‹ กลับ
มาตาสูตร
เล่ม ๒๓ — อังคุตตรนิกาย สัตตก–อัฏฐก–นวกนิบาต · ข้อ 50 · อํ.สัตตก. ๒๓/๑๔๓๗ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๕๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านมหาโมคคัลลานะจาริกไป ในทักษิณาคีรีชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ก็สมัยนั้นแล นันทมารดา อุบาสิกา ชาวเมืองเวฬุกัณฏกะ ลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง สวดปารายนสูตร ทำนอง สรภัญญะ สมัยนั้น ท้าวเวสสวัณมหาราชมีกรณียกิจบางอย่าง เสด็จจากทิศอุดร ไปยังทิศทักษิณ ได้ทรงสดับนันทมารดาอุบาสิกาสวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะ ประทับรอฟังจนจบ ขณะนั้น นันทมารดาอุบาสิกา สวดปารายนสูตรทำนอง สรภัญญะจบแล้วนิ่งอยู่ ท้าวเวสสวัณมหาราชทรงทราบว่า กถาของนันทมารดา อุบาสิกาจบแล้ว จึงทรงอนุโมทนาว่า สาธุ พี่หญิง สาธุ พี่หญิง นันท- *มารดาอุบาสิกาถามว่า ดูกรท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า ฯ เว. ดูกรพี่หญิง เราคือท้าวเวสสวัณมหาราช ภาดาของเธอ ฯ น. ดูกรท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ดีละ ถ้าเช่นนั้น ขอธรรมบรรยายที่ ดิฉันสวดแล้วนี้เป็นเครื่องต้อนรับแด่ท่าน ฯ เว. ดูกรพี่หญิง ดีแล้ว นั่นจงเป็นเครื่องต้อนรับแก่ฉันพรุ่งนี้ ภิกษุสงฆ์ มีท่านพระสารีบุตรและท่านมหาโมคคัลลานะเป็นประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า จักมา ถึงเวฬุกัณฏกนคร เธอพึงอังคาสภิกษุสงฆ์หมู่นั้น แล้วพึงอุทิศทักษิณาทานให้ฉัน ด้วย ก็การทำอย่างนี้ จักเป็นเครื่องต้อนรับฉัน ฯ ลำดับนั้น ครั้นล่วงราตรีนั้นไป นันทมารดาอุบาสิกาสั่งบุรุษผู้หนึ่ง ให้ จัดแจงขาทนียโภชนียาหารอันประณีตไว้ในนิเวศน์ของตน ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์ มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า เดินทาง มาถึงเวฬุกัณฏกนคร นันทมารดาอุบาสิกาจึงเรียกบุรุษผู้หนึ่งมาสั่งว่า ดูกรบุรุษ ผู้เจริญ มาเถิดท่าน จงไปยังอาราม บอกภัตตกาลแด่ภิกษุสงฆ์ว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ กาลนี้เป็นภัตตกาล ภัตตาหารในนิเวศน์ของแม่เจ้า นันทมารดาสำเร็จ แล้ว บุรุษนั้นรับคำนันทมารดาอุบาสิกาแล้ว ไปยังอาราม บอกภัตตกาลแก่ ภิกษุสงฆ์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กาลนี้เป็นภัตตกาล ภัตตาหารในนิเวศน์ของ แม่เจ้านันทมารดาสำเร็จแล้ว ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุสงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและ ท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของ นันทมารดาอุบาสิกา นั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดไว้ ลำดับนั้น นันทมารดาอุบาสิกา อังคาสภิกษุสงฆ์ มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข ให้ อิ่มหนำสำราญ ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ด้วยมือของตน ครั้นทราบ ว่าท่านพระสารีบุตรฉันเสร็จ ลดมือลงจากบาตรแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ถามว่า ดูกรนันทมารดา ใครบอกกาลมาถึงของ ภิกษุสงฆ์แก่ท่านเล่า นันทมารดาอุบาสิกากราบเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอ โอกาสเจ้าค่ะ ดิฉันลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะจบ แล้วนิ่งอยู่ ลำดับนั้น ท้าวเวสสวัณมหาราชทราบถึงการจบคาถาของดิฉันแล้ว ทรงอนุโมทนาว่า สาธุ พี่หญิง สาธุ พี่หญิง ดิฉันถามว่า ดูกรท่านผู้มี พักตร์อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า ท้าวเวสสวัณตอบว่า ดูกรพี่หญิง เราคือท้าว เวสสวัณมหาราช ภาดาของเธอ ดิฉันกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ดีละ ถ้าเช่นนั้น ขอธรรมบรรยายที่ดิฉันสวดแล้วนี้ จงเป็นเครื่องต้อนรับแด่ท่าน ท้าว เวสสวัณกล่าวว่า ดูกรพี่หญิง ดีแล้ว นั่นจงเป็นเครื่องต้อนรับฉันด้วย พรุ่งนี้ ภิกษุสงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า จักมาถึงเวฬุกัณฏกนคร เธอพึงอังคาสภิกษุสงฆ์หมู่นั้น แล้วพึงอุทิศทักษิณาทาน ให้ฉันด้วย ก็การทำอย่างนี้ จักเป็นเครื่องต้อนรับฉัน ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กิจที่ นับว่าเป็นบุญในทานทั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อความสุขแด่ท้าวเวสสวัณมหาราชเถิด ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านเจรจากันต่อหน้าได้กับท้าวเวสสวัณมหาราช ซึ่งเป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มีศักดิ์ มากอย่างนี้ ฯ น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่ เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ดิฉันมีบุตรน้อยอยู่คนหนึ่งชื่อนันทะ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ พระราชาได้ข่มขี่ปลงเธอเสียจากชีวิตในเพราะเหตุเพียงนิดหน่อย ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อบุตรของดิฉันนั้น ถูกจับแล้วก็ดี ถูกประหารแล้วก็ดี กำลังถูกจับก็ดี ถูกฆ่า แล้วก็ดี กำลังจะถูกฆ่าก็ดี ถูกประหารแล้วก็ดี กำลังจะถูกประหารก็ดี ดิฉันไม่ รู้สึกความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตเลย ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สามีของดิฉันกระทำกาละแล้ว เกิดเป็นยักษ์ตนหนึ่ง มาแสดงตน แก่ดิฉันด้วยรูปร่างอย่างครั้งก่อนนั้นทีเดียว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันไม่รู้สึกความ เปลี่ยนแปลงแห่งจิตเพราะข้อนั้นเป็นเหตุเลย ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันยังสาวถูกส่งตัวมาให้แก่สามีหนุ่ม ไม่เคยคิดที่จะนอก ใจเลย ไฉนจะประพฤตินอกใจด้วยกายเล่า ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อดิฉันแสดงตนเป็นอุบาสิกาแล้ว ไม่รู้สึกว่าได้แกล้งล่วง สิกขาบทอะไรๆ เลย ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันหวังอยู่เพียงใด ดิฉันสงัดจากกาม สงัดอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน มีความ ผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดจากสมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวย สุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เข้าจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่เพียงนั้น ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ฯ น. ข้าแต่ท่านเจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียง เท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ดิฉันไม่พิจารณาเห็นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง อันพระผู้มี พระภาคทรงแสดงแล้วบางข้อ ที่ยังละไม่ได้ในตน ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ฯ ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตรชี้แจงให้นันทมารดาอุบาสิกาเห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ฯ ๑. จิตตสูตร ๒. ปริกขารสูตร ๓. อัคคิสูตรที่ ๑ ๔. อัคคิสูตรที่ ๒ ๕. สัญญาสูตรที่ ๑ ๖. สัญญาสูตรที่ ๒ ๗. เมถุนสูตร ๘. สังโยคสูตร ๙. ทานสูตร ๑๐. มาตาสูตร
เทียบรายประโยค (35 ประโยค)
an7.50:1.1 #
เอกํ สมยํ ภควา อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาโมคฺคลฺลาโน ทกฺขิณาคิริสฺมึ จาริกํ จรนฺติ มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ฯ เตน โข ปน สมเยน เวฬุกณฺฏกี ๑- นนฺทมาตา อุปาสิกา รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย ปารายนํ สเรน ภาสติ ฯ เตน โข ปน สมเยน เวสฺสวณฺโณ ๒- มหาราชา อุตฺตราย ทิสาย ทกฺขิณํ ทิสํ คจฺฉติ เกนจิเทว กรณีเยน อสฺโสสิ โข เวสฺสวณฺโณ มหาราชา นนฺทมาตาย อุปาสิกาย ปารายนํ สเรน ภาสนฺติยา สุตฺวา กถาปริโยสานํ อาคมยมาโน อฏฺฐาสิ ฯ อถโข นนฺทมาตา อุปาสิกา ปารายนํ สเรน ภาสิตฺวา ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถโข เวสฺสวณฺโณ มหาราชา นนฺทมาตาย อุปาสิกาย กถาปริโยสานํ วิทิตฺวา อพฺภานุโมทิ สาธุ ภคินิ สาธุ ภคินีติ ฯ โก ปเนโส ภทฺรมุขาติ ฯ อหนฺเต ภคินิ ภาตา เวสฺสวณฺโณ มหาราชาติ ฯ สาธุ ภทฺรมุข เตน หีโย เม อยํ ธมฺมปริยาโย ภณิโต อิทํ เต โหตุ อาติเถยฺยนฺติ ฯ สาธุ ภคินิ เอตญฺเจว เม โหตุ อาติเถยฺยํ เสฺวว สารีปุตฺตโมคลฺลานปฺปมุโข @เชิงอรรถ: ๑ ม. เวฬุกณฺฑกี ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ เวสฺสวโณติปิ ฯ ภิกฺขุสงฺโฆ อกตปาตราโส เวฬุกณฺฏกํ อาคมิสฺสติ ตญฺจ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริวิสิตฺวา มม ทกฺขิณํ อาทิเสยฺยาสิ เอวญฺจ ๑- เม ภวิสฺสติ อาติเถยฺยนฺติ ฯ {๕๐.๑} อถโข นนฺทมาตา อุปาสิกา อญฺญตรํ ปุริสํ ๒- ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน สเก นิเวสเน ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปสิ ฯ อถโข สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ อกตปาตราโส เยน เวฬุกณฺฏกํ ตทวสริ ฯ อถโข นนฺทมาตา อุปาสิกา อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส อารามํ คนฺตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส กาลํ อาโรเจหิ กาโล ภนฺเต อยฺยาย นนฺทมาตาย ๓- นิเวสเน นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ เอวํ อยฺเยติ โข โส ปุริโส นนฺทมาตาย อุปาสิกาย ปฏิสฺสุณิตฺวา อารามํ คนฺตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส กาลํ อาโรเจสิ กาโล ภนฺเต อยฺยาย นนฺทมาตาย ๓- นิเวสเน นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ อถโข สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน นนฺทมาตาย อุปาสิกาย นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ {๕๐.๒} อถโข นน🤖 AI จับคู่
Atha kho jāṇussoṇi brāhmaṇo yena bhagavā tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā bhagavatā saddhiṁ sammodi.
Then the brahmin Jānussoṇi went up to the Buddha, and exchanged greetings with him.
อ้างอิงPTS 4.54 · ฉัฏฐสังคายนา 38.201 · พุทธชยันตี 21.362
an7.50:1.2 #
ฺทมาตา อุปาสิกา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปสิ สมฺปวาเรสิ อถโข นนฺทมาตา อุปาสิกา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข นนฺทมาตรํ อุปาสิกํ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ🤖 AI จับคู่
Sammodanīyaṁ kathaṁ sāraṇīyaṁ vītisāretvā ekamantaṁ nisīdi. Ekamantaṁ nisinno kho jāṇussoṇi brāhmaṇo bhagavantaṁ etadavoca:
When the greetings and polite conversation were over, he sat down to one side and said to the Buddha,
an7.50:1.3 #
🤖 AI จับคู่
“bhavampi no gotamo brahmacārī paṭijānātī”ti?
“Does Mister Gotama claim to be chaste?”
an7.50:1.4 #
“Yañhi taṁ, brāhmaṇa, sammā vadamāno vadeyya:
“Brahmin, if anyone should be rightly said to
an7.50:1.5 #
🤖 AI จับคู่
‘akhaṇḍaṁ acchiddaṁ asabalaṁ akammāsaṁ paripuṇṇaṁ parisuddhaṁ brahmacariyaṁ caratī’ti, mameva taṁ, brāhmaṇa, sammā vadamāno vadeyya:
live the chaste life intact, impeccable, spotless, and unmarred, full and pure, it’s me.”
an7.50:1.6 #
‘ahañhi, brāhmaṇa, akhaṇḍaṁ acchiddaṁ asabalaṁ akammāsaṁ paripuṇṇaṁ parisuddhaṁ brahmacariyaṁ carāmī’”ti.
an7.50:1.7 #
ปน เต นนฺทม🤖 AI จับคู่
“Kiṁ pana, bho gotama, brahmacariyassa khaṇḍampi chiddampi sabalampi kammāsampī”ti?
“But what, Mister Gotama, is a break, taint, stain, or mar in chastity?”
an7.50:2.1 #
าเต ภิกฺ🤖 AI จับคู่
“Idha, brāhmaṇa, ekacco samaṇo vā brāhmaṇo vā sammā brahmacārī paṭijānamāno na heva kho mātugāmena saddhiṁ dvayaṁdvayasamāpattiṁ samāpajjati;
“Firstly, an ascetic or brahmin who claims to be perfectly chaste does not mutually engage in sex with a lady.
an7.50:2.2 #
ขุสงฺฆสฺส อพฺภาคมนํ🤖 AI จับคู่
api ca kho mātugāmassa ucchādanaparimaddananhāpanasambāhanaṁ sādiyati.
However, they consent to being anointed, massaged, bathed, and rubbed by a lady.
an7.50:2.3 #
อาโรเจสีติ ฯ🤖 AI จับคู่
So taṁ assādeti, taṁ nikāmeti, tena ca vittiṁ āpajjati.
They enjoy it and like it and find it rewarding.
an7.50:2.4 #
อิธาห🤖 AI จับคู่
Idampi kho, brāhmaṇa, brahmacariyassa khaṇḍampi chiddampi sabalampi kammāsampi.
This is a break, taint, stain, or mar in chastity.
an7.50:2.5 #
ํ @เชิงอรรถ: ๑ ม. เอตญฺเจว ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ อิทํ ปาฐทฺวยํ นตฺถิ ฯ ๓ ม. นนฺทมาตุยา ฯ ภ🤖 AI จับคู่
Ayaṁ vuccati, brāhmaṇa, aparisuddhaṁ brahmacariyaṁ carati, saṁyutto methunena saṁyogena na parimuccati jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi. ‘Na parimuccati dukkhasmā’ti vadāmi.
This is called one who lives the chaste life impurely, yoked by the yoke of sex. They’re not freed from rebirth, old age, death, sorrow, lamentation, pain, sadness, and distress. They’re not freed from suffering, I say.
an7.50:3.1 #
นฺ🤖 AI จับคู่
Puna caparaṁ, brāhmaṇa, idhekacco samaṇo vā brāhmaṇo vā sammā brahmacārī paṭijānamāno na heva kho mātugāmena saddhiṁ dvayaṁdvayasamāpattiṁ samāpajjati, napi mātugāmassa ucchādanaparimaddananhāpanasambāhanaṁ sādiyati;
Furthermore, an ascetic or brahmin who claims to be perfectly chaste does not mutually engage in sex with a lady. Nor do they consent to massage and bathing.
อ้างอิงPTS 4.55
an7.50:3.2 #
เต🤖 AI จับคู่
api ca kho mātugāmena saddhiṁ sañjagghati saṅkīḷati saṅkelāyati …pe….
However, they giggle and play and have fun with ladies. …
an7.50:4.1 #
Napi mātugāmena saddhiṁ sañjagghati saṅkīḷati saṅkelāyati;
an7.50:4.2 #
api ca kho mātugāmassa cakkhunā cakkhuṁ upanijjhāyati pekkhati …pe….
they gaze into a lady’s eyes. …
an7.50:5.1 #
Napi mātugāmassa cakkhunā cakkhuṁ upanijjhāyati pekkhati;
an7.50:5.2 #
รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย ปารายนํ สเรน ภาสิตฺวา ตุณฺหี อโหสึ อถโข ภนฺเต เวสฺสวณฺโณ มหาราชา มม กถาปริโยสานํ วิทิตฺวา อพฺภานุโมทิ สาธุ ภคินิ สาธุ ภคินีติ โก ปเนโส ภทฺรมุขาติ อหนฺเต ภคินิ ภาตา เวสฺสวณฺโณ มหาราชาติ สาธุ ภทฺรมุข เตน หีโย เม อยํ ธมฺมปริยาโย ภณิโต อิทนฺเต โหตุ อาติเถยฺยนฺติ สาธุ ภคินิ เอตญฺเจว เม โหตุ อาติเถยฺยํ เสฺวว สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ อกตปาตราโส เวฬุกณฺฏกํ อาคมิสฺสติ ตญฺจ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริวิสิตฺวา มม ทกฺขิณํ อาทิเสยฺยาสิ เอวญฺจ เม ภวิสฺสติ อาติเถยฺยนฺติ ยทิทํ ภนฺเต ทาเ🤖 AI จับคู่
api ca kho mātugāmassa saddaṁ suṇāti tirokuṭṭaṁ vā tiropākāraṁ vā hasantiyā vā bhaṇantiyā vā gāyantiyā vā rodantiyā vā …pe….
they listen through a wall or rampart to the sound of ladies laughing or chatting or singing or crying. …
an7.50:6.1 #
น ปุญฺญํ ปุญฺญมหิตํ ๑- เวสฺสวณฺณสฺส มหาราชสฺส สุขาย โหตูติ ฯ {๕๐.๓} อจฺฉริยํ🤖 AI จับคู่
Napi mātugāmassa saddaṁ suṇāti tirokuṭṭaṁ vā tiropākāraṁ vā hasantiyā vā bhaṇantiyā vā gāyantiyā vā rodantiyā vā;
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 38.202
an7.50:6.2 #
นนฺทมาเต อพฺภุตํ นนฺทมาเต ยตฺร หิ นาม เวสฺสวณฺเณน มหาราเชน เอวํมหิทฺธิเกน เอวํมเหสกฺเขน เทวปุตฺเตน สมฺมุขา สลฺลปิสฺสสีติ ฯ🤖 AI จับคู่
api ca kho yānissa tāni pubbe mātugāmena saddhiṁ hasitalapitakīḷitāni tāni anussarati …pe….
they recall when they used to laugh, chat, and have fun with ladies …
an7.50:7.1 #
🤖 AI จับคู่
Napi yānissa tāni pubbe mātugāmena saddhiṁ hasitalapitakīḷitāni tāni anussarati;
an7.50:7.2 #
โข เม ภนฺเต เอเสว อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อตฺถิ เม อญฺโญปิ อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อิธ เม ภนฺเต นนฺโท นาม เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป ตํ ราชาโน กิสฺมิญฺจิเทว การเณ ๒- โอกฺก🤖 AI จับคู่
api ca kho passati gahapatiṁ vā gahapatiputtaṁ vā pañcahi kāmaguṇehi samappitaṁ samaṅgībhūtaṁ paricārayamānaṁ …pe….
they see a householder or their child amusing themselves, supplied and provided with the five kinds of sensual stimulation. …
an7.50:8.1 #
สฺส ปสยฺห ชีวิตา โวโรเปสุํ ตสฺมึ โข ปนาหํ ภนฺเต ทารเก คหิเต วา คยฺหมาเน วา วเธ วา วชฺฌมาเน วา หเต วา หญฺญมาเน วา นาภิชานามิ จิตฺตสฺส อญฺญถตฺตนฺติ ฯ {๕๐.๔} อจฺฉริยํ นนฺทมาเต อพฺภุตํ นนฺทมาเต ยตฺร หิ นาม จิตฺตุปฺปาทมตฺตมฺปิ ๓- ปริโสเธสฺสสีต🤖 AI จับคู่
Napi passati gahapatiṁ vā gahapatiputtaṁ vā pañcahi kāmaguṇehi samappitaṁ samaṅgībhūtaṁ paricārayamānaṁ;
They don’t see a householder or their child amusing themselves, supplied and provided with the five kinds of sensual stimulation.
อ้างอิงPTS 4.56 · พุทธชยันตี 21.364
an7.50:8.2 #
ิ ฯ น โข เม ภนฺเต เอเสว อจฺฉริโย @เชิงอรรถ: ๑ สี. ปุญฺญํ หิ ตํ ฯ ม. ปุญฺญญฺจ ปุญฺญมหีจ ตํ ฯ ยุ. ปุญฺญํ วา ปุญฺญมหํ วา ฯ@๒ ม. ปกรเณ ฯ ๓ ม. จิตฺตุปฺปาทมฺปิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ อพฺภุโต ธมฺโม อตฺถิ เม อญฺโญปิ อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อิธ เม ภนฺเต สามิโก กาลกโต อญฺญตรํ ย🤖 AI จับคู่
api ca kho aññataraṁ devanikāyaṁ paṇidhāya brahmacariyaṁ carati imināhaṁ sīlena vā vatena vā tapena vā brahmacariyena vā devo vā bhavissāmi devaññataro vāti.
However, they live the chaste life wishing to be reborn in one of the orders of gods. They think: ‘By this precept or observance or fervent austerity or spiritual practice, may I become one of the gods!’
an7.50:8.3 #
กฺ🤖 AI จับคู่
So taṁ assādeti, taṁ nikāmeti, tena ca vittiṁ āpajjati.
They enjoy it and like it and find it rewarding.
an7.50:8.4 #
🤖 AI จับคู่
Idampi kho, brāhmaṇa, brahmacariyassa khaṇḍampi chiddampi sabalampi kammāsampi.
This is a break, taint, stain, or mar in chastity.
an7.50:8.5 #
โยนึ อุปปนฺโน โส เม เตเนว ปุริเมน🤖 AI จับคู่
Ayaṁ vuccati, brāhmaṇa, aparisuddhaṁ brahmacariyaṁ carati saṁyutto methunena saṁyogena, na parimuccati jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi. ‘Na parimuccati dukkhasmā’ti vadāmi.
This is called one who lives the chaste life impurely, yoked by the yoke of sex. They’re not free from rebirth, old age, death, sorrow, lamentation, pain, sadness, and distress. They’re not free from suffering, I say.
an7.50:9.1 #
อตฺตภา🤖 AI จับคู่
Yāvakīvañcāhaṁ, brāhmaṇa, imesaṁ sattannaṁ methunasaṁyogānaṁ aññataraññataramethunasaṁyogaṁ attani appahīnaṁ samanupassiṁ, neva tāvāhaṁ, brāhmaṇa, sadevake loke samārake sabrahmake sassamaṇabrāhmaṇiyā pajāya sadevamanussāya anuttaraṁ sammāsambodhiṁ abhisambuddhoti paccaññāsiṁ.
As long as I saw that these seven sexual yokes—or even one of them—had not been given up in me, I didn’t announce my supreme perfect awakening in this world with its gods, Māras, and Divinities, this population with its ascetics and brahmins, its gods and humans.
an7.50:10.1 #
เวน🤖 AI จับคู่
Yato ca khohaṁ, brāhmaṇa, imesaṁ sattannaṁ methunasaṁyogānaṁ aññataraññataramethunasaṁyogaṁ attani appahīnaṁ na samanupassiṁ, athāhaṁ, brāhmaṇa, sadevake loke samārake sabrahmake sassamaṇabrāhmaṇiyā pajāya sadevamanussāya anuttaraṁ sammāsambodhiṁ abhisambuddhoti paccaññāsiṁ.
But when I saw that these seven sexual yokes—every one of them—had been given up in me, I announced my supreme perfect awakening in this world with its gods, Māras, and Divinities, this population with its ascetics and brahmins, its gods and humans.
an7.50:10.2 #
อุท🤖 AI จับคู่
‘Ñāṇañca pana me dassanaṁ udapādi,
Knowledge and vision arose in me:
an7.50:10.3 #
ฺทสฺเสสิ น โข ปนาหํ ภนฺเต อภิชานามิ ตโต นิทาน🤖 AI จับคู่
akuppā me vimutti, ayamantimā jāti, natthi dāni punabbhavo’”ti.
‘My freedom is unshakable; this is my last rebirth; now there’ll be no more future lives.’”
an7.50:11.1 #
ํ จิตฺตสฺส อญ🤖 AI จับคู่
Evaṁ vutte, jāṇussoṇi brāhmaṇo bhagavantaṁ etadavoca:
When he said this, the brahmin Jānussoṇi said to the Buddha,
an7.50:11.2 #
ฺญถตฺ🤖 AI จับคู่
“abhikkantaṁ, bho gotama, abhikkantaṁ, bho gotama …pe…
“Excellent, worthy Gotama! Excellent! …
an7.50:11.3 #
ตนฺติ ฯ {๕๐.๕} อจฺฉริยํ นนฺทมาเต อพฺภุตํ นนฺทมาเต ยตฺร หิ นาม จิตฺตุปฺปาทม🤖 AI จับคู่
upāsakaṁ maṁ bhavaṁ gotamo dhāretu ajjatagge pāṇupetaṁ saraṇaṁ gatan”ti.
From this day forth, may the worthy Gotama remember me as a lay follower who has gone for refuge for life.”
an7.50:11.4 #
ตฺตมฺปิ ปริโสเธสฺสสีติ ฯ น โข เม ภนฺเต เอเสว อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อตฺถิ เม อญฺโญปิ อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม ยโตหํ ภนฺเต สามิกสฺส ทหรสฺเสว ทหรา อานีตา นาภิชานามิ🤖 AI จับคู่
Sattamaṁ.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๓ — อังคุตตรนิกาย สัตตก–อัฏฐก–นวกนิบาต
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน