เนื้อความทั้งข้อ
[๕๒๕] สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายเข้าไปถึงสำนักภิกษุณี แล้วแสดงปาติ-
*โมกข์แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ประชาชน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ภิกษุณี
เหล่านี้เป็นเมียของภิกษุพวกนี้ ภิกษุณีเหล่านี้เป็นชู้ของภิกษุพวกนี้ บัดนี้ ภิกษุ
เหล่านี้จักอภิรมย์กับภิกษุณีเหล่านี้ ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินพวกนั้น เพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้ง
หลาย ภิกษุไม่พึงแสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุณี รูปใดแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ เรา
อนุญาตให้ภิกษุณีแสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุณีด้วยกัน ภิกษุณีทั้งหลายไม่รู้ว่าจะพึง
แสดงปาติโมกข์อย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ...
ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุบอกภิกษุณีทั้งหลายว่า พวกเธอ
พึงแสดงปาติโมกข์อย่างนี้ ฯ
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ภิกฺขุนูปสฺสยํ อุปสงฺกมิตฺวา
ภิกฺขุนีนํ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena bhikkhū bhikkhunupassayaṁ upasaṅkamitvā bhikkhunīnaṁ pātimokkhaṁ uddisanti.
อ้างอิงพุทธชยันตี 5.484
มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ
ขียนฺติ วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Manussā ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
ชายาโย อิมา อิเมสํ ชาริโย อิมา อิเมสํ
อิทานิ อิเม อิมาหิ สทฺธึ อภิรมิสฺสนฺตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ
มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ อถโข เต ภิกฺขู✎ ร่าง
“jāyāyo imā imesaṁ, jāriyo imā imesaṁ, idāni ime imāhi saddhiṁ abhiramissantī”ti.
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ✎ ร่าง
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
น ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ
ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ✎ ร่าง
“Na, bhikkhave, bhikkhūhi bhikkhunīnaṁ pātimokkhaṁ uddisitabbaṁ.
โย อุทฺทิเสยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส✎ ร่าง
Yo uddiseyya, āpatti dukkaṭassa.
อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขุนีหิ ภิกฺขุนีนํ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตุนฺติ ฯ✎ ร่าง
Anujānāmi, bhikkhave, bhikkhunīhi bhikkhunīnaṁ pātimokkhaṁ uddisitun”ti.
ภิกฺขุนิโย น ชานนฺติ✎ ร่าง
Bhikkhuniyo na jānanti—
เอวํ ๑- ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพนฺติ ฯเปฯ
เต ภิกฺขู✎ ร่าง
“evaṁ pātimokkhaṁ uddisitabban”ti.
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ✎ ร่าง
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
อนุชานามิ ภิกฺขเว
ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ อาจิกฺขิตุํ✎ ร่าง
“Anujānāmi, bhikkhave, bhikkhūhi bhikkhunīnaṁ ācikkhituṁ—
เอวํ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิเสยฺยาถาติ ฯ✎ ร่าง
‘evaṁ pātimokkhaṁ uddiseyyāthā’”ti.