‹ กลับ
ลฑุกิโกปมสูตร
เล่ม ๑๓ — มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ · ข้อ 179 · ม.ม. ๑๓/๓๒๕๓ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๑๗๙] ดูกรอุทายี เปรียบเหมือนบุรุษคนจน ไม่มีอะไรเป็นของตน ไม่ใช่คนมั่งคั่ง เขามีเรือนเล็กๆ หลังหนึ่ง มีเครื่องมุงบังและเครื่องผูกหลุดลุ่ย ต้องคอยไล่กา มีรูปไม่งาม มีแคร่อันหนึ่ง หลุดลุ่ย มีรูปไม่งาม มีข้าวเปลือกและพืชสำหรับหว่านประจำปีหม้อหนึ่ง ไม่ใช่ เป็นพันธุ์อย่างดี มีภรรยาคนหนึ่งไม่สวย เขาเห็นภิกษุผู้อยู่ในอาราม มีมือและเท้าล้างดีแล้ว ฉันโภชนะอันเจริญใจ นั่งอยู่ในที่อันร่มเย็น ประกอบในอธิจิต. เขาพึงมีความดำริอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ความเป็นสมณะเป็นสุขหนอ ดูกรท่านผู้เจริญ ความเป็นสมณะไม่มีโรคหนอ เราควรจะปลงผมและหนวดแล้วนุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิตบ้างหนอ. แต่เขาไม่ อาจละเรือนเล็กหลังหนึ่ง มีเครื่องมุงบังและเครื่องผูกอันหลุดลุ่ย ที่ต้องคอยไล่กา มีรูปไม่งาม มีแคร่อันหนึ่งที่หลุดลุ่ย ไม่งาม ละแคร่อันหนึ่งที่หลุดลุ่ย มีรูปไม่งาม ละข้าวเปลือกและพืช สำหรับหว่านประจำปีหม้อหนึ่ง ไม่ใช่พันธุ์อย่างดี และภรรยาคนหนึ่งไม่สวย แล้วปลงผม และหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิตได้. ดูกรอุทายี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนั้นถูกเขาผูกด้วยเครื่องผูกเหล่านั้น ไม่อาจละเรือนเล็กๆ หลังหนึ่ง ซึ่งมีเครื่องมุงบัง และเครื่องผูกหลุดลุ่ย ที่ต้องคอยไล่กา มีรูปไม่งาม ละแคร่อันหนึ่งที่หลุดลุ่ย ไม่งาม ละ ข้าวเปลือกและพืชสำหรับหว่านประจำปีหม้อหนึ่ง ไม่ใช่พันธุ์อย่างดี ละภรรยาคนหนึ่ง ไม่ สวย แล้วปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิตได้. ก็เครื่องผูกของเขา นั้นเป็นเครื่องผูกไม่มีกำลัง บอบบาง เปื่อย ไม่มีแก่นสาร ดังนี้ ผู้นั้นเมื่อกล่าวชื่อว่า พึงกล่าวโดยชอบหรือหนอ? ไม่ชอบ พระเจ้าข้า บุรุษนั้นถูกเขาผูกด้วยเครื่องผูกเหล่าใด แล้วไม่อาจละเรือนเล็กๆ หลังหนึ่ง มีเครื่องมุงบังและเครื่องผูกอันหลุดลุ่ย ที่ต้องคอยไล่กา มีรูปไม่งาม ละแคร่ อันหนึ่งอันหลุดลุ่ย ไม่งาม ละข้าวเปลือกและพืชสำหรับหว่านประจำปีหม้อหนึ่ง ไม่ใช่พันธุ์ อย่างดี ละภรรยาคนหนึ่ง ไม่สวย แล้วปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชเป็น บรรพชิตได้ เครื่องผูกของเขานั้นเป็นเครื่องผูกมีกำลัง มั่น แน่นแฟ้น ไม่เปื่อย เป็นเหมือน ท่อนไม้ใหญ่ พระเจ้าข้า. ดูกรอุทายี โมฆบุรุษบางพวกในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเรากล่าวว่า จงละ โทษนี้เสียเถิด เขากลับกล่าวอย่างนี้ว่า ก็ทำไมจะต้องว่ากล่าว เพราะเหตุแห่งโทษเพียงเล็กน้อย นี้ด้วยเล่า พระสมณะนี้ช่างขัดเกลาหนักไป เขาไม่ละโทษนั้นด้วย ไม่เข้าไปตั้งความยำเกรง ในเราด้วย ดูกรอุทายี อนึ่ง โทษเพียงเล็กน้อยของภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ในสิกขานั้น ย่อมเป็น เครื่องผูกมีกำลัง มั่น แน่นแฟ้น ไม่เปื่อย เป็นเหมือนท่อนไม้ใหญ่.
เทียบรายประโยค (18 ประโยค)
mn66:11.1 #
เสยฺยถาปิ อุทายิ ปุริโส ทฬิทฺโท อสฺสโก อนาฬิโย✎ ร่าง
Seyyathāpi, udāyi, puriso daliddo assako anāḷhiyo;
Suppose there was a poor man, with few possessions and little wealth.
อ้างอิงPTS 1.451 · สยามรัฐ 13.185
mn66:11.2 #
ตสฺสสฺส เอกํ อคารกํ โอลุคฺควิลุคฺคํ กากาติทายึ ๒- น ปรมรูปํ เอกา กโฬปิกา ๓- โอลุคฺควิลุคฺคา น ปรมรูปา เอกิสฺสา กุมฺภิยา ธญฺญสมวาปกํ น ปรมรูปํ เอกา ชายิกา น ปรมรูปา✎ ร่าง
tassassa ekaṁ agārakaṁ oluggaviluggaṁ kākātidāyiṁ naparamarūpaṁ, ekā khaṭopikā oluggaviluggā naparamarūpā, ekissā kumbhiyā dhaññasamavāpakaṁ naparamarūpaṁ, ekā jāyikā naparamarūpā.
He had a single broken-down hovel open to the crows, not the best sort; a single broken-down couch, not the best sort; a single pot for storing grain, not the best sort; and a single wifey, not the best sort.
mn66:11.3 #
โส อารามคตํ ภิกฺขุํ ปสฺเสยฺย สุโธตหตฺถปาทํ มนุญฺญํ โภชนํ ภุตฺตาวึ สีตาย ฉายาย นิสินฺนํ อธิจิตฺเต ยุตฺตํ ฯ✎ ร่าง
So ārāmagataṁ bhikkhuṁ passeyya sudhotahatthapādaṁ manuññaṁ bhojanaṁ bhuttāviṁ sītāya chāyāya nisinnaṁ adhicitte yuttaṁ.
He’d see a mendicant sitting in meditation in the cool shade, their hands and feet well washed after eating a satisfying meal.
mn66:11.4 #
ตสฺส เอวมสฺส✎ ร่าง
Tassa evamassa:
He’d think,
mn66:11.5 #
สุขํ วต โภ สามญฺญํ อาโรคฺยํ วต โภ สามญฺญํ✎ ร่าง
‘sukhaṁ vata bho sāmaññaṁ, ārogyaṁ vata bho sāmaññaṁ.
‘The ascetic life is so very pleasant! The ascetic life is so very healthy!
mn66:11.6 #
โส วตสฺสํ ๔- โยหํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพเชยฺยนฺติ ฯ✎ ร่าง
So vatassaṁ yohaṁ kesamassuṁ ohāretvā kāsāyāni vatthāni acchādetvā agārasmā anagāriyaṁ pabbajeyyan’ti.
If only I could shave off my hair and beard, dress in ocher robes, and go forth from the lay life to homelessness.’
mn66:11.7 #
โส น สกฺกุเณยฺย เอกํ อคารกํ โอลุคฺควิลุคฺคํ กากาติทายึ น ปรมรูปํ ปหาย เอกํ @เชิงอรรถ: ๑ สี. ยุ. อนาฬฺหิโย ฯ ๒ โป. กากาติสายํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ@๓ ยุ. ขโฏปิกา ฯ ๔ ม. วตสฺส ฯ กโฬปิกํ โอลุคฺควิลุคฺคํ น ปรมรูปํ ปหาย เอกิสฺสา กุมฺภิยา ธญฺญสมวาปกํ น ปรมรูปํ ปหาย เอกํ ชายิกํ น ปรมรูปํ ปหาย เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตุํ ฯ✎ ร่าง
So na sakkuṇeyya ekaṁ agārakaṁ oluggaviluggaṁ kākātidāyiṁ naparamarūpaṁ pahāya, ekaṁ khaṭopikaṁ oluggaviluggaṁ naparamarūpaṁ pahāya, ekissā kumbhiyā dhaññasamavāpakaṁ naparamarūpaṁ pahāya, ekaṁ jāyikaṁ naparamarūpaṁ pahāya kesamassuṁ ohāretvā kāsāyāni vatthāni acchādetvā agārasmā anagāriyaṁ pabbajituṁ.
But he’s not able to give up his broken-down hovel, his broken-down couch, his pot for storing grain, or his wifey—none of which are the best sort—in order to go forth.
mn66:11.8 #
โย นุ โข อุทายิ เอวํ วเทยฺย✎ ร่าง
Yo nu kho, udāyi, evaṁ vadeyya:
Would it be right to say that,
mn66:11.9 #
เยหิ โส ปุริโส พนฺธเนหิ พนฺโธ น สกฺโกติ เอกํ อคารกํ โอลุคฺควิลุคฺคํ กากาติทายึ น ปรมรูปํ ปหาย เอกํ กโฬปิกํ โอลุคฺควิลุคฺคํ น ปรมรูปํ ปหาย เอกิสฺสา กุมฺภิยา ธญฺญสมวาปกํ น ปรมรูปํ ปหาย เอกํ ชายิกํ น ปรมรูปํ ปหาย เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตุํ✎ ร่าง
‘yehi so puriso bandhanehi baddho na sakkoti ekaṁ agārakaṁ oluggaviluggaṁ kākātidāyiṁ naparamarūpaṁ pahāya, ekaṁ khaṭopikaṁ oluggaviluggaṁ naparamarūpaṁ pahāya, ekissā kumbhiyā dhaññasamavāpakaṁ naparamarūpaṁ pahāya, ekaṁ jāyikaṁ naparamarūpaṁ pahāya kesamassuṁ ohāretvā kāsāyāni vatthāni acchādetvā agārasmā anagāriyaṁ pabbajituṁ;
for that man,
mn66:11.10 #
ตญฺหิ ตสฺส อพลํ พนฺธนํ ทุพฺพลํ พนฺธนํ ปูติกํ พนฺธนํ อสารกํ พนฺธนนฺติ✎ ร่าง
tañhi tassa abalaṁ bandhanaṁ, dubbalaṁ bandhanaṁ, pūtikaṁ bandhanaṁ, asārakaṁ bandhanan’ti;
those bonds are weak, feeble, rotten, and insubstantial?”
mn66:11.11 #
สมฺมา นุ โข โส อุทายิ วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ✎ ร่าง
sammā nu kho so, udāyi, vadamāno vadeyyā”ti?
mn66:11.12 #
โน เหตํ ภนฺเต✎ ร่าง
“No hetaṁ, bhante.
“No, sir.
mn66:11.13 #
เยหิ ๑- ภนฺเต โส ปุริโส พนฺธเนหิ พนฺโธ น สกฺโกติ เอกํ อคารกํ โอลุคฺควิลุคฺคํ กากาติทายึ น ปรมรูปํ ปหาย เอกํ กโฬปิกํ โอลุคฺควิลุคฺคํ น ปรมรูปํ ปหาย เอกิสฺสา กุมฺภิยา ธญฺญสมวาปกํ น ปรมรูปํ ปหาย เอกํ ชายิกํ น ปรมรูปํ ปหาย เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตุํ✎ ร่าง
Yehi so, bhante, puriso bandhanehi baddho, na sakkoti ekaṁ agārakaṁ oluggaviluggaṁ kākātidāyiṁ naparamarūpaṁ pahāya, ekaṁ khaṭopikaṁ oluggaviluggaṁ naparamarūpaṁ pahāya, ekissā kumbhiyā dhaññasamavāpakaṁ naparamarūpaṁ pahāya, ekaṁ jāyikaṁ naparamarūpaṁ pahāya kesamassuṁ ohāretvā kāsāyāni vatthāni acchādetvā agārasmā anagāriyaṁ pabbajituṁ;
For that man,
mn66:11.14 #
ตญฺหิ ตสฺส พลวํ พนฺธนํ ทฬฺหํ พนฺธนํ ถิรํ พนฺธนํ อปูติกํ พนฺธนํ ถูโล กฬิงฺคโรติ ฯ✎ ร่าง
tañhi tassa balavaṁ bandhanaṁ, daḷhaṁ bandhanaṁ, thiraṁ bandhanaṁ, apūtikaṁ bandhanaṁ, thūlo, kaliṅgaro”ti.
they are a strong, firm, stout bond, a tie that has not rotted, and a heavy yoke.”
mn66:11.15 #
เอวเมว โข อุทายิ อิเธกจฺเจ โมฆปุริสา อิทํ ปชหถาติ มยา วุจฺจมานา เต เอวมาหํสุ✎ ร่าง
“Evameva kho, udāyi, idhekacce moghapurisā ‘idaṁ pajahathā’ti mayā vuccamānā te evamāhaṁsu:
“In the same way, when some futile people are told by me to give something up, they say,
อ้างอิงสยามรัฐ 13.186
mn66:11.16 #
กึ ปนิมสฺส อปฺปมตฺตกสฺส โอรมตฺตกสฺส @เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. เยหิ โส ภนฺเต ฯ อธิสลฺลิขเตวายํ สมโณติ✎ ร่าง
‘kiṁ panimassa appamattakassa oramattakassa adhisallikhatevāyaṁ samaṇo’ti?
‘What, such a trivial, trifling thing as this? This ascetic is much too strict!’
mn66:11.17 #
เต ตญฺเจว นปฺปชหนฺติ มยิ จ อปฺปจฺจยํ อุปฏฺฐเปนฺติ✎ ร่าง
Te tañceva nappajahanti, mayi ca appaccayaṁ upaṭṭhāpenti.
They don’t give it up, and they nurse bitterness towards me;
mn66:11.18 #
เย จ ภิกฺขู สิกฺขากามา เตสนฺตํ อุทายิ โหติ พลวํ พนฺธนํ ทฬฺหํ พนฺธนํ ถิรํ พนฺธนํ อปูติกํ พนฺธนํ ถูโล กฬิงฺคโรติ ฯ✎ ร่าง
Ye ca bhikkhū sikkhākāmā tesaṁ taṁ, udāyi, hoti balavaṁ bandhanaṁ, daḷhaṁ bandhanaṁ, thiraṁ bandhanaṁ, apūtikaṁ bandhanaṁ, thūlo, kaliṅgaro.
and for the mendicants who want to train, that becomes a strong, firm, stout bond, a tie that has not rotted, and a heavy yoke.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๑๓ — มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน