เนื้อความทั้งข้อ
[๕๙๔] ก็โดยสมัยนั้นแล พระเมตติยะและพระภุมมชกะ เป็นพระ
บวชใหม่และมีบุญน้อย เสนาสนะของสงฆ์ชนิดเลว และอาหารอย่างเลว ย่อม
ตกถึงแก่เธอทั้งสอง ครั้งนั้น ชาวบ้านในพระนครราชคฤห์ชอบถวายเนยใสบ้าง
น้ำมันบ้าง แกงที่มีรสดีๆ บ้าง ซึ่งจัดปรุงเฉพาะพระเถระ ส่วนพระเมตติยะและ
พระภุมมชกะ เขาถวายอาหารอย่างธรรมดาตามแต่จะหาได้ มีชนิดปลายข้าวมี
น้ำส้มเป็นกับ เวลาหลังอาหารเธอทั้งสองกลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวถามพวก
พระเถระว่า ในโรงฉันของพวกท่านมีอาหารอะไรบ้าง ขอรับ ในโรงฉันของพวก
ท่านไม่มีอะไรบ้าง ขอรับ พระเถระบางพวกบอกอย่างนี้ว่า พวกเรามีเนยใส
น้ำมัน แกงที่มีรสอร่อยๆ ส่วนพระเมตติยะและพระภุมมชกะพูดอย่างนี้ว่า พวก
ผมไม่มีอะไรเลย ขอรับ มีแต่อาหารอย่างธรรมดาตามที่จะหาได้ เป็นชนิด
ปลายข้าวมีน้ำส้มเป็นกับ ฯ
เตน โข ปน สมเยน เมตฺติยภุมฺมชกา ๑- ภิกฺขู นวกา เจว
โหนฺติ อปฺปปุญฺญา จ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena mettiyabhūmajakā bhikkhū navakā ceva honti appapuññā ca.
ยานิ สงฺฆสฺส ลามกานิ เสนาสนานิ ตานิ
เตสํ ๒- ปาปุณนฺติ ลามกานิ จ ภตฺตานิ ฯ✎ ร่าง
Yāni saṅghassa lāmakāni senāsanāni tāni tesaṁ pāpuṇanti lāmakāni ca bhattāni.
เตน โข ปน สมเยน ราชคเห
มนุสฺสา อิจฺฉนฺติ เถรานํ ภิกฺขูนํ อภิสงฺขาริกํ ทาตุํ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena rājagahe manussā icchanti therānaṁ bhikkhūnaṁ abhisaṅkhārikaṁ piṇḍapātaṁ dātuṁ—
อ้างอิงPTS 2.77
สปฺปิมฺปิ เตลมฺปิ
อุตฺตริภงฺคมฺปิ✎ ร่าง
sappimpi, telampi, uttaribhaṅgampi.
เมตฺติยภุมฺมชกานํ ปน ภิกฺขูนํ ปากติกํ เทนฺติ✎ ร่าง
Mettiyabhūmajakānaṁ pana bhikkhūnaṁ pākatikaṁ denti—
ยถารทฺธํ กาณาชกํ พิลงฺคทุติยํ ฯ✎ ร่าง
yathārandhaṁ kaṇājakaṁ bilaṅgadutiyaṁ.
เต ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา
เถเร ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ✎ ร่าง
Te pacchābhattaṁ piṇḍapātapaṭikkantā there bhikkhū pucchanti—
ตุมฺหากํ อาวุโส ภตฺตคฺเค กึ อโหสิ
ตุมฺหากํ กึ นาโหสีติ ๓- ฯ✎ ร่าง
“tumhākaṁ, āvuso, bhattagge kiṁ ahosi, tumhākaṁ kiṁ ahosī”ti?
เอกจฺเจ เถรา เอวํ วเทนฺติ✎ ร่าง
Ekacce therā evaṁ vadanti—
อมฺหากํ
อาวุโส สปฺปิ อโหสิ เตลํ อโหสิ อุตฺตริภงฺคํ อโหสีติ ฯ✎ ร่าง
“amhākaṁ, āvuso, sappi ahosi, telaṁ ahosi, uttaribhaṅgaṁ ahosī”ti.
เมตฺติยภุมฺมชกา ปน ภิกฺขู เอวํ วเทนฺติ✎ ร่าง
Mettiyabhūmajakā pana bhikkhū evaṁ vadanti—
อมฺหากํ อาวุโส น
กิญฺจิ อโหสิ✎ ร่าง
“amhākaṁ, āvuso, na kiñci ahosi—
ปากติกํ ยถารทฺธํ กาณาชกํ พิลงฺคทุติยนฺติ ฯ✎ ร่าง
pākatikaṁ yathārandhaṁ kaṇājakaṁ bilaṅgadutiyan”ti.