‹ กลับ
สัพพาสวสังวรสูตร
เล่ม ๑๒ — มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ · ข้อ 12 · ม.มู. ๑๒/๒๓๘ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะเหล่าไหน ที่จะพึงละได้เพราะการเห็น? ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระ อริยะ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงธรรมอันตนควรมนสิการ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงธรรม อันตนไม่ควรมนสิการ เมื่อเขาไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ ไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ย่อมมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ย่อมไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ที่ปุถุชนมนสิการอยู่เป็นไฉน? ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยัง ไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญขึ้น ธรรมที่ไม่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่เขามนสิการ อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรมนสิการที่ปุถุชนไม่มนสิการอยู่ เป็นไฉน? เมื่อปุถุชน นั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดีที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่ เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมสิ้นไป ธรรมที่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่เขาไม่มนสิการอยู่ อาสวะ ทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญแก่ปุถุชนนั้น เพราะมนสิการธรรม ที่ไม่ควรมนสิการ และเพราะไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ ปุถุชนนั้นมนสิการอยู่โดยไม่แยบคายอย่างนี้ว่า เราได้มีแล้วในอดีตกาลหรือหนอ เรา ไม่ได้มีแล้วในอดีตกาลหรือหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอย่างไร หนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรแล้วจึงเป็นอะไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักมีหรือหนอ ในอนาคต กาลเราจักไม่มีหรือหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอย่างไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรแล้วจึงจักเป็นอะไรหนอ หรือว่า ปรารภกาลปัจจุบันในบัดนี้มีความ สงสัยขึ้นภายในว่า เรามีอยู่หรือ เราไม่มีอยู่หรือ เราเป็นอะไรหนอ เราเป็นอย่างไรหนอ สัตว์นี้ มาแต่ไหนหนอ และมันจักไป ณ ที่ไหน. เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการอยู่โดยไม่แยบคายอย่างนี้ บรรดาทิฏฐิ ๖ ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิโดยจริงโดยแท้ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนนั้นว่า ตนของเรามีอยู่ หรือว่า ตนของเรา ไม่มีอยู่ หรือว่า เราย่อมรู้ชัดตนด้วยตนเอง หรือว่า เราย่อมรู้ชัดสภาพมิใช่ตนด้วยตนเอง หรือว่า เราย่อมรู้ตนด้วยสภาพมิใช่ตน อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิย่อมเกิดมีแก่ปุถุชนนั้นอย่างนี้ว่า ตนของเรา นี้เป็นผู้เสวย ย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมทั้งดีทั้งชั่วในอารมณ์นั้นๆ ก็ตนของเรานี้นั้นเป็นของ แน่นอนยั่งยืนเที่ยงแท้ ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้นเสมอด้วยสิ่งยั่งยืนแท้ ข้อนี้ เรากล่าวว่าทิฏฐิ ชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ สิ่งที่ประกอบ สัตว์ไว้คือทิฏฐิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับผู้ประกอบด้วยทิฏฐิสังโยชน์ ย่อมไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมไม่พ้นจากทุกข์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้สดับแล้ว ผู้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของ พระอริยะ ได้รับแนะนำด้วยดีในธรรมของพระอริยะ ผู้เห็นสัปบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ได้รับคำแนะนำด้วยดีในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ และไม่ควรมนสิการ เมื่ออริยสาวกนั้นรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ และไม่ควรมนสิการ ย่อมไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควร มนสิการ และมนสิการธรรมที่ควรมนสิการ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ไม่ควรมนสิการเหล่าไหน ที่อริยสาวกไม่มนสิการ? เมื่ออริย- *สาวกนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้นย่อม เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญขึ้น ธรรมที่ไม่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่อริยสาวกไม่มนสิการ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรมนสิการเหล่าไหน ที่อริยสาวกมนสิการอยู่? เมื่ออริยสาวก นั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อม ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมสิ้นไป ธรรมที่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่อริยสาวกมนสิการอยู่ อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น จะไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว จะเสื่อมสิ้นไปแก่อริยสาวกนั้น เพราะไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ และเพราะมนสิการธรรมที่ควรมนสิการ. อริยสาวกนั้น ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการอยู่โดยแยบคายอย่างนี้ สังโยชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ย่อมเสื่อมสิ้นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะการเห็น
เทียบรายประโยค (51 ประโยค) คำแปลไทย: 🤖 50
mn2:5.1 #
กตเม จ ภิกฺขเว อาสวา ทสฺสนา ปหาตพฺพา ฯ✎ ร่าง
Katame ca, bhikkhave, āsavā dassanā pahātabbā?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะเหล่าไหน ที่จะพึงละได้เพราะการเห็น?🤖 AI จับคู่
And what are the defilements that should be given up by seeing?
อ้างอิงสยามรัฐ 12.13
mn2:5.2 #
อิธ@เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. เทเสสฺสามิ ฯ ๒ ม. กิญฺจ ฯ ๓ ม. ขยํ วทามิ ฯ ๔ กตฺถจิ จ โขติ อตฺถิ ฯ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต✎ ร่าง
Idha, bhikkhave, assutavā puthujjano ariyānaṁ adassāvī ariyadhammassa akovido ariyadhamme avinīto, sappurisānaṁ adassāvī sappurisadhammassa akovido sappurisadhamme avinīto—
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ🤖 AI จับคู่
Take an unlearned ordinary person who has not seen the noble ones, and is neither skilled nor trained in the teaching of the noble ones. They’ve not seen true persons, and are neither skilled nor trained in the teaching of the true persons.
mn2:5.3 #
มนสิกรณีเย ธมฺเม นปฺปชานาติ อมนสิกรณีเย ธมฺเม นปฺปชานาติ ฯ✎ ร่าง
manasikaraṇīye dhamme nappajānāti, amanasikaraṇīye dhamme nappajānāti.
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงธรรมอันตนควรมนสิการ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงธรรมอันตนไม่ควรมนสิการ🤖 AI จับคู่
They don’t understand to which things they should apply the mind and to which things they should not apply the mind.
mn2:5.4 #
โส มนสิกรณีเย ธมฺเม อปฺปชานนฺโต อมนสิกรณีเย ธมฺเม อปฺปชานนฺโต เย ธมฺมา น มนสิกรณียา เต ธมฺเม มนสิกโรติ เย ธมฺมา มนสิกรณียา เต ธมฺเม น มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
So manasikaraṇīye dhamme appajānanto amanasikaraṇīye dhamme appajānanto, ye dhammā na manasikaraṇīyā, te dhamme manasi karoti, ye dhammā manasikaraṇīyā te dhamme na manasi karoti.
เมื่อเขาไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ ไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ย่อมมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ย่อมไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ🤖 AI จับคู่
So they apply the mind to things they shouldn’t and don’t apply the mind to things they should.
mn2:6.1 #
กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา น มนสิกรณียา เย ธมฺเม มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
Katame ca, bhikkhave, dhammā na manasikaraṇīyā ye dhamme manasi karoti?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ที่ปุถุชนมนสิการอยู่เป็นไฉน?🤖 AI จับคู่
And what are the things to which they apply the mind but should not?
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 12.11
mn2:6.2 #
ยสฺส ภิกฺขเว ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺโน วา กามาสโว อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา กามาสโว ปวฑฺฒติ✎ ร่าง
Yassa, bhikkhave, dhamme manasikaroto anuppanno vā kāmāsavo uppajjati, uppanno vā kāmāsavo pavaḍḍhati;
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี🤖 AI จับคู่
They are the things that, when the mind is applied to them, give rise to unarisen defilements and make arisen defilements grow: the defilements of sensual desire,
mn2:6.3 #
อนุปฺปนฺโน วา ภวาสโว อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา ภวาสโว ปวฑฺฒติ✎ ร่าง
anuppanno vā bhavāsavo uppajjati, uppanno vā bhavāsavo pavaḍḍhati;
ภวาสวะก็ดี🤖 AI จับคู่
desire to be reborn,
mn2:6.4 #
อนุปฺปนฺโน วา อวิชฺชาสโว อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา อวิชฺชาสโว ปวฑฺฒติ✎ ร่าง
anuppanno vā avijjāsavo uppajjati, uppanno vā avijjāsavo pavaḍḍhati—
อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญขึ้น🤖 AI จับคู่
and ignorance.
mn2:6.5 #
อิเม ธมฺมา น มนสิกรณียา เย ธมฺเม มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
ime dhammā na manasikaraṇīyā ye dhamme manasi karoti.
ธรรมที่ไม่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่เขามนสิการอยู่🤖 AI จับคู่
These are the things to which they apply the mind but should not.
mn2:6.6 #
กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา มนสิกรณียา เย ธมฺเม น มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
Katame ca, bhikkhave, dhammā manasikaraṇīyā ye dhamme na manasi karoti?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรมนสิการที่ปุถุชนไม่มนสิการอยู่ เป็นไฉน?🤖 AI จับคู่
And what are the things to which they do not apply the mind but should?
mn2:6.7 #
ยสฺส ภิกฺขเว ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺโน วา กามาสโว น อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา กามาสโว ปหิยฺยติ✎ ร่าง
Yassa, bhikkhave, dhamme manasikaroto anuppanno vā kāmāsavo na uppajjati, uppanno vā kāmāsavo pahīyati;
เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี🤖 AI จับคู่
They are the things that, when the mind is applied to them, do not give rise to unarisen defilements and give up arisen defilements: the defilements of sensual desire,
mn2:6.8 #
อนุปฺปนฺโน วา ภวาสโว น อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา ภวาสโว ปหิยฺยติ✎ ร่าง
anuppanno vā bhavāsavo na uppajjati, uppanno vā bhavāsavo pahīyati;
ภวาสวะก็ดี🤖 AI จับคู่
desire to be reborn,
mn2:6.9 #
อนุปฺปนฺโน วา อวิชฺชาสโว น อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา อวิชฺชาสโว ปหิยฺยติ✎ ร่าง
anuppanno vā avijjāsavo na uppajjati, uppanno vā avijjāsavo pahīyati—
อวิชชาสวะก็ดีที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมสิ้นไป🤖 AI จับคู่
and ignorance.
mn2:6.10 #
อิเม ธมฺมา มนสิกรณียา เย ธมฺเม น มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
ime dhammā manasikaraṇīyā ye dhamme na manasi karoti.
ธรรมที่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่เขาไม่มนสิการอยู่🤖 AI จับคู่
These are the things to which they do not apply the mind but should.
mn2:7.1 #
ตสฺส อมนสิกรณียานํ ธมฺมานํ มนสิการา มนสิกรณียานํ ธมฺมานํ อมนสิการา อนุปฺปนฺนา เจว อาสวา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อาสวา ปวฑฺฒนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tassa amanasikaraṇīyānaṁ dhammānaṁ manasikārā manasikaraṇīyānaṁ dhammānaṁ amanasikārā anuppannā ceva āsavā uppajjanti uppannā ca āsavā pavaḍḍhanti.
อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญแก่ปุถุชนนั้น เพราะมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ และเพราะไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ🤖 AI จับคู่
Because of applying the mind to what they should not and not applying the mind to what they should, unarisen defilements arise and arisen defilements grow.
อ้างอิงPTS 1.8 · สยามรัฐ 12.14
mn2:7.2 #
โส เอวํ อโยนิโส มนสิกโรติ✎ ร่าง
So evaṁ ayoniso manasi karoti:
ปุถุชนนั้นมนสิการอยู่โดยไม่แยบคายอย่างนี้ว่า🤖 AI จับคู่
This is how they apply the mind irrationally:
อ้างอิงพุทธชยันตี 10.22
mn2:7.3 #
อโหสึ นุ โข อหํ อตีตมทฺธานํ น นุ โข อโหสึ อตีตมทฺธานํ กึ นุ โข อโหสึ อตีตมทฺธานํ กถํ นุ โข อโหสึ อตีตมทฺธานํ กึ หุตฺวา กึ อโหสึ นุ โข อหํ อตีตมทฺธานํ✎ ร่าง
‘ahosiṁ nu kho ahaṁ atītamaddhānaṁ? Na nu kho ahosiṁ atītamaddhānaṁ? Kiṁ nu kho ahosiṁ atītamaddhānaṁ? Kathaṁ nu kho ahosiṁ atītamaddhānaṁ? Kiṁ hutvā kiṁ ahosiṁ nu kho ahaṁ atītamaddhānaṁ?
เราได้มีแล้วในอดีตกาลหรือหนอ เราไม่ได้มีแล้วในอดีตกาลหรือหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอย่างไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรแล้วจึงเป็นอะไรหนอ🤖 AI จับคู่
‘Did I exist in the past? Did I not exist in the past? What was I in the past? How was I in the past? After being what, what did I become in the past?
mn2:7.4 #
ภวิสฺสามิ นุ โข อหํ อนาคตมทฺธานํ น นุ โข ภวิสฺสามิ อนาคตมทฺธานํ กึ นุ โข ภวิสฺสามิ อนาคตมทฺธานํ กถํ นุ โข ภวิสฺสามิ อนาคตมทฺธานํ กึ หุตฺวา กึ ภวิสฺสามิ นุ โข อหํ อนาคตมทฺธานนฺติ✎ ร่าง
Bhavissāmi nu kho ahaṁ anāgatamaddhānaṁ? Na nu kho bhavissāmi anāgatamaddhānaṁ? Kiṁ nu kho bhavissāmi anāgatamaddhānaṁ? Kathaṁ nu kho bhavissāmi anāgatamaddhānaṁ? Kiṁ hutvā kiṁ bhavissāmi nu kho ahaṁ anāgatamaddhānan’ti?
ในอนาคตกาลเราจักมีหรือหนอ ในอนาคตกาลเราจักไม่มีหรือหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอย่างไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรแล้วจึงจักเป็นอะไรหนอ🤖 AI จับคู่
Will I exist in the future? Will I not exist in the future? What will I be in the future? How will I be in the future? After being what, what will I become in the future?’
mn2:7.5 #
เอตรหิ วา ปจฺจุปฺปนฺนมทฺธานํ อารพฺภ ๑- อชฺฌตฺตํ กถํกถี โหติ✎ ร่าง
Etarahi vā paccuppannamaddhānaṁ ajjhattaṁ kathaṅkathī hoti:
หรือว่า ปรารภกาลปัจจุบันในบัดนี้มีความสงสัยขึ้นภายในว่า🤖 AI จับคู่
Or they are undecided about the present thus:
mn2:7.6 #
อหํ นุ โขสฺมิ โน นุ โขสฺมิ กึ นุ โขสฺมิ กถํ นุ โขสฺมิ อยํ นุ โข สตฺโต กุโต อาคโต โส กุหึ คามี ภวิสฺสตีติ ฯ✎ ร่าง
‘ahaṁ nu khosmi? No nu khosmi? Kiṁ nu khosmi? Kathaṁ nu khosmi? Ayaṁ nu kho satto kuto āgato? So kuhiṁ gāmī bhavissatī’ti?
เรามีอยู่หรือ เราไม่มีอยู่หรือ เราเป็นอะไรหนอ เราเป็นอย่างไรหนอ สัตว์นี้มาแต่ไหนหนอ และมันจักไป ณ ที่ไหน🤖 AI จับคู่
‘Am I? Am I not? What am I? How am I? This sentient being—where did it come from? And where will it go?’
mn2:8.1 #
ตสฺส เอวํ อโยนิโส มนสิกโรโต ฉนฺนํ ทิฏฺฐีนํ อญฺญตรา ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ✎ ร่าง
Tassa evaṁ ayoniso manasikaroto channaṁ diṭṭhīnaṁ aññatarā diṭṭhi uppajjati.
เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการอยู่โดยไม่แยบคายอย่างนี้ บรรดาทิฏฐิ ๖ ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น🤖 AI จับคู่
When they apply the mind irrationally in this way, one of the following six views arises in them and is taken as a genuine fact.
อ้างอิงสยามรัฐ 12.15 · ฉัฏฐสังคายนา 12.12
mn2:8.2 #
อตฺถิ เม อตฺตาติ วาสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ✎ ร่าง
‘Atthi me attā’ti vā assa saccato thetato diṭṭhi uppajjati;
ทิฏฐิโดยจริงโดยแท้ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนนั้นว่า ตนของเรามีอยู่🤖 AI จับคู่
The view: ‘My self survives.’
mn2:8.3 #
นตฺถิ เม อตฺตาติ วาสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ✎ ร่าง
‘natthi me attā’ti vā assa saccato thetato diṭṭhi uppajjati;
หรือว่า ตนของเราไม่มีอยู่🤖 AI จับคู่
The view: ‘My self does not survive.’
mn2:8.4 #
อตฺตนาว อตฺตานํ สญฺชานามีติ วาสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ✎ ร่าง
‘attanāva attānaṁ sañjānāmī’ti vā assa saccato thetato diṭṭhi uppajjati;
หรือว่า เราย่อมรู้ชัดตนด้วยตนเอง🤖 AI จับคู่
The view: ‘I perceive the self with the self.’
mn2:8.5 #
อตฺตนาว อนตฺตานํ สญฺชานามีติ วาสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ✎ ร่าง
‘attanāva anattānaṁ sañjānāmī’ti vā assa saccato thetato diṭṭhi uppajjati;
หรือว่า เราย่อมรู้ชัดสภาพมิใช่ตนด้วยตนเอง🤖 AI จับคู่
The view: ‘I perceive what is not-self with the self.’
mn2:8.6 #
อนตฺตนาว อตฺตานํ สญฺชานามีติ วาสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ✎ ร่าง
‘anattanāva attānaṁ sañjānāmī’ti vā assa saccato thetato diṭṭhi uppajjati;
หรือว่า เราย่อมรู้ตนด้วยสภาพมิใช่ตน🤖 AI จับคู่
The view: ‘I perceive the self with what is not-self.’
mn2:8.7 #
อถ วา ปนสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ โหติ✎ ร่าง
atha vā panassa evaṁ diṭṭhi hoti:
อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิย่อมเกิดมีแก่ปุถุชนนั้นอย่างนี้ว่า🤖 AI จับคู่
Or they have such a view:
mn2:8.8 #
โย เม อยํ อตฺตาว เวเทยฺโย ตตฺร ตตฺร กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากํ ปฏิสํเวเทติ โส โข ปน เม อยํ อตฺตา นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสตีติ ฯ✎ ร่าง
‘yo me ayaṁ attā vado vedeyyo tatra tatra kalyāṇapāpakānaṁ kammānaṁ vipākaṁ paṭisaṁvedeti so kho pana me ayaṁ attā nicco dhuvo sassato avipariṇāmadhammo sassatisamaṁ tatheva ṭhassatī’ti.
ตนของเรานี้เป็นผู้เสวย ย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมทั้งดีทั้งชั่วในอารมณ์นั้นๆ ก็ตนของเรานี้นั้นเป็นของแน่นอนยั่งยืนเที่ยงแท้ ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้นเสมอด้วยสิ่งยั่งยืนแท้🤖 AI จับคู่
‘This self of mine is he, the one who speaks, the one who knows, who experiences the results of good and bad deeds in all the different realms. This self is permanent, everlasting, eternal, and imperishable, and will last forever and ever.’
mn2:8.9 #
อิทํ วุจฺจติ @เชิงอรรถ: ๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ภิกฺขเว ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหณํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ๑- ทิฏฺฐิวิสูกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสํโยชนํ ฯ✎ ร่าง
Idaṁ vuccati, bhikkhave, diṭṭhigataṁ diṭṭhigahanaṁ diṭṭhikantāraṁ diṭṭhivisūkaṁ diṭṭhivipphanditaṁ diṭṭhisaṁyojanaṁ.
ข้อนี้เรากล่าวว่าทิฏฐิ ชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ สิ่งที่ประกอบสัตว์ไว้คือทิฏฐิ🤖 AI จับคู่
This is called a misconception, the thicket of views, the desert of views, the twist of views, the dodge of views, the fetter of views.
mn2:8.10 #
ทิฏฺฐิสํโยชนสํยุตฺโต ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน น ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ✎ ร่าง
Diṭṭhisaṁyojanasaṁyutto, bhikkhave, assutavā puthujjano na parimuccati jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi;
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับผู้ประกอบด้วยทิฏฐิสังโยชน์ ย่อมไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส🤖 AI จับคู่
An unlearned ordinary person who is fettered by views is not freed from rebirth, old age, and death, from sorrow, lamentation, pain, sadness, and distress.
mn2:8.11 #
น ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ✎ ร่าง
‘na parimuccati dukkhasmā’ti vadāmi.
ย่อมไม่พ้นจากทุกข์🤖 AI จับคู่
They’re not freed from suffering, I say.
mn2:9.1 #
สุตวา จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก✎ ร่าง
Sutavā ca kho, bhikkhave, ariyasāvako—
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้สดับแล้ว🤖 AI จับคู่
อ้างอิงPTS 1.9
mn2:9.2 #
อริยานํ ทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส โกวิโท อริยธมฺเม สุวินีโต สปฺปุริสานํ ทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส โกวิโท สปฺปุริสธมฺเม สุวินีโต✎ ร่าง
ariyānaṁ dassāvī ariyadhammassa kovido ariyadhamme suvinīto, sappurisānaṁ dassāvī sappurisadhammassa kovido sappurisadhamme suvinīto—
ผู้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับแนะนำด้วยดีในธรรมของพระอริยะ ผู้เห็นสัปบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ได้รับคำแนะนำด้วยดีในธรรมของสัปบุรุษ🤖 AI จับคู่
But take a learned noble disciple who has seen the noble ones, and is skilled and trained in the teaching of the noble ones. They’ve seen true persons, and are skilled and trained in the teaching of the true persons.
mn2:9.3 #
มนสิกรณีเย ธมฺเม ปชานาติ อมนสิกรณีเย ธมฺเม ปชานาติ ฯ✎ ร่าง
manasikaraṇīye dhamme pajānāti amanasikaraṇīye dhamme pajānāti.
ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ และไม่ควรมนสิการ🤖 AI จับคู่
They understand to which things they should apply the mind and to which things they should not apply the mind.
mn2:9.4 #
โส มนสิกรณีเย ธมฺเม ปชานนฺโต อมนสิกรณีเย ธมฺเม ปชานนฺโต เย ธมฺมา น มนสิกรณียา เต ธมฺเม น มนสิกโรติ ฯ เย ธมฺมา มนสิกรณียา เต ธมฺเม มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
So manasikaraṇīye dhamme pajānanto amanasikaraṇīye dhamme pajānanto ye dhammā na manasikaraṇīyā te dhamme na manasi karoti, ye dhammā manasikaraṇīyā te dhamme manasi karoti.
เมื่ออริยสาวกนั้นรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ และไม่ควรมนสิการ ย่อมไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ และมนสิการธรรมที่ควรมนสิการ🤖 AI จับคู่
So they apply the mind to things they should and don’t apply the mind to things they shouldn’t.
mn2:10.1 #
กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา น มนสิกรณียา เย ธมฺเม น มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
Katame ca, bhikkhave, dhammā na manasikaraṇīyā ye dhamme na manasi karoti?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ไม่ควรมนสิการเหล่าไหน ที่อริยสาวกไม่มนสิการ?🤖 AI จับคู่
And what are the things to which they don’t apply the mind and should not?
อ้างอิงพุทธชยันตี 10.24
mn2:10.2 #
ยสฺส ภิกฺขเว ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺโน วา กามาสโว อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา กามาสโว ปวฑฺฒติ✎ ร่าง
Yassa, bhikkhave, dhamme manasikaroto anuppanno vā kāmāsavo uppajjati, uppanno vā kāmāsavo pavaḍḍhati;
เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี🤖 AI จับคู่
They are the things that, when the mind is applied to them, give rise to unarisen defilements and make arisen defilements grow: the defilements of sensual desire,
mn2:10.3 #
อนุปฺปนฺโน วา ภวาสโว อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา ภวาสโว ปวฑฺฒติ✎ ร่าง
anuppanno vā bhavāsavo uppajjati, uppanno vā bhavāsavo pavaḍḍhati;
ภวาสวะก็ดี🤖 AI จับคู่
desire to be reborn,
mn2:10.4 #
อนุปฺปนฺโน วา อวิชฺชาสโว อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา อวิชฺชาสโว ปวฑฺฒติ✎ ร่าง
anuppanno vā avijjāsavo uppajjati, uppanno vā avijjāsavo pavaḍḍhati—
อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญขึ้น🤖 AI จับคู่
and ignorance.
mn2:10.5 #
อิเม ธมฺมา น มนสิกรณียา เย ธมฺเม น มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
ime dhammā na manasikaraṇīyā, ye dhamme na manasi karoti.
ธรรมที่ไม่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่อริยสาวกไม่มนสิการ🤖 AI จับคู่
These are the things to which they don’t apply the mind and should not.
mn2:10.6 #
กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา มนสิกรณียา เย ธมฺเม มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
Katame ca, bhikkhave, dhammā manasikaraṇīyā ye dhamme manasi karoti?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรมนสิการเหล่าไหน ที่อริยสาวกมนสิการอยู่?🤖 AI จับคู่
And what are the things to which they do apply the mind and should?
อ้างอิงสยามรัฐ 12.16
mn2:10.7 #
ยสฺส ภิกฺขเว ธมฺเม มนสิกโรโต อนุปฺปนฺโน วา กามาสโว น อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา กามาสโว ปหิยฺยติ✎ ร่าง
Yassa, bhikkhave, dhamme manasikaroto anuppanno vā kāmāsavo na uppajjati, uppanno vā kāmāsavo pahīyati;
เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี🤖 AI จับคู่
They are the things that, when the mind is applied to them, do not give rise to unarisen defilements and give up arisen defilements: the defilements of sensual desire,
mn2:10.8 #
อนุปฺปนฺโน วา ภวาสโว น @เชิงอรรถ: ๑ เยภุยฺเยน ทิฏฺฐิกนฺตารํ ฯ ๒ ม. ยุ. โสเกหิ ฯเปฯ อุปายาเสหิ ฯ อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา ภวาสโว ปหิยฺยติ✎ ร่าง
anuppanno vā bhavāsavo na uppajjati, uppanno vā bhavāsavo pahīyati;
ภวาสวะก็ดี🤖 AI จับคู่
desire to be reborn,
mn2:10.9 #
อนุปฺปนฺโน วา อวิชฺชาสโว น อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน วา อวิชฺชาสโว ปหิยฺยติ✎ ร่าง
anuppanno vā avijjāsavo na uppajjati, uppanno vā avijjāsavo pahīyati—
อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมสิ้นไป🤖 AI จับคู่
and ignorance.
mn2:10.10 #
อิเม ธมฺมา มนสิกรณียา เย ธมฺเม มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
ime dhammā manasikaraṇīyā ye dhamme manasi karoti.
ธรรมที่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่อริยสาวกมนสิการอยู่🤖 AI จับคู่
These are the things to which they do apply the mind and should.
mn2:10.11 #
ตสฺส อมนสิกรณียานํ ธมฺมานํ อมนสิการา มนสิกรณียานํ ธมฺมานํ มนสิการา อนุปฺปนฺนา เจว อาสวา น อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ อาสวา ปหิยฺยนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tassa amanasikaraṇīyānaṁ dhammānaṁ amanasikārā manasikaraṇīyānaṁ dhammānaṁ manasikārā anuppannā ceva āsavā na uppajjanti, uppannā ca āsavā pahīyanti.
อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น จะไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว จะเสื่อมสิ้นไปแก่อริยสาวกนั้น เพราะไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ และเพราะมนสิการธรรมที่ควรมนสิการ🤖 AI จับคู่
Because of not applying the mind to what they should not and applying the mind to what they should, unarisen defilements don’t arise and arisen defilements are given up.
mn2:11.1 #
โส อิทํ ทุกฺขนฺติ โยนิโส มนสิกโรติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ โยนิโส มนสิกโรติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ โยนิโส มนสิกโรติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ โยนิโส มนสิกโรติ ฯ✎ ร่าง
So ‘idaṁ dukkhan’ti yoniso manasi karoti, ‘ayaṁ dukkhasamudayo’ti yoniso manasi karoti, ‘ayaṁ dukkhanirodho’ti yoniso manasi karoti, ‘ayaṁ dukkhanirodhagāminī paṭipadā’ti yoniso manasi karoti.
อริยสาวกนั้น ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์🤖 AI จับคู่
They rationally apply the mind: ‘This is suffering’ … ‘This is the origin of suffering’ … ‘This is the cessation of suffering’ … ‘This is the practice that leads to the cessation of suffering’.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 12.13
mn2:11.2 #
ตสฺส เอวํ โยนิโส มนสิกโรโต ตีณิ สํโยชนานิ ปหิยฺยนฺติ✎ ร่าง
Tassa evaṁ yoniso manasikaroto tīṇi saṁyojanāni pahīyanti—
เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการอยู่โดยแยบคายอย่างนี้ สังโยชน์ ๓ คือ🤖 AI จับคู่
And as they do so, they give up three fetters:
mn2:11.3 #
สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส ฯ✎ ร่าง
sakkāyadiṭṭhi, vicikicchā, sīlabbataparāmāso.
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ย่อมเสื่อมสิ้นไป🤖 AI จับคู่
substantialist view, doubt, and misapprehension of precepts and observances.
mn2:11.4 #
อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว อาสวา ทสฺสนา ปหาตพฺพา ฯ✎ ร่าง
Ime vuccanti, bhikkhave, āsavā dassanā pahātabbā.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะการเห็น🤖 AI จับคู่
These are called the defilements that should be given up by seeing.
mn2:12.0 #
2. Saṁvarāpahātabbaāsava
2. Defilements Given Up by Restraint
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๑๒ — มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน