‹ กลับ
มหาสาโรปมสูตร
เล่ม ๑๒ — มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ · ข้อ 350 · ม.มู. ๑๒/๖๓๐๙ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๓๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะ และ ความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น. เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะ และความสรรเสริญนั้น. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น. เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อ เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ. เขามีความยินดี ด้วย ความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความ ถึงพร้อมแห่งศีลนั้น เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะเพราะความถึงพร้อมแห่งศีล นั้นเมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ. เขามีความยินดีด้วย ความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะ ความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น. เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะความถึงพร้อม แห่งสมาธินั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังญาณทัสสนะให้สำเร็จ. เขามีความ ยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมแล้วด้วยญาณทัสสนะนั้น. เพราะญาณทัสสนะนั้น เขาย่อม ยกตนข่มผู้อื่นว่า เรารู้เราเห็นอยู่ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ไม่รู้ ไม่เห็นอยู่. เขาย่อม มัวเมา ถึงความประมาท เพราะญาณทัสสนะนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็น ทุกข์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่น ไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถาก เอากระพี้ถือไป สำคัญว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษ ผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้มีความต้องการแก่นไม้อยู่ เสาะหาแก่นไม้อยู่ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อ ต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถากเอากระพี้ถือไป สำคัญว่าแก่น และ กิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด กุลบุตรบางคนใน โลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีศรัทธา ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นอันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ท่วมทับแล้ว ถูกความ ทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวล นี้จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น เขาไม่มี ความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะ และความสรรเสริญนั้น. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น. เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประ มาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึง พร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ, เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น แต่มีความดำริยังไม่ เต็มเปี่ยม. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น. เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยัง ความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ. เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น แต่มี ความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น. เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประ มาทแล้ว ย่อมยังญาณทัสสนะให้สำเร็จ. เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมแล้วด้วยญาณ ทัสสนะนั้น. เพราะญาณทัสสนะอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรารู้เราเห็นอยู่ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ไม่รู้ไม่เห็นอยู่ เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะญาณทัสสนะ นั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า ได้ถือ เอากระพี้แห่งพรหมจรรย์ และถึงที่สุดแค่กระพี้นั้นแล.
เทียบรายประโยค (42 ประโยค) คำแปลไทย: 🤖 10
mn29:5.1 #
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ กุลปุตฺโต สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ✎ ร่าง
Idha pana, bhikkhave, ekacco kulaputto saddhā agārasmā anagāriyaṁ pabbajito hoti:
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า🤖 AI จับคู่
Next, take a gentleman who has gone forth out of faith from the lay life to homelessness …
อ้างอิงสยามรัฐ 12.369 · ฉัฏฐสังคายนา 12.257
mn29:5.2 #
โอติณฺโณมฺหิ ชาติยา ชราย มรเณน โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ ทุกฺโขติณฺโณ ทุกฺขปเรโต✎ ร่าง
‘otiṇṇomhi jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi, dukkhotiṇṇo dukkhapareto,
mn29:5.3 #
อปฺเปวนาม อิมสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อนฺตกิริยา ปญฺญาเยถาติ ฯ โส เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน ลาภสกฺการสิโลกํ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ✎ ร่าง
appeva nāma imassa kevalassa dukkhakkhandhassa antakiriyā paññāyethā’ti.
mn29:5.5 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตมโน โหติ น ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attamano hoti na paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:5.6 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:5.7 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati.
mn29:5.8 #
อปฺปมตฺโต สมาโน สีลสมฺปทํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
Appamatto samāno sīlasampadaṁ ārādheti.
mn29:5.9 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย อตฺตมโน โหติ โน จ โข ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya attamano hoti, no ca kho paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:5.10 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:5.11 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ อปฺปมตฺโต สมาโน สมาธิสมฺปทํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati, appamatto samāno samādhisampadaṁ ārādheti.
mn29:5.12 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย อตฺตมโน โหติ โน จ โข ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya attamano hoti, no ca kho paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:5.13 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:5.14 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ อปฺปมตฺโต สมาโน ญาณทสฺสนํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati appamatto samāno ñāṇadassanaṁ ārādheti.
เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังญาณทัสสนะให้สำเร็จ.🤖 AI จับคู่
Being diligent, they achieve knowledge and vision.
mn29:5.15 #
โส เตน ญาณทสฺสเนน อตฺตมโน โหติ ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tena ñāṇadassanena attamano hoti paripuṇṇasaṅkappo.
เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมแล้วด้วยญาณทัสสนะนั้น.🤖 AI จับคู่
They’re happy with that, and they’ve got all they wished for.
mn29:5.16 #
โส เตน ญาณทสฺสเนน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ✎ ร่าง
So tena ñāṇadassanena attānukkaṁseti, paraṁ vambheti:
เพราะญาณทัสสนะนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า🤖 AI จับคู่
And they glorify themselves and put others down on account of that,
mn29:5.17 #
อหมสฺมิ ชานํ ปสฺสํ วิหรามิ✎ ร่าง
‘ahamasmi jānaṁ passaṁ viharāmi.
เรารู้เราเห็นอยู่🤖 AI จับคู่
‘I’m the one who meditates knowing and seeing.
mn29:5.18 #
อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู อชานํ อปสฺสํ วิหรนฺตีติ ฯ✎ ร่าง
Ime panaññe bhikkhū ajānaṁ apassaṁ viharantī’ti.
ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ไม่รู้ ไม่เห็นอยู่.🤖 AI จับคู่
These other mendicants meditate without knowing and seeing.’
mn29:5.19 #
โส เตน ญาณทสฺสเนน มชฺชติ ปมชฺชติ ปมาทํ อาปชฺชติ ปมตฺโต สมาโน ทุกฺขํ วิหรติ ฯ✎ ร่าง
So tena ñāṇadassanena majjati pamajjati pamādaṁ āpajjati, pamatto samāno dukkhaṁ viharati.
เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะญาณทัสสนะนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์.🤖 AI จับคู่
And so they become indulgent and fall into negligence regarding that knowledge and vision. And being negligent they live in suffering.
mn29:5.20 #
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส สารตฺถิโก สารคเวสี สารปริเยสนํ จรมาโน มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต อติกฺกมฺเมว สารํ เผคฺคุํ เฉตฺวา อาทาย ปกฺกเมยฺย สารนฺติ มญฺญมาโน ฯ✎ ร่าง
Seyyathāpi, bhikkhave, puriso sāratthiko sāragavesī sārapariyesanaṁ caramāno mahato rukkhassa tiṭṭhato sāravato atikkammeva sāraṁ phegguṁ chetvā ādāya pakkameyya ‘sāran’ti maññamāno.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถากเอากระพี้ถือไป สำคัญว่าแก่น.🤖 AI จับคู่
Suppose there was a person in need of heartwood. And while wandering in search of heartwood he’d come across a large tree standing with heartwood. But, passing over the heartwood, he’d cut out the softwood and leave imagining it was heartwood.
อ้างอิงพุทธชยันตี 10.472
mn29:5.21 #
ตเมนํ จกฺขุมา ปุริโส ทิสฺวา เอวํ วเทยฺย✎ ร่าง
Tamenaṁ cakkhumā puriso disvā evaṁ vadeyya:
If a person with clear eyes saw him they’d say,
mn29:5.22 #
น วตายํ ภวํ ปุริโส อญฺญาสิ สารํ น อญฺญาสิ เผคฺคุํ น อญฺญาสิ ตจํ น อญฺญาสิ ปปฺปฏิกํ น อญฺญาสิ สาขาปลาสํ✎ ร่าง
‘na vatāyaṁ bhavaṁ puriso aññāsi sāraṁ na aññāsi phegguṁ na aññāsi tacaṁ na aññāsi papaṭikaṁ na aññāsi sākhāpalāsaṁ.
‘This gentleman doesn’t know what heartwood, softwood, bark, shoots, or branches and leaves are.
mn29:5.23 #
ตถาหยํ ภวํ ปุริโส สารตฺถิโก สารคเวสี สารปริเยสนํ จรมาโน มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต อติกฺกมฺเมว สารํ เผคฺคุํ เฉตฺวา อาทาย ปกฺกนฺโต สารนฺติ มญฺญมาโน✎ ร่าง
Tathā hayaṁ bhavaṁ puriso sāratthiko sāragavesī sārapariyesanaṁ caramāno mahato rukkhassa tiṭṭhato sāravato atikkammeva sāraṁ phegguṁ chetvā ādāya pakkanto “sāran”ti maññamāno.
That’s why he passed them over, cut out the softwood, and left imagining it was heartwood.
mn29:5.24 #
ยญฺจสฺส สาเรน สารกรณียํ ตญฺจสฺส อตฺถํ นานุภวิสฺสตีติ✎ ร่าง
Yañcassa sārena sārakaraṇīyaṁ tañcassa atthaṁ nānubhavissatī’ti.
Whatever he needs to make from heartwood, he won’t succeed.’ …
mn29:5.25 #
เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ กุลปุตฺโต สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ✎ ร่าง
Evameva kho, bhikkhave, idhekacco kulaputto saddhā agārasmā anagāriyaṁ pabbajito hoti:
อ้างอิงPTS 1.196 · สยามรัฐ 12.370 · ฉัฏฐสังคายนา 12.258
mn29:5.26 #
โอติณฺโณมฺหิ ชาติยา ชราย มรเณน โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ ทุกฺโขติณฺโณ ทุกฺขปเรโต✎ ร่าง
‘otiṇṇomhi jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi, dukkhotiṇṇo dukkhapareto,
mn29:5.27 #
อปฺเปวนาม อิมสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อนฺตกิริยา ปญฺญาเยถาติ ฯ✎ ร่าง
appeva nāma imassa kevalassa dukkhakkhandhassa antakiriyā paññāyethā’ti.
mn29:5.28 #
โส เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน ลาภสกฺการสิโลกํ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ✎ ร่าง
So evaṁ pabbajito samāno lābhasakkārasilokaṁ abhinibbatteti.
mn29:5.29 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตมโน โหติ น ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attamano hoti na paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:5.30 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:5.31 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ อปฺปมตฺโต สมาโน สีลสมฺปทํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati, appamatto samāno sīlasampadaṁ ārādheti.
mn29:5.32 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย อตฺตมโน โหติ โน จ โข ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya attamano hoti, no ca kho paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:5.33 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:5.34 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ อปฺปมตฺโต สมาโน สมาธิสมฺปทํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati, appamatto samāno samādhisampadaṁ ārādheti.
mn29:5.35 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย อตฺตมโน โหติ โน จ โข ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya attamano hoti, no ca kho paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:5.36 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:5.37 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ อปฺปมตฺโต สมาโน ญาณทสฺสนํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati, appamatto samāno ñāṇadassanaṁ ārādheti.
mn29:5.38 #
โส เตน ญาณทสฺสเนน อตฺตมโน โหติ ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tena ñāṇadassanena attamano hoti paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:5.39 #
โส เตน ญาณทสฺสเนน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ✎ ร่าง
So tena ñāṇadassanena attānukkaṁseti, paraṁ vambheti:
mn29:5.40 #
อหมสฺมิ ชานํ ปสฺสํ วิหรามิ อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู อชานํ อปสฺสํ วิหรนฺตีติ ฯ✎ ร่าง
‘ahamasmi jānaṁ passaṁ viharāmi, ime panaññe bhikkhū ajānaṁ apassaṁ viharantī’ti.
mn29:5.41 #
โส เตน ญาณทสฺสเนน มชฺชติ ปมชฺชติ ปมาทํ อาปชฺชติ ปมตฺโต สมาโน ทุกฺขํ วิหรติ ฯ✎ ร่าง
So tena ñāṇadassanena majjati pamajjati pamādaṁ āpajjati, pamatto samāno dukkhaṁ viharati.
mn29:5.42 #
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เผคฺคุํ อคฺคเหสิ พฺรหฺมจริยสฺส✎ ร่าง
Ayaṁ vuccati, bhikkhave, bhikkhu phegguṁ aggahesi brahmacariyassa;
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า ได้ถือเอากระพี้แห่งพรหมจรรย์🤖 AI จับคู่
This is called a mendicant who has grabbed the softwood of the spiritual life
mn29:5.43 #
เตน จ โวสานํ อาปาทิ ฯ✎ ร่าง
tena ca vosānaṁ āpādi.
และถึงที่สุดแค่กระพี้นั้นแล.🤖 AI จับคู่
and stopped short with that.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๑๒ — มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน