เนื้อความทั้งข้อ
[๖๔๖] ครั้งนั้น สงฆ์ปรารถนาจะวินิจฉัยอธิกรณ์นั้น ได้ประชุมกันแล้ว
ท่านพระเรวตะจึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าพวกเราจักระงับ
อธิกรณ์นี้ในที่นี้ บางทีจะมีพวกภิกษุผู้ถือมูลอธิกรณ์รื้อฟื้นขึ้นทำใหม่
ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว อธิกรณ์นี้เกิดขึ้น ณ ที่ใด สงฆ์
พึงระงับอธิกรณ์นี้ในที่นั้น
ครั้งนั้น พระเถระทั้งหลายได้พากันไปเมืองเวสาลี มุ่งวินิจฉัยอธิกรณ์นั้น
ครั้งนั้น พระสัพพกามีเป็นพระสงฆ์เถระทั่วแผ่นดิน มีพรรษา ๑๒๐ แต่อุปสมบท
เป็นสัทธิวิหาริกของท่านพระอานนท์อาศัยอยู่ในเมืองเวสาลี ท่านพระเรวตะได้
กล่าวกะท่านพระสัมภูตสาณวาสีว่า ท่าน ผมจะเข้าไปสู่วิหารที่พระสัพพกามีเถระ
อยู่ ท่านพึงเข้าไปหาท่านพระสัพพกามีแต่เช้า แล้วเรียนถามวัตถุ ๑๐ ประการนี้
ท่านพระสัมภูตสาณวาสีรับเถระบัญชาแล้ว ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะเข้าไปสู่วิหารที่
พระสัพพกามีเถระอยู่ เสนาสนะของท่านพระสัพพกามีเขาจัดแจงไว้ในห้อง
เสนาสนะของท่านพระเรวตะเขาจัดแจงไว้ที่หน้ามุขของห้อง ครั้งนั้น ท่านพระ
เรวตะคิดว่า พระผู้เฒ่านี้ยังไม่นอน จึงไม่สำเร็จการนอน ท่านพระสัพพกามีคิดว่า
พระอาคันตุกะรูปนี้เหนื่อยมา ยังไม่นอน จึงไม่สำเร็จการนอน ฯ
อถโข สงฺโฆ ตํ อธิกรณํ วินิจฺฉินิตุกาโม สนฺนิปติ ฯ✎ ร่าง
Atha kho saṅgho taṁ adhikaraṇaṁ vinicchinitukāmo sannipati.
อถโข อายสฺมา เรวโต สงฺฆํ ญาเปสิ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā revato saṅghaṁ ñāpesi—
สุณาตุ เม อาวุโส
สงฺโฆ✎ ร่าง
“Suṇātu me, āvuso, saṅgho.
อ้างอิงสยามรัฐ 7.414
สเจ มยํ อิมํ อธิกรณํ อิธ วูปสเมสฺสาม ๔- สิยาปิ
มูลาทายกา ๕- ภิกฺขู ปุนกฺกมฺมาย อุกฺโกเฏยฺยุํ ฯ✎ ร่าง
Sace mayaṁ imaṁ adhikaraṇaṁ idha vūpasamessāma, siyāpi mūlādāyakā bhikkhū punakammāya ukkoṭeyyuṁ.
ยทิ สงฺฆสฺส
ปตฺตกลฺลํ ยตฺเถวิมํ อธิกรณํ สมุปฺปนฺนํ สงฺโฆ ตตฺเถวิมํ
@เชิงอรรถ: ๑ ม. เอตฺตกญฺจ ฯ ๒ ม. ยุ. อุตฺตราติ นตฺถิ ฯ ๓ ยุ. อปิ นุ จ ฯ@๔ ยุ. วูปสเมยฺยาม ฯ ๕ มูลทายกาติปิ ปาโฐ ฯ
อธิกรณํ วูปสเมยฺยาติ ฯ✎ ร่าง
Yadi saṅghassa pattakallaṁ, yatthevimaṁ adhikaraṇaṁ samuppannaṁ, saṅgho tatthevimaṁ adhikaraṇaṁ vūpasameyyā”ti.
อถโข เถรา ภิกฺขู เวสาลึ อคมํสุ✎ ร่าง
Atha kho therā bhikkhū vesāliṁ agamaṁsu—
ตํ
อธิกรณํ วินิจฺฉินิตุกามา ฯ✎ ร่าง
taṁ adhikaraṇaṁ vinicchinitukāmā.
เตน โข ปน สมเยน สพฺพกามี
นาม ปฐพฺยา สงฺฆตฺเถโร วีสวสฺสสติโก อุปสมฺปทาย อายสฺมโต
อานนฺทสฺส สทฺธิวิหาริโก เวสาลิยํ ปฏิวสติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena sabbakāmī nāma pathabyā saṅghatthero vīsavassasatiko upasampadāya, āyasmato ānandassa saddhivihāriko, vesāliyaṁ paṭivasati.
อถโข อายสฺมา
เรวโต อายสฺมนฺตํ สมฺภูตํ สาณวาสึ เอตทโวจ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā revato āyasmantaṁ sambhūtaṁ sāṇavāsiṁ etadavoca—
อหํ อาวุโส
ยสฺมึ วิหาเร สพฺพกามี เถโร วิหรติ ตํ วิหารํ อุปคจฺฉามิ✎ ร่าง
“ahaṁ, āvuso, yasmiṁ vihāre sabbakāmī thero viharati, taṁ vihāraṁ upagacchāmi.
โส ตฺวํ กาลสฺเสว อายสฺมนฺตํ สพฺพกามึ อุปสงฺกมิตฺวา อิมานิ
ทส วตฺถูนิ ปุจฺเฉยฺยาสีติ ฯ✎ ร่าง
So tvaṁ kālasseva āyasmantaṁ sabbakāmiṁ upasaṅkamitvā imāni dasa vatthūni puccheyyāsī”ti.
เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา สมฺภูโต
สาณวาสี อายสฺมโต เรวตสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ✎ ร่าง
“Evaṁ, bhante”ti kho āyasmā sambhūto sāṇavāsī āyasmato revatassa paccassosi.
อถโข อายสฺมา เรวโต
ยสฺมึ วิหาเร สพฺพกามี เถโร วิหรติ ตํ วิหารํ อุปคญฺฉิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā revato, yasmiṁ vihāre sabbakāmī thero viharati, taṁ vihāraṁ upagacchi.
คพฺเภ
อายสฺมโต สพฺพกามิสฺส เสนาสนํ ปญฺญตฺตํ โหติ ฯ คพฺภปมุเข
อายสฺมโต เรวตสฺส ฯ✎ ร่าง
Gabbhe āyasmato sabbakāmissa senāsanaṁ paññattaṁ hoti, gabbhappamukhe āyasmato revatassa.
อถโข อายสฺมา เรวโต✎ ร่าง
Atha kho āyasmā revato—
อ้างอิงPTS 2.304
อยํ เถโร มหลฺลโก
น นิปชฺชตีติ✎ ร่าง
“ayaṁ thero mahallako na nipajjatī”ti—
น เสยฺยํ กปฺเปติ ฯ✎ ร่าง
na seyyaṁ kappesi.
อายสฺมา สพฺพกามี✎ ร่าง
Āyasmā sabbakāmī—
อยํ ภิกฺขุ
อาคนฺตุโก กิลนฺโต น นิปชฺชตีติ✎ ร่าง
“ayaṁ bhikkhu āgantuko kilanto na nipajjatī”ti—
น เสยฺยํ กปฺเปสิ ฯ✎ ร่าง
na seyyaṁ kappesi.