‹ กลับ
มหาสาโรปมสูตร
เล่ม ๑๒ — มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ · ข้อ 349 · ม.มู. ๑๒/๖๓๐๙ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๓๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น. เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็ม เปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เขาไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะ และความสรรเสริญอันนั้น. เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและ ความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ. เขามี ความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม. เขาไม่ยกตน ไม่ ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น. เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้ สำเร็จ. เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วยความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น เพราะความถึง พร้อมแห่งสมาธิอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรามีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิดแล้ว. เขาย่อมมัวเมาถึงความประมาท เพราะ ความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อ ต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ไปเสีย ถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จัก กระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้ง อยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ไปเสีย ถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่ จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด กุลบุตรบางคนในโลก นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้ อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึง ปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น. เขาไม่มีความ ยินดีมีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น. เขาไม่ยกตน ไม่ข่ม ผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น. เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึง พร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ. เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น แต่มีความดำริยังไม่ เต็มเปี่ยม. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น, เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยัง ความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ. เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วยความถึง พร้อมแห่งสมาธินั้น. เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่าเรามี จิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิต หมุนไปผิดแล้ว. เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า ได้ถือ เอาเปลือกแห่งพรหมจรรย์ และถึงที่สุดแค่เปลือกนั้น.
เทียบรายประโยค (35 ประโยค) คำแปลไทย: 🤖 9
mn29:4.15 #
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ กุลปุตฺโต สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ✎ ร่าง
Idha pana, bhikkhave, ekacco kulaputto saddhā agārasmā anagāriyaṁ pabbajito hoti:
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า🤖 AI จับคู่
Next, take a gentleman who has gone forth out of faith from the lay life to homelessness …
อ้างอิงสยามรัฐ 12.366 · พุทธชยันตี 10.468
mn29:4.16 #
โอติณฺโณมฺหิ ชาติยา ชราย มรเณน โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ ทุกฺโขติณฺโณ ทุกฺขปเรโต✎ ร่าง
‘otiṇṇomhi jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi, dukkhotiṇṇo dukkhapareto,
mn29:4.17 #
อปฺเปวนาม อิมสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อนฺตกิริยา ปญฺญาเยถาติ ฯ✎ ร่าง
appeva nāma imassa kevalassa dukkhakkhandhassa antakiriyā paññāyethā’ti.
mn29:4.18 #
โส เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน ลาภสกฺการสิโลกํ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ✎ ร่าง
So evaṁ pabbajito samāno lābhasakkārasilokaṁ abhinibbatteti.
When they’ve gone forth they generate possessions, honor, and popularity. …
mn29:4.19 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตมโน โหติ น ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attamano hoti na paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:4.20 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:4.21 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ อปฺปมตฺโต สมาโน สีลสมฺปทํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati, appamatto samāno sīlasampadaṁ ārādheti.
mn29:4.22 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย อตฺตมโน โหติ โน จ โข ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya attamano hoti no ca kho paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:4.23 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:4.24 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati.
mn29:4.25 #
อปฺปมตฺโต สมาโน สมาธิสมฺปทํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
Appamatto samāno samādhisampadaṁ ārādheti.
เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ.🤖 AI จับคู่
Being diligent, they achieve accomplishment in immersion.
mn29:4.26 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย อตฺตมโน โหติ ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya attamano hoti paripuṇṇasaṅkappo.
เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วยความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น🤖 AI จับคู่
They’re happy with that, and they’ve got all they wished for.
mn29:4.27 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya attānukkaṁseti, paraṁ vambheti:
เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธิอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า🤖 AI จับคู่
And they glorify themselves and put others down on account of that:
mn29:4.28 #
อหมสฺมิ สมาหิโต เอกคฺคจิตฺโต อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตาติ ฯ✎ ร่าง
‘ahamasmi samāhito ekaggacitto, ime panaññe bhikkhū asamāhitā vibbhantacittā’ti.
เรามีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิดแล้ว.🤖 AI จับคู่
‘I’m the one with immersion and unified mind. These other mendicants lack immersion, they have straying minds.’
mn29:4.29 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย มชฺชติ ปมชฺชติ ปมาทํ อาปชฺชติ ปมตฺโต สมาโน ทุกฺขํ วิหรติ ฯ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya majjati pamajjati pamādaṁ āpajjati, pamatto samāno dukkhaṁ viharati.
เขาย่อมมัวเมาถึงความประมาท เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์.🤖 AI จับคู่
And so they become indulgent and fall into negligence regarding that accomplishment in immersion. And being negligent they live in suffering.
mn29:4.30 #
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส สารตฺถิโก สารคเวสี สารปริเยสนํ จรมาโน มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต อติกฺกมฺเมว สารํ อติกฺกมฺม เผคฺคุํ ตจํ เฉตฺวา อาทาย ปกฺกเมยฺย สารนฺติ มญฺญมาโน ฯ✎ ร่าง
Seyyathāpi, bhikkhave, puriso sāratthiko sāragavesī sārapariyesanaṁ caramāno mahato rukkhassa tiṭṭhato sāravato atikkammeva sāraṁ atikkamma phegguṁ tacaṁ chetvā ādāya pakkameyya ‘sāran’ti maññamāno.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ไปเสีย ถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่น.🤖 AI จับคู่
Suppose there was a person in need of heartwood. And while wandering in search of heartwood he’d come across a large tree standing with heartwood. But, passing over the heartwood and softwood, he’d cut off the bark and leave imagining it was heartwood.
อ้างอิงสยามรัฐ 12.367 · ฉัฏฐสังคายนา 12.256
mn29:4.31 #
ตเมนํ จกฺขุมา ปุริโส ทิสฺวา เอวํ วเทยฺย น วตายํ ภวํ ปุริโส อญฺญาสิ สารํ น อญฺญาสิ เผคฺคุํ น อญฺญาสิ ตจํ น อญฺญาสิ ปปฺปฏิกํ น อญฺญาสิ สาขาปลาสํ✎ ร่าง
Tamenaṁ cakkhumā puriso disvā evaṁ vadeyya ‘na vatāyaṁ bhavaṁ puriso aññāsi sāraṁ, na aññāsi phegguṁ, na aññāsi tacaṁ, na aññāsi papaṭikaṁ, na aññāsi sākhāpalāsaṁ.
If a person with clear eyes saw him they’d say: ‘This gentleman doesn’t know what heartwood, softwood, bark, shoots, or branches and leaves are.
mn29:4.32 #
ตถาหยํ ภวํ ปุริโส สารตฺถิโก สารคเวสี สารปริเยสนํ จรมาโน มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต อติกฺกมฺเมว สารํ อติกฺกมฺม เผคฺคุํ ตจํ เฉตฺวา อาทาย ปกฺกนฺโต สารนฺติ มญฺญมาโน✎ ร่าง
Tathā hayaṁ bhavaṁ puriso sāratthiko sāragavesī sārapariyesanaṁ caramāno mahato rukkhassa tiṭṭhato sāravato atikkammeva sāraṁ atikkamma phegguṁ tacaṁ chetvā ādāya pakkanto “sāran”ti maññamāno.
That’s why he passed them over, cut off the bark, and left imagining it was heartwood.
mn29:4.33 #
ยญฺจสฺส สาเรน สารกรณียํ ตญฺจสฺส อตฺถํ นานุภวิสฺสตีติ✎ ร่าง
Yañcassa sārena sārakaraṇīyaṁ tañcassa atthaṁ nānubhavissatī’ti.
Whatever he needs to make from heartwood, he won’t succeed.’ …
mn29:4.34 #
เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ กุลปุตฺโต สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ✎ ร่าง
Evameva kho, bhikkhave, idhekacco kulaputto saddhā agārasmā anagāriyaṁ pabbajito hoti:
อ้างอิงPTS 1.195 · สยามรัฐ 12.368 · พุทธชยันตี 10.470
mn29:4.35 #
โอติณฺโณมฺหิ ชาติยา ชราย มรเณน โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ ทุกฺโขติณฺโณ ทุกฺขปเรโต✎ ร่าง
‘otiṇṇomhi jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi, dukkhotiṇṇo dukkhapareto,
mn29:4.36 #
อปฺเปวนาม อิมสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อนฺตกิริยา ปญฺญาเยถาติ ฯ✎ ร่าง
appeva nāma imassa kevalassa dukkhakkhandhassa antakiriyā paññāyethā’ti.
mn29:4.37 #
โส เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน ลาภสกฺการสิโลกํ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ✎ ร่าง
So evaṁ pabbajito samāno lābhasakkārasilokaṁ abhinibbatteti.
mn29:4.38 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตมโน โหติ น ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attamano hoti na paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:4.39 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:4.40 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ อปฺปมตฺโต สมาโน สีลสมฺปทํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati, appamatto samāno sīlasampadaṁ ārādheti.
mn29:4.41 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย อตฺตมโน โหติ โน จ โข ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya attamano hoti no ca kho paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:4.42 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:4.43 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ อปฺปมตฺโต สมาโน สมาธิสมฺปทํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati, appamatto samāno samādhisampadaṁ ārādheti.
mn29:4.44 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย อตฺตมโน โหติ ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya attamano hoti paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:4.45 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya attānukkaṁseti, paraṁ vambheti:
mn29:4.46 #
อหมสฺมิ สมาหิโต เอกคฺคจิตฺโต อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตาติ ฯ✎ ร่าง
‘ahamasmi samāhito ekaggacitto, ime panaññe bhikkhū asamāhitā vibbhantacittā’ti.
mn29:4.47 #
โส ตาย สมาธิสมฺปทาย มชฺชติ ปมชฺชติ ปมาทํ อาปชฺชติ ปมตฺโต สมาโน ทุกฺขํ วิหรติ ฯ✎ ร่าง
So tāya samādhisampadāya majjati pamajjati pamādaṁ āpajjati, pamatto samāno dukkhaṁ viharati.
mn29:4.48 #
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตจํ อคฺคเหสิ พฺรหฺมจริยสฺส✎ ร่าง
Ayaṁ vuccati, bhikkhave, bhikkhu tacaṁ aggahesi brahmacariyassa;
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า ได้ถือเอาเปลือกแห่งพรหมจรรย์🤖 AI จับคู่
This is called a mendicant who has grabbed the bark of the spiritual life
mn29:4.49 #
เตน จ โวสานํ อาปาทิ ฯ✎ ร่าง
tena ca vosānaṁ āpādi.
และถึงที่สุดแค่เปลือกนั้น.🤖 AI จับคู่
and stopped short with that.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๑๒ — มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน