เนื้อความทั้งข้อ
[๙๘๓] กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสมีโทษ ๕ คือ ตนเองก็ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลายใคร่
ครวญแล้วก็ติเตียน ๑ กิตติศัพท์อันทรามย่อมขจรไป ๑ หลงใหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก ย่อยเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก ๑.
กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ตนเองก็ไม่ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วก็
สรรเสริญ ๑ กิตติศัพท์อันดีย่อมขจรไป ๑ ไม่หลงใหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ๑.
กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส มีโทษแม้อื่นอีก ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมไม่เลื่อมใส ๑
คนบางพวกที่เลื่อมใสแล้วย่อมเป็นอย่างอื่นไป ๑ เขาไม่เป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา ๑
หมู่ชนมีในภายหลังย่อมถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาไม่เลื่อมใส ๑.
กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมเลื่อมใส ๑ ผู้ที่เลื่อมใสแล้ว
ย่อมเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป ๑ เขาเป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา ๑ หมู่ชนมีในภายหลังย่อมถือ
เป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาย่อมเลื่อมใส ๑.
ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูลมีโทษ ๕ คือ ต้องอาบัติเพราะไม่บอกลาเที่ยวไป ๑ ต้องอาบัติ
เพราะนั่งในที่ลับ ๑ ต้องอาบัติเพราะอาสนะกำบัง ๑ แสดงธรรมแก่มาตุคามด้วยวาจาเกิน ๕-๖
คำต้องอาบัติ ๑ เป็นผู้มากด้วยความดำริในกามอยู่ ๑.
ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล คลุกคลีอยู่ในตระกูลเกินเวลา มีโทษ ๕ คือ เห็นมาตุคาม
เนืองๆ ๑ เมื่อมีการเห็นก็มีการเกี่ยวข้อง ๑ เมื่อมีการเกี่ยวข้องก็ต้องคุ้นเคย ๑ เมื่อมีความ
คุ้นเคยก็มีจิตกำหนัด ๑ เมื่อมีจิตกำหนัดก็หวังข้อนี้ได้ คือ เธอจักไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์
หรือจักต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจักบอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ ๑.
ปญฺจ อาทีนวา อปาสาทิเก✎ ร่าง
Pañca ādīnavā apāsādike—
อ้างอิงสยามรัฐ 8.334 · พุทธชยันตี 6.60
อตฺตาปิ อตฺตานํ อุปวทติ
อนุวิจฺจปิ วิญฺญู ครหนฺติ ปาปโก กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ
สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ
ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ✎ ร่าง
attāpi attānaṁ upavadati, anuviccapi viññū garahanti, pāpako kittisaddo abbhuggacchati, sammūḷho kālaṁ karoti, kāyassa bhedā paraṁ maraṇā apāyaṁ duggatiṁ vinipātaṁ nirayaṁ upapajjati.
ปญฺจานิสํสา ปาสาทิเก✎ ร่าง
Pañcānisaṁsā pāsādike—
อตฺตาปิ
อตฺตานํ น อุปวทติ อนุวิจฺจปิ วิญฺญู ปสํสนฺติ กลฺยาโณ
กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ อสมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ กายสฺส
เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ✎ ร่าง
attāpi attānaṁ na upavadati, anuviccapi viññū pasaṁsanti, kalyāṇo kittisaddo abbhuggacchati, asammūḷho kālaṁ karoti, kāyassa bhedā paraṁ maraṇā sugatiṁ saggaṁ lokaṁ upapajjati.
อปเรปิ ปญฺจ อาทีนวา อปาสาทิเก✎ ร่าง
Aparepi pañca ādīnavā apāsādike—
อปฺปสนฺนา
นปฺปสีทนฺติ ปสนฺนานํ เอกจฺจานํ อญฺญถตฺตํ โหติ สตฺถุสาสนํ
อกตํ โหติ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชติ จิตฺตมสฺส นปฺปสีทติ ฯ✎ ร่าง
appasannā na pasīdanti, pasannānaṁ ekaccānaṁ aññathattaṁ hoti, satthusāsanaṁ akataṁ hoti, pacchimā janatā diṭṭhānugatiṁ nāpajjati, cittamassa na pasīdati.
ปญฺจานิสํสา ปาสาทิเก✎ ร่าง
Pañcānisaṁsā pāsādike—
อปฺปสนฺนา ปสีทนฺติ ปสนฺนานํ
ภิยฺโยภาโว ๑- โหติ สตฺถุสาสนํ กตํ โหติ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ
อาปชฺชติ จิตฺตมสฺส ปสีทติ ฯ✎ ร่าง
appasannā pasīdanti, pasannānaṁ bhiyyobhāvāya hoti, satthusāsanaṁ kataṁ hoti, pacchimā janatā diṭṭhānugatiṁ āpajjati, cittamassa pasīdati.
ปญฺจ อาทีนวา กุลุปเก✎ ร่าง
Pañca ādīnavā kulūpake—
อนามนฺตาจาเร
อาปชฺชติ รโหนิสชฺชาย อาปชฺชติ ปฏิจฺฉนฺเน อาสเน อาปชฺชติ
มาตุคามสฺส อุตฺตริฉปฺปญฺจวาจาหิ ธมฺมํ เทเสนฺโต อาปชฺชติ
กามสงฺกปฺปพหุโล จ วิหรติ ฯ✎ ร่าง
anāmantacāre āpajjati, raho nisajjāya āpajjati, paṭicchanne āsane āpajjati, mātugāmassa uttarichappañcavācāhi dhammaṁ desento āpajjati, kāmasaṅkappabahulo ca viharati.
ปญฺจ อาทีนวา กุลุปกสฺส ภิกฺขุโน✎ ร่าง
Pañca ādīnavā kulūpakassa bhikkhuno—
อติเวลํ กุเลสุ สํสฏฺฐสฺส วิหรโต มาตุคามสฺส อภิณฺหทสฺสนํ
ทสฺสเน สติ สํสคฺโค สํสคฺเค สติ วิสฺสาโส วิสฺสาเส สติ โอตาโร ๒-@เชิงอรรถ: ๑ ม. ภิยฺโยภาวาย ฯ ๒ โอตาโรติ กิเลสานํ อนฺโต โอตรณนฺติ อฏฺฐกถา ฯ
โอติณฺณจิตฺตสฺเสตํ ภิกฺขุโน ปาฏิกงฺขํ อนภิรโต วา พฺรหฺมจริยํ
จริสฺสติ อญฺญตรํ วา สงฺกิลิฏฺฐํ อาปตฺตึ อาปชฺชิสฺสติ สิกฺขํ
วา ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสติ ฯ✎ ร่าง
ativelaṁ kulesu saṁsaṭṭhassa viharato mātugāmassa abhiṇhadassanaṁ, dassane sati saṁsaggo, saṁsagge sati vissāso, vissāse sati otāro, otiṇṇacittassetaṁ bhikkhuno pāṭikaṅkhaṁ anabhirato vā brahmacariyaṁ carissati aññataraṁ vā saṅkiliṭṭhaṁ āpattiṁ āpajjissati sikkhaṁ vā paccakkhāya hīnāyāvattissati.