‹ กลับ
เทวทหสูตร
เล่ม ๑๔ — มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ · ข้อ 5 · ม.อุ. ๑๔/๑ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๕] ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ เปรียบเหมือนบุรุษถูกยิงด้วยลูกศรที่มียาพิษ อาบไว้อย่างหนาแล้ว พึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ กล้าเจ็บแสบ เพราะเหตุการ เสียดแทงของลูกศร มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขาพึงให้หมอผ่าตัดรักษา หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา เขาพึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถูกศาตราชำแหละปากแผล หมอผ่าตัดใช้เครื่องตรวจค้น หาลูกศร เขาพึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถูกเครื่อง ตรวจค้นหาลูกศร หมอผ่าตัดถอนลูกศรออก เขาพึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถอนลูกศรออก หมอผ่าตัดใส่ยาถอนพิษที่ปากแผล เขา พึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุใส่ยาถอนพิษที่ปากแผล สมัยต่อมา เขามีแผลหาย มีผิวหนังสนิท จึงไม่มีโรค มีความสุข เสรี เป็น อยู่ได้ตามลำพัง ไปไหนไปได้ จึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อน เราถูกยิงด้วย ลูกศรที่มียาพิษอาบไว้อย่างหนา ได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้ เพราะเหตุการเสียดแทงของลูกศร มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของเราให้หมอผ่าตัด รักษา หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผล เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถูกศาตราชำแหละปากแผล หมอผ่าตัดใช้เครื่องตรวจค้น หาลูกศร เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถูก เครื่องตรวจค้นหาลูกศร หมอผ่าตัดถอนลูกศรออก เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็น ทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุถอนลูกศรออก หมอผ่าตัดใส่ยาถอนพิษที่ ปากแผล เรานั้นได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ แม้เพราะเหตุใส่ยา ถอนพิษที่ปากแผล เดี๋ยวนี้ เรานั้นมีแผลหาย มีผิวหนังสนิท จึงไม่มีโรค มีความสุข เสรี เป็นอยู่ได้ตามลำพัง ไปไหนไปได้ ฉันใด ฯ ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ ฉันนั้นเหมือนกันแล ถ้าพวกท่านพึงทราบว่า เรา ทั้งหลาย ได้มีแล้วในก่อน มิใช่ไม่ได้มีแล้ว พึงทราบว่า เราทั้งหลายได้ ทำบาปกรรมไว้ในก่อน มิใช่ไม่ได้ทำไว้ พึงทราบว่า เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรม อย่างนี้บ้างๆ พึงทราบว่า ทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว หรือว่าทุกข์เท่านี้ เราต้องสลัดเสีย หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว จักเป็นอันเราสลัดทุกข์ ได้ทั้งหมด พึงทราบการละอกุศลธรรม การบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบัน เมื่อเป็น เช่นนี้ พวกนิครนถ์ผู้มีอายุ ควรจะพยากรณ์ได้ว่า ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ข้อนั้นทั้งหมด เป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน ทั้งนี้ เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ ไม่ ทำกรรมใหม่ จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป เพราะไม่ถูกบังคับต่อไป จักมีความ สิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม จักมีความสิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ จักมีความสิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนา ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว ฯ ดูกรนิครนถ์ผู้มีอายุ ก็เพราะเหตุที่พวกท่านไม่ทราบว่า เราทั้งหลายได้ มีแล้วในก่อน มิใช่ไม่ได้มีแล้ว ไม่ทราบว่า เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมไว้ในก่อน มิใช่ไม่ได้ทำไว้ ไม่ทราบว่า เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมอย่างนี้บ้างๆ ไม่ทราบว่า ทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว หรือว่าทุกข์เท่านี้เราต้องสลัดเสีย หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้ เราสลัดได้แล้ว จักเป็นอันเราสลัดทุกข์ได้ทั้งหมด ไม่ทราบการละอกุศลธรรม การบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบัน ฉะนั้น พวกนิครนถ์ผู้มีอายุ จึงไม่บังควรจะ พยากรณ์ว่า ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน ทั้งนี้ เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ ไม่ทำกรรมใหม่ จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป เพราะไม่ถูกบังคับต่อไป จักมีความสิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม จักมีความสิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ จักมีความสิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนา ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของ อันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว ฯ
เทียบรายประโยค (46 ประโยค)
mn101:7.1 #
เสยฺยถาปิ อาวุโส นิคนฺถา ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน ฯ✎ ร่าง
Seyyathāpi, āvuso nigaṇṭhā, puriso sallena viddho assa savisena gāḷhūpalepanena;
Suppose a man was struck by an arrow thickly smeared with poison,
อ้างอิงPTS 2.217 · สยามรัฐ 14.5 · ฉัฏฐสังคายนา 14.4 · พุทธชยันตี 12.6
mn101:7.2 #
โส สลฺลสฺสปิ เวธนเหตุ ๑- ทุกฺขา ติปฺปา ๒- กฏุกา เวทนา เวทิเยยฺย✎ ร่าง
so sallassapi vedhanahetu dukkhā tibbā kaṭukā vedanā vediyeyya.
causing painful feelings, sharp and severe.
mn101:7.3 #
ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ๓- ฯ✎ ร่าง
Tassa mittāmaccā ñātisālohitā bhisakkaṁ sallakattaṁ upaṭṭhāpeyyuṁ.
Their friends and colleagues, relatives and kin would get a surgeon to treat them.
mn101:7.4 #
ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตยฺย ฯ✎ ร่าง
Tassa so bhisakko sallakatto satthena vaṇamukhaṁ parikanteyya;
The surgeon would cut open the wound with a scalpel,
mn101:7.5 #
โส สตฺเถนปิ วณมุขสฺส ปริกนฺตนเหตุ ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา เวทิเยยฺย✎ ร่าง
so satthenapi vaṇamukhassa parikantanahetu dukkhā tibbā kaṭukā vedanā vediyeyya.
causing painful feelings, sharp and severe.
mn101:7.6 #
ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต เอสนิยา สลฺลํ เอเสยฺย ฯ✎ ร่าง
Tassa so bhisakko sallakatto esaniyā sallaṁ eseyya;
They’d probe for the arrow,
mn101:7.7 #
โส เอสนิยาปิ สลฺลสฺส เอสนเหตุ ๔- ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา เวทิเยยฺย✎ ร่าง
so esaniyāpi sallassa esanāhetu dukkhā tibbā kaṭukā vedanā vediyeyya.
causing painful feelings, sharp and severe.
mn101:7.8 #
ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สลฺลํ อพฺภูเณฺหยฺย ๕- ฯ✎ ร่าง
Tassa so bhisakko sallakatto sallaṁ abbuheyya;
They’d extract the arrow,
mn101:7.9 #
โส สลฺลสฺสปิ อพฺภูณฺหนเหตุ ๖- ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา เวทิเยยฺย✎ ร่าง
so sallassapi abbuhanahetu dukkhā tibbā kaṭukā vedanā vediyeyya.
causing painful feelings, sharp and severe.
mn101:7.10 #
ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต อคทงฺคารํ วณมุเข โอทเหยฺย ฯ✎ ร่าง
Tassa so bhisakko sallakatto agadaṅgāraṁ vaṇamukhe odaheyya;
They’d apply cauterizing medicine to the wound,
mn101:7.11 #
โส อคทงฺคารสฺสปิ วณมุเข โอทหนเหตุ ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา เวทิเยยฺย ฯ✎ ร่าง
so agadaṅgārassapi vaṇamukhe odahanahetu dukkhā tibbā kaṭukā vedanā vediyeyya.
causing painful feelings, sharp and severe.
mn101:7.12 #
โส อปเรน สมเยน รูเฬฺหน ๗- วเณน สญฺฉวินา อโรโค อสฺส สุขี เสรี สยํวสี เยนกามงฺคโม ฯ✎ ร่าง
So aparena samayena rūḷhena vaṇena sañchavinā arogo assa sukhī serī sayaṁvasī yena kāmaṅgamo.
After some time that wound would be healed and the skin regrown. They’d be healthy, happy, autonomous, master of themselves, able to go where they wanted.
mn101:7.13 #
ตสฺส เอวมสฺส✎ ร่าง
Tassa evamassa:
They’d think,
mn101:7.14 #
อหํ โข ปุพฺเพ สลฺเลน วิทฺโธ อโหสึ สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน✎ ร่าง
“ahaṁ kho pubbe sallena viddho ahosiṁ savisena gāḷhūpalepanena.
“Earlier I was struck by an arrow thickly smeared with poison,
mn101:7.15 #
โสหํ สลฺลสฺสปิ เวธนเหตุ ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา เวทิยึ✎ ร่าง
Sohaṁ sallassapi vedhanahetu dukkhā tibbā kaṭukā vedanā vediyiṁ.
causing painful feelings, sharp and severe.
mn101:7.16 #
ตสฺส เม มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปสุํ✎ ร่าง
Tassa me mittāmaccā ñātisālohitā bhisakkaṁ sallakattaṁ upaṭṭhapesuṁ.
My friends and colleagues, relatives and kin got a surgeon to treat me.
mn101:7.17 #
ตสฺส เม โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺตติ✎ ร่าง
Tassa me so bhisakko sallakatto satthena vaṇamukhaṁ parikanti;
At each step, the treatment was painful.
mn101:7.18 #
โสหํ สตฺเถนปิ ๑- วณมุขสฺส ปริกนฺตนเหตุ ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา เวทิยึ✎ ร่าง
sohaṁ satthenapi vaṇamukhassa parikantanahetu dukkhā tibbā kaṭukā vedanā vediyiṁ.
mn101:7.19 #
ตสฺส เม โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต เอสนิยา สลฺลํ เอสิ✎ ร่าง
Tassa me so bhisakko sallakatto esaniyā sallaṁ esi;
mn101:7.20 #
โสหํ เอสนิยาปิ สลฺลสฺส เอสนเหตุ ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา เวทิยึ✎ ร่าง
so ahaṁ esaniyāpi sallassa esanāhetu dukkhā tibbā kaṭukā vedanā vediyiṁ.
mn101:7.21 #
ตสฺส เม โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สลฺลํ อพฺภูณฺหิ✎ ร่าง
Tassa me so bhisakko sallakatto sallaṁ abbuhi;
mn101:7.22 #
โสหํ สลฺลสฺสปิ อพฺภูณฺหนเหตุ ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา เวทิยึ✎ ร่าง
sohaṁ sallassapi abbuhanahetu dukkhā tibbā kaṭukā vedanā vediyiṁ.
mn101:7.23 #
ตสฺส เม โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต อคทงฺคารํ วณมุเข โอทหิ✎ ร่าง
Tassa me so bhisakko sallakatto agadaṅgāraṁ vaṇamukhe odahi;
mn101:7.24 #
โสหํ อคทงฺคารสฺสปิ วณมุเข โอทหนเหตุ ทุกฺขา ติปฺปา กฏุกา เวทนา เวทิยึ✎ ร่าง
sohaṁ agadaṅgārassapi vaṇamukhe odahanahetu dukkhā tibbā kaṭukā vedanā vediyiṁ.
mn101:7.25 #
โสหํ ๒- เอตรหิ รูเฬฺหน วเณน สญฺฉวินา อโรโค สุขี เสรี สยํวสี เยนกามงฺคโมติ ฯ✎ ร่าง
Somhi etarahi rūḷhena vaṇena sañchavinā arogo sukhī serī sayaṁvasī yena kāmaṅgamo”ti.
But these days that wound is healed and the skin regrown. I’m healthy, happy, autonomous, my own master, able to go where I want.”
mn101:8.1 #
เอวเมว โข อาวุโส นิคนฺถา สเจ ตุเมฺห ชาเนยฺยาถ✎ ร่าง
Evameva kho, āvuso nigaṇṭhā, sace tumhe jāneyyātha—
In the same way, reverends, if you knew about these things,
อ้างอิงสยามรัฐ 14.6
mn101:8.2 #
อหุวเมฺหว มยํ ปุพฺเพ น นาหุวมฺหาติ ชาเนยฺยาถ✎ ร่าง
ahuvamheva mayaṁ pubbe, na nāhuvamhāti, jāneyyātha—
mn101:8.3 #
อกรเมฺหว มยํ ปุพฺเพ ปาปกมฺมํ น นากรมฺหาติ ชาเนยฺยาถ✎ ร่าง
akaramheva mayaṁ pubbe pāpakammaṁ, na nākaramhāti, jāneyyātha—
mn101:8.4 #
เอวรูปํ วา เอวรูปํ วา ปาปกมฺมํ อกรมฺหาติ ชาเนยฺยาถ✎ ร่าง
evarūpaṁ vā evarūpaṁ vā pāpakammaṁ akaramhāti, jāneyyātha—
mn101:8.5 #
เอตฺตกํ วา ทุกฺขํ นิชฺชิณฺณํ เอตฺตกํ วา ทุกฺขํ นิชฺชิเรตพฺพํ เอตฺตกมฺหิ วา ทุกฺเข นิชฺชิณฺเณ สพฺพํ ทุกฺขํ นิชฺชิณฺณํ ภวิสฺสตีติ ชาเนยฺยาถ✎ ร่าง
ettakaṁ vā dukkhaṁ nijjiṇṇaṁ, ettakaṁ vā dukkhaṁ nijjīretabbaṁ, ettakamhi vā dukkhe nijjiṇṇe sabbaṁ dukkhaṁ nijjiṇṇaṁ bhavissatīti, jāneyyātha—
mn101:8.6 #
ทิฏฺเฐว ธมฺเม อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทํ✎ ร่าง
diṭṭheva dhamme akusalānaṁ dhammānaṁ pahānaṁ, kusalānaṁ dhammānaṁ upasampadaṁ;
mn101:8.7 #
เอวํ สนฺเต อายสฺมนฺตานํ นิคนฺถานํ กลฺลมสฺส เวยฺยากรณาย✎ ร่าง
evaṁ sante āyasmantānaṁ nigaṇṭhānaṁ kallamassa veyyākaraṇāya:
it would be appropriate for the Jain venerables to declare this.
mn101:8.8 #
ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ ปุพฺเพ กตเหตุ✎ ร่าง
“yaṁ kiñcāyaṁ purisapuggalo paṭisaṁvedeti sukhaṁ vā dukkhaṁ vā adukkhamasukhaṁ vā, sabbaṁ taṁ pubbekatahetu.
mn101:8.9 #
อิติ ปุราณานํ กมฺมานํ ตปสา พฺยนฺติภาวา นวานํ กมฺมานํ อกรณา อายตึ อนวสฺสโว✎ ร่าง
Iti purāṇānaṁ kammānaṁ tapasā byantībhāvā, navānaṁ kammānaṁ akaraṇā, āyatiṁ anavassavo;
mn101:8.10 #
อายตึ อนวสฺสวา กมฺมกฺขโย กมฺมกฺขยา ทุกฺขกฺขโย ทุกฺขกฺขยา เวทนากฺขโย เวทนากฺขยา สพฺพํ ทุกฺขํ นิชฺชิณฺณํ ภวิสฺสตีติ ฯ✎ ร่าง
āyatiṁ anavassavā kammakkhayo; kammakkhayā dukkhakkhayo; dukkhakkhayā vedanākkhayo; vedanākkhayā sabbaṁ dukkhaṁ nijjiṇṇaṁ bhavissatī”ti.
mn101:9.1 #
ยสฺมา จ โข ตุเมฺห อาวุโส นิคนฺถา น ชานาถ✎ ร่าง
Yasmā ca kho tumhe, āvuso nigaṇṭhā, na jānātha—
But since you don’t know any of these things,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 14.5 · พุทธชยันตี 12.8
mn101:9.2 #
อหุวเมฺหว มยํ ปุพฺเพ น นาหุวมฺหาติ น ชานาถ✎ ร่าง
ahuvamheva mayaṁ pubbe, na nāhuvamhāti, na jānātha—
mn101:9.3 #
อกรเมฺหว มยํ ปุพฺเพ ปาปกมฺมํ น นากรมฺหาติ น ชานาถ✎ ร่าง
akaramheva mayaṁ pubbe pāpakammaṁ, na nākaramhāti, na jānātha—
mn101:9.4 #
เอวรูปํ วา เอวรูปํ วา ปาปกมฺมํ อกรมฺหาติ น ชานาถ✎ ร่าง
evarūpaṁ vā evarūpaṁ vā pāpakammaṁ akaramhāti, na jānātha—
mn101:9.5 #
เอตฺตกํ วา ทุกฺขํ นิชฺชิณฺณํ เอตฺตกํ วา ทุกฺขํ นิชฺชิเรตพฺพํ เอตฺตกมฺหิ วา ทุกฺเข นิชฺชิณฺเณ สพฺพํ ทุกฺขํ นิชฺชิณฺณํ ภวิสฺสตีติ น ชานาถ✎ ร่าง
ettakaṁ vā dukkhaṁ nijjiṇṇaṁ, ettakaṁ vā dukkhaṁ nijjīretabbaṁ, ettakamhi vā dukkhe nijjiṇṇe sabbaṁ dukkhaṁ nijjiṇṇaṁ bhavissatīti, na jānātha—
mn101:9.6 #
ทิฏฺเฐว ธมฺเม อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทํ✎ ร่าง
diṭṭheva dhamme akusalānaṁ dhammānaṁ pahānaṁ, kusalānaṁ dhammānaṁ upasampadaṁ;
mn101:9.7 #
ตสฺมา อายสฺมนฺตานํ นิคนฺถานํ น กลฺลมสฺส เวยฺยากรณาย✎ ร่าง
tasmā āyasmantānaṁ nigaṇṭhānaṁ na kallamassa veyyākaraṇāya:
it’s not appropriate for the Jain venerables to declare this.’
mn101:9.8 #
ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ ปุพฺเพ กตเหตุ✎ ร่าง
“yaṁ kiñcāyaṁ purisapuggalo paṭisaṁvedeti sukhaṁ vā dukkhaṁ vā adukkhamasukhaṁ vā, sabbaṁ taṁ pubbekatahetu.
mn101:9.9 #
อิติ ปุราณานํ กมฺมานํ ตปสา พฺยนฺติภาวา นวานํ กมฺมานํ อกรณา อายตึ อนวสฺสโว✎ ร่าง
Iti purāṇānaṁ kammānaṁ tapasā byantībhāvā, navānaṁ kammānaṁ akaraṇā, āyatiṁ anavassavo;
mn101:9.10 #
อายตึ อนวสฺสวา กมฺมกฺขโย กมฺมกฺขยา ทุกฺขกฺขโย ทุกฺขกฺขยา เวทนากฺขโย เวทนากฺขยา สพฺพํ [๕]- กฏุกา ปราภิสชฺชนี โกธสามนฺตา อสมาธิสํวตฺตนิกา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ สมฺผปฺปลาปี โข ปน โหติ อกาลวาที อภูตวาที อนตฺถวาที อธมฺมวาที อวินยวาที อนิธานวตึ วาจํ ภาสิตา โหติ อกาเลน อนปฺปเทสํ อปริยนฺตวตึ อนตฺถสญฺหิตํ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ [๕]- อุทกรหทา สีตา วาริธารา อุพฺภิชฺชิตฺวา ตเมว อุทกรหทํ สีเตน วารินา อภิสนฺเนยฺย ปริสนฺเนยฺย ปริปูเรยฺย ปริปฺผเรยฺย นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต อุทกรหทสฺส สีเตน วารินา อปฺผุตํ อสฺส✎ ร่าง
āyatiṁ anavassavā kammakkhayo; kammakkhayā dukkhakkhayo; dukkhakkhayā vedanākkhayo; vedanākkhayā sabbaṁ dukkhaṁ nijjiṇṇaṁ bhavissatī”’ti.
mn101:10.1 #
เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมเมว กายํ สมาธิเชน ปีติสุเขน อภิสนฺเนติ ปริสนฺเนติ ปริปูเรติ ปริปฺผรติ นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต กายสฺส @เชิงอรรถ: ๑ โป. ม. สายํ ฯ ๒ ม. ยุ. เอตฺถนฺตเร นสทฺโท อตถิ ฯ ๓ โป. อสฺส ฯ@ม. ยุ. ตสฺส ฯ ๔ ม. นสทฺโท อตฺถิ ฯ ๕ ม. ยุ. วสทฺโท อตฺถิ ฯ สมาธิเชน ปีติสุเขน อปฺผุตํ โหติ ฯ ตสฺส เอวํ อปฺปมตฺตสฺส ฯเปฯ เอวมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กายคตํ สตึ ภาเวติ ฯ✎ ร่าง
Evaṁ vutte, bhikkhave, te nigaṇṭhā maṁ etadavocuṁ:
When I said this, those Jain ascetics said to me,
อ้างอิงPTS 2.218 · สยามรัฐ 14.7
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๑๔ — มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน