เนื้อความทั้งข้อ
[๔๙๐] เมื่องดปาติโมกข์แก่ภิกษุแล้ว บริษัทเลิกประชุมเพราะอันตราย
๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ:-
๑. อันตรายแต่พระราชา
๒. อันตรายแต่โจร
๓. อันตรายแต่ไฟ
๔. อันตรายแต่น้ำ
๕. อันตรายแต่มนุษย์
๖. อันตรายแต่อมนุษย์
๗. อันตรายแต่สัตว์ร้าย
๘. อันตรายแต่สัตว์เลื้อยคลาน
๙. อันตรายต่อชีวิต
๑๐. อันตรายต่อพรหมจรรย์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหวังอยู่ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ใน
อาวาสนั้นหรือในอาวาสอื่น พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ว่า
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กถาปรารภอาบัติปาราชิกของบุคคลมีชื่อ
นี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังมิได้วินิจฉัย ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึง
วินิจฉัยเรื่องนั้น
ถ้าได้การวินิจฉัยนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ครั้นถึงวันอุโบสถ
๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เมื่อบุคคลนั้นอยู่พร้อมหน้าสงฆ์ พึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ว่า
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กถาปรารภอาบัติปาราชิกของบุคคลมี
ชื่อนี้ยังค้างอยู่ เรื่องนั้นยังมิได้วินิจฉัย ข้าพเจ้างดปาติโมกข์แก่เธอ เมื่อเธอยัง
อยู่พร้อมหน้าสงฆ์ ไม่พึงสวดปาติโมกข์ ดังนี้ การงดปาติโมกข์เป็นธรรม
ภิกฺขุสฺส ปาติโมกฺเข ฐปิเต ปริสา วุฏฺฐาติ ทสนฺนํ
อนฺตรายานํ อญฺญตเรน อนฺตราเยน✎ ร่าง
Bhikkhussa pātimokkhe ṭhapite parisā vuṭṭhāti, dasannaṁ antarāyānaṁ aññatarena—
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 90.403
ราชนฺตราเยน วา โจรนฺตราเยน
วา อคฺยนฺตราเยน วา อุทกนฺตราเยน วา มนุสฺสนฺตราเยน
วา อมนุสฺสนฺตราเยน วา วาฬนฺตราเยน วา สิรึสปนฺตราเยน วา
ชีวิตนฺตราเยน วา พฺรหฺมจริยนฺตราเยน วา✎ ร่าง
rājantarāyena vā, corantarāyena vā, agyantarāyena vā, udakantarāyena vā, manussantarāyena vā, amanussantarāyena vā, vāḷantarāyena vā, sarīsapantarāyena vā, jīvitantarāyena vā, brahmacariyantarāyena vā.
อากงฺขมาโน ภิกฺขเว
ภิกฺขุ ตสฺมึ อาวาเส อญฺญตรสฺมึ วา อาวาเส ตสฺมึ ปุคฺคเล
สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหเรยฺย✎ ร่าง
Ākaṅkhamāno, bhikkhave, bhikkhu tasmiṁ vā āvāse, aññasmiṁ vā āvāse, tasmiṁ puggale sammukhībhūte saṅghamajjhe udāhareyya—
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ✎ ร่าง
‘Suṇātu me, bhante, saṅgho.
อิตฺถนฺนามสฺส ปุคฺคลสฺส
ปาราชิกกถา วิปฺปกตา ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉิตํ✎ ร่าง
Itthannāmassa puggalassa pārājikakathā vippakatā, taṁ vatthu avinicchitaṁ.
ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ
สงฺโฆ ตํ วตฺถุํ วินิจฺฉิเนยฺยาติ ฯ✎ ร่าง
Yadi saṅghassa pattakallaṁ, saṅgho taṁ vatthuṁ vinicchineyyā’ti.
เอวญฺเจ ตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ✎ ร่าง
Evañcetaṁ labhetha, iccetaṁ kusalaṁ.
โน
เจ ลเภถ ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส วา ปณฺณรเส วา ตสฺมึ ปุคฺคเล
สมฺมุขีภูเต สงฺฆมชฺเฌ อุทาหริตพฺพํ✎ ร่าง
No ce labhetha, tadahuposathe cātuddase vā pannarase vā tasmiṁ puggale sammukhībhūte saṅghamajjhe udāharitabbaṁ—
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ✎ ร่าง
‘Suṇātu me, bhante, saṅgho.
อิตฺถนฺนามสฺส ปุคฺคลสฺส
ปาราชิกกถา วิปฺปกตา ตํ วตฺถุํ อวินิจฺฉิตํ✎ ร่าง
Itthannāmassa puggalassa pārājikakathā vippakatā, taṁ vatthu avinicchitaṁ.
ตสฺส ปาติโมกฺขํ ฐเปมิ
น ตสฺมึ สมฺมุขีภูเต ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tassa pātimokkhaṁ ṭhapemi, na tasmiṁ sammukhībhūte pātimokkhaṁ uddisitabbanti—
ธมฺมิกํ
ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ฯ✎ ร่าง
dhammikaṁ pātimokkhaṭṭhapanaṁ’.