เนื้อความทั้งข้อ
[๒๗๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค เมื่อล่วงราตรีนั้นแล้ว จึงตรัส
เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้เทวบุตรองค์หนึ่ง เมื่อราตรี
ปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงามยิ่งนัก ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้ามาหา
เราถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ก็อภิวาทเราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
เทวบุตรนั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนัก
เราว่า
ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่
พระธรรมราชาก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้า
พระองค์ ฯ
สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา
ธรรม ศีล และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือ
ทรัพย์ไม่ ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์
ของตน พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์
ในธรรมนั้น พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐ
ด้วยปัญญา ศีล และธรรมเครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้
ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตรนั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรนั้นครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาทเรา ทำ
ประทักษิณแล้ว อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
อถ โข ภควา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ภิกฺขู อามนฺเตสิ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā tassā rattiyā accayena bhikkhū āmantesi:
Then, when the night had passed, the Buddha addressed the mendicants:
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 23.68
อิทํ ๑- ภิกฺขเว รตฺตึ อญฺญตโร เทวปุตฺโต อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา
อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ
อุปสงฺกมิตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ✎ ร่าง
“imaṁ, bhikkhave, rattiṁ aññataro devaputto abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇo kevalakappaṁ jetavanaṁ obhāsetvā yenāhaṁ tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā maṁ abhivādetvā ekamantaṁ aṭṭhāsi.
“Mendicants, tonight, a certain glorious godling, lighting up the entire Jeta’s Grove, came to me, bowed, stood to one side,
เอกมนฺตํ ฐิโต
โข โส เทวปุตฺโต มม สนฺติเก อิมา คาถาโย อภาสิ✎ ร่าง
Ekamantaṁ ṭhito kho, bhikkhave, so devaputto mama santike imā gāthāyo abhāsi:
and recited these verses in my presence.” The Buddha then repeated the verses in full.
อิทํ หิตํ เชตวนํ✎ ร่าง
‘Idañhi taṁ jetavanaṁ,
อิสิสงฺฆนิเสวิตํ✎ ร่าง
isisaṅghanisevitaṁ;
อาวุตฺถํ ธมฺมราเชน✎ ร่าง
Āvutthaṁ dhammarājena,
ปีติสญฺชนนํ มม✎ ร่าง
pītisañjananaṁ mama.
กมฺมํ วิชฺชา จ ธมฺโม จ✎ ร่าง
Kammaṁ vijjā ca dhammo ca,
สีลํ ชีวิตมุตฺตมํ✎ ร่าง
sīlaṁ jīvitamuttamaṁ;
เอเตน มจฺจา สุชฺฌนฺติ✎ ร่าง
Etena maccā sujjhanti,
น โคตฺเตน ธเนน วา✎ ร่าง
na gottena dhanena vā.
ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต โปโส✎ ร่าง
Tasmā hi paṇḍito poso,
สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน✎ ร่าง
sampassaṁ atthamattano;
โยนิโส วิจิเน ธมฺมํ✎ ร่าง
Yoniso vicine dhammaṁ,
เอวํ ตตฺถ วิสุชฺฌติ✎ ร่าง
evaṁ tattha visujjhati.
สารีปุตฺโตว ปญฺญาย✎ ร่าง
Sāriputtova paññāya,
สีเลน อุปสเมน จ✎ ร่าง
sīlena upasamena ca;
โยปิ ปารคโต ภิกฺขุ✎ ร่าง
Yopi pāraṅgato bhikkhu,
เอตาวปรโม สิยาติ ฯ✎ ร่าง
etāvaparamo siyā’ti.
อิทมโวจ ภิกฺขเว โส เทวปุตฺโต✎ ร่าง
Idamavoca, bhikkhave, so devaputto.
อิทํ วตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา
ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ✎ ร่าง
Idaṁ vatvā maṁ abhivādetvā padakkhiṇaṁ katvā tatthevantaradhāyī”ti.