เนื้อความทั้งข้อ
[๑๔๑] ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติย-
*กรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้อาพาธ
ไม่ใช้สาแหรกไม่สามารถจะนำบาตรไปได้ เธอขอสิกกาสมมติกะสงฆ์
ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สิกกาสมมติแก่ภิกษุมี
ชื่อนี้ นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้อาพาธ
ไม่ใช้สาแหรกไม่สามารถจะนำบาตรไปได้ เธอขอสิกกาสมมติกะสงฆ์
สงฆ์ให้สิกกาสมมติแก่ภิกษุมีชื่อนี้ การให้สิกกาสมมติแก่ภิกษุมีชื่อนี้
ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่าน
ผู้นั้นพึงพูด
สิกกาสมมติ อันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่สงฆ์ เหตุ
นั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ
พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ✎ ร่าง
Byattena bhikkhunā paṭibalena saṅgho ñāpetabbo—
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ✎ ร่าง
‘Suṇātu me, bhante, saṅgho.
อ้างอิงสยามรัฐ 7.56
อยํ อิตฺถนฺนาโม ภิกฺขุ คิลาโน
น สกฺโกติ วินา สิกฺกาย ปตฺตํ ปริหริตุํ✎ ร่าง
Ayaṁ itthannāmo bhikkhu gilāno, na sakkoti vinā sikkāya pattaṁ pariharituṁ.
โส สงฺฆํ สิกฺกาสมฺมตึ
ยาจติ ฯ✎ ร่าง
So saṅghaṁ sikkāsammutiṁ yācati.
ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน
สิกฺกาสมฺมตึ ทเทยฺย ฯ✎ ร่าง
Yadi saṅghassa pattakallaṁ, saṅgho itthannāmassa bhikkhuno sikkāsammutiṁ dadeyya.
เอสา ญตฺติ ฯ✎ ร่าง
Esā ñatti.
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ✎ ร่าง
Suṇātu me, bhante, saṅgho.
อยํ อิตฺถนฺนาโม ภิกฺขุ
คิลาโน น สกฺโกติ วินา สิกฺกาย ปตฺตํ ปริหริตุํ✎ ร่าง
Ayaṁ itthannāmo bhikkhu gilāno, na sakkoti vinā sikkāya pattaṁ pariharituṁ.
โส สงฺฆํ
สิกฺกาสมฺมตึ ยาจติ ฯ✎ ร่าง
So saṅghaṁ sikkāsammutiṁ yācati.
สงฺโฆ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน สิกฺกาสมฺมตึ
เทติ ฯ✎ ร่าง
Saṅgho itthannāmassa bhikkhuno sikkāsammutiṁ deti.
ยสฺสายสฺมโต ขมติ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน สิกฺกาสมฺมติยา
ทานํ โส ตุณฺหสฺส✎ ร่าง
Yassāyasmato khamati itthannāmassa bhikkhuno sikkāsammutiyā dānaṁ, so tuṇhassa;
ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย ฯ✎ ร่าง
yassa nakkhamati, so bhāseyya.
ทินฺนา สงฺเฆน อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน สิกฺกาสมฺมติ✎ ร่าง
Dinnā saṅghena itthannāmassa bhikkhuno sikkāsammuti.
ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ✎ ร่าง
Khamati saṅghassa, tasmā tuṇhī, evametaṁ dhārayāmī’”ti.