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงเพราะความ
พอใจ ลำเอียงเพราะความขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว
หลีกไปเสียก็มี สึกเสียก็มี จริงหรือ
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของ
ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้
ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว จึงได้ไม่
ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย
ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงเพราะความพอใจ ลำเอียงเพราะ
ความขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว หลีกไปเสียก็มี
สึกเสียก็มีเล่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไป
เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะ
ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงระงับปัพพาชนียกรรม ฯ
อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ภิกฺขุสงฺฆํ
สนฺนิปาตาเปตฺวา ภิกฺขู ปฏิปุจฺฉิ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā etasmiṁ nidāne etasmiṁ pakaraṇe bhikkhusaṅghaṁ sannipātāpetvā bhikkhū paṭipucchi—
สจฺจํ กิร ภิกฺขเว อสฺสชิปุนพฺพสุกา
ภิกฺขู สงฺเฆน ปพฺพาชนียกมฺมกตา น สมฺมา วตฺตนฺติ น โลมํ
ปาเตนฺติ น เนตฺถารํ วตฺตนฺติ✎ ร่าง
“saccaṁ kira, bhikkhave, assajipunabbasukā bhikkhū saṅghena pabbājanīyakammakatā na sammā vattanti, na lomaṁ pātenti, na netthāraṁ vattanti;
ภิกฺขู น ขมาเปนฺติ อกฺโกสนฺติ
ปริภาสนฺติ✎ ร่าง
na bhikkhū khamāpenti, akkosanti, paribhāsanti;
ฉนฺทคามิตา โทสคามิตา โมหคามิตา ภยคามิตา ปาเปนฺติ✎ ร่าง
chandagāmitā dosagāmitā mohagāmitā bhayagāmitā pāpenti;
ปกฺกมนฺติปิ วิพฺภมนฺติปีติ ฯ✎ ร่าง
pakkamantipi, vibbhamantipī”ti?
สจฺจํ ภควาติ ฯ✎ ร่าง
“Saccaṁ, bhagavā”ti.
วิครหิ พุทฺโธ ภควา✎ ร่าง
Vigarahi buddho bhagavā—
อนนุจฺฉวิกํ ภิกฺขเว เตสํ โมฆปุริสานํ ฯเปฯ✎ ร่าง
“ananucchavikaṁ …pe…
กถํ หิ นาม เต
ภิกฺขเว โมฆปุริสา สงฺเฆน ปพฺพาชนียกมฺมกตา น สมฺมา วตฺติสฺสนฺติ
น โลมํ ปาเตสฺสนฺติ น เนตฺถารํ วตฺติสฺสนฺติ✎ ร่าง
kathañhi nāma te, bhikkhave, moghapurisā saṅghena pabbājanīyakammakatā na sammā vattissanti, na lomaṁ pātessanti, na netthāraṁ vattissanti;
ภิกฺขู น ขมาเปสฺสนฺติ
อกฺโกสิสฺสนฺติ ปริภาสิสฺสนฺติ✎ ร่าง
na bhikkhū khamāpessanti, akkosissanti, paribhāsissanti;
ฉนฺทคามิตา โทสคามิตา โมหคามิตา
ภยคามิตา ปาเปสฺสนฺติ✎ ร่าง
chandagāmitā dosagāmitā mohagāmitā bhayagāmitā pāpessanti;
ปกฺกมิสฺสนฺติปิ วิพฺภมิสฺสนฺติปิ✎ ร่าง
pakkamissantipi, vibbhamissantipi.
เนตํ
ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ✎ ร่าง
Netaṁ, bhikkhave, appasannānaṁ vā pasādāya …pe…
วิครหิตฺวา✎ ร่าง
vigarahitvā …pe…
ธมฺมึ กถํ
กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ✎ ร่าง
dhammiṁ kathaṁ katvā bhikkhū āmantesi—
เตนหิ ภิกฺขเว สงฺโฆ ปพฺพาชนียกมฺมํ✎ ร่าง
“tena hi, bhikkhave, saṅgho pabbājanīyakammaṁ paṭippassambhetu.