‹ กลับ
ธัมมัญญูสูตร
เล่ม ๒๓ — อังคุตตรนิกาย สัตตก–อัฏฐก–นวกนิบาต · ข้อ 65 · อํ.สัตตก. ๒๓/๒๓๘๕ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เป็นผู้ ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๗ ประ การเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นธัมมัญญู รู้จักธรรม ๑ อัตถัญญู รู้จักอรรถ ๑ อัตตัญญู รู้จักตน ๑ มัตตัญญู รู้จักประมาณ ๑ กาลัญญู รู้จักกาล ๑ ปริสัญญู รู้จักบริษัท ๑ ปุคคลปโรปรัญญู รู้จักเลือก คบคน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นธัมมัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ หากภิกษุไม่พึงรู้จักธรรม คือ สุตตะ ... เวทัลละ เราก็ ไม่พึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู แต่เพราะภิกษุรู้ธรรม คือ สุตตะ ... เวทัลละ ฉะนั้นเราจึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ ก็ภิกษุเป็นอัตถัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จักเนื้อความ แห่งภาษิตนั้นๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ๆ หากภิกษุไม่พึงรู้เนื้อความ แห่งภาษิตนั้นๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ๆ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็น อัตถัญญู แต่เพราะภิกษุรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่ง ภาษิตนี้ๆ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ ก็ภิกษุเป็นอัตตัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จักตนว่า เรา เป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ ถ้าภิกษุไม่ พึงรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตตัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นอัตตัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ ก็ภิกษุเป็นมัตตัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้จักประมาณในการรับ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร หากภิกษุไม่พึงรู้จัก ประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เราก็ ไม่พึงเรียกว่าเป็นมัตตัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นมัตตัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ ก็ภิกษุเป็นกาลัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จักกาลว่า นี้ เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาล หลีกออกเร้น หากภิกษุไม่พึงรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น เราไม่พึงเรียกว่าเป็น กาลัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็น กาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็น กาลัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู กาลัญญู ด้วย ประการฉะนี้ ฯ ก็ภิกษุเป็นปริสัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จักบริษัทว่า นี้ บริษัทกษัตริย์ นี้บริษัทคฤหบดี นี้บริษัทสมณะ ในบริษัทนั้น เราพึงเข้าไปหา อย่างนี้ พึงยืนอย่างนี้ พึงทำอย่างนี้ พึงนั่งอย่างนี้ พึงนิ่งอย่างนี้ หากภิกษุไม่รู้ จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ ... พึงนิ่งอย่างนี้ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นปริสัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ ... พึงนิ่งอย่างนี้ ฉะนั้น เราจึง เรียกว่าเป็นปริสัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู กาลัญญู ปริสัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ ก็ภิกษุเป็นปุคคลปโรปรัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้รู้จัก บุคคลโดยส่วน ๒ คือ บุคคล ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งต้องการเห็นพระ อริยะ พวกหนึ่งไม่ต้องการเห็นพระอริยะ บุคคลที่ไม่ต้องการเห็นพระอริยะ พึง ถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะ พึงได้รับความ สรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่ง ต้องการจะฟังสัทธรรม พวกหนึ่งไม่ต้องการฟังสัทธรรม บุคคลที่ไม่ต้องการฟัง สัทธรรม พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ต้องการฟังสัทธรรม พึงได้รับ ความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ต้องการฟังสัทธรรมก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งตั้งใจฟังธรรม พวกหนึ่งไม่ตั้งใจฟังธรรม บุคคลที่ไม่ตั้งใจฟังธรรม พึงถูก ติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรม พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุ นั้นๆ บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรมก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ พวกหนึ่งฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ บุคคลที่ฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ พึงถูกติเตียน ด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งพิจารณาเนื้อความ แห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พวกหนึ่งไม่พิจารณา เนื้อความแห่งธรรม ที่ทรงจำไว้ บุคคลที่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พึงได้รับความสรรเสริญด้วย เหตุนั้นๆ บุคคลที่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งรู้อรรถรู้ธรรมแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พวกหนึ่งหารู้อรรถรู้ธรรม แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลที่หารู้อรรถรู้ธรรมปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรมไม่ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม พึงได้รับความสรรเสริญ ด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่รู้อรรถรู้ธรรม แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งปฏิบัติเพื่อ ประโยชน์ของตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น พวกหนึ่งปฏิบัติทั้งเพื่อ ประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ผู้อื่น พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รู้จักบุคคลโดยส่วน ๒ ฉะนี้แล ภิกษุเป็นบุคคลปโรปรัญญู อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นผู้ ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
เทียบรายประโยค (24 ประโยค)
an7.65:1.1 #
สตฺตห🤖 AI จับคู่
“Hirottappe, bhikkhave, asati hirottappavipannassa hatūpaniso hoti indriyasaṁvaro;
“Mendicants, when there is no conscience and prudence, one who lacks conscience and prudence has destroyed a vital condition for sense restraint.
อ้างอิงPTS 4.99 · ฉัฏฐสังคายนา 38.236 · พุทธชยันตี 21.426
an7.65:1.2 #
indriyasaṁvare asati indriyasaṁvaravipannassa hatūpanisaṁ hoti sīlaṁ;
When there is no sense restraint, one who lacks sense restraint has destroyed a vital condition for ethical conduct.
an7.65:1.3 #
sīle asati sīlavipannassa hatūpaniso hoti sammāsamādhi;
When there is no ethical conduct, one who lacks ethics has destroyed a vital condition for right immersion.
an7.65:1.4 #
sammāsamādhimhi asati sammāsamādhivipannassa hatūpanisaṁ hoti yathābhūtañāṇadassanaṁ;
When there is no right immersion, one who lacks right immersion has destroyed a vital condition for true knowledge and vision.
an7.65:1.5 #
yathābhūtañāṇadassane asati yathābhūtañāṇadassanavipannassa hatūpaniso hoti nibbidāvirāgo;
When there is no true knowledge and vision, one who lacks true knowledge and vision has destroyed a vital condition for disillusionment and dispassion.
an7.65:1.6 #
nibbidāvirāge asati nibbidāvirāgavipannassa hatūpanisaṁ hoti vimuttiñāṇadassanaṁ.
When there is no disillusionment and dispassion, one who lacks disillusionment and dispassion has destroyed a vital condition for knowledge and vision of freedom.
an7.65:1.7 #
ิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อาหุเนยฺโย โหติ ฯเปฯ อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ฯ กตเมหิ สตฺตหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมญฺญู จ โหติ อตฺถญฺญู จ อตฺตญฺญู จ มตฺตญฺญู จ กาลญฺญู จ ปริสญฺญู จ ปุคฺคลปโรปรญฺญู จ ฯ {๖๕.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมญฺญู โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํ ชานาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถํ อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภุตธมฺมํ เวทลฺลํ โน เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํ ชาเนยฺย สุตฺตํ ... เวทลฺลํ นยิธ ธมฺมญฺญูติ วุจฺเจยฺย ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํ ชานาติ สุตฺตํ ... เวทลฺลํ ตสฺมา ธมฺมญฺญูติ วุจฺจติ อิติ ธมฺมญฺญู ฯ {๖๕.๒} อตฺถญฺญู จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตสฺส ตสฺเสว ภาสิตสฺส อตฺถํ ชานาติ อยํ อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ อยํ อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถติ โน เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตสฺส ตสฺเสว ภาสิตสฺส อตฺถํ ชาเนยฺย อยํ อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ อยํ อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถติ นยิธ อตฺถญฺญูติ วุจฺเจยฺย ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตสฺส ตสฺเสว ภาสิตสฺส อตฺถํ ชานาติ อยํ อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ อยํ อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถติ ตสฺมา อตฺถญฺญูติ วุจฺจติ อิติ ธมฺมญฺญู อตฺถญฺญู ฯ {๖๕.๓} อตฺตญฺญู จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อตฺตานํ ชานาติ เอตฺตโกมฺหิ สทฺธาย สีเลน สุเตน จาเคน ปญฺญาย ปฏิภาเณนาติ โน เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อตฺตานํ ชาเนยฺย เอตฺตโกมฺหิ สทฺธาย สีเลน สุเตน จาเคน ปญฺญาย ปฏิภาเณนาติ นยิธ อตฺตญฺญูติ วุจฺเจยฺย ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อตฺตานํ ชานาติ เอตฺตโกมฺหิ สทฺธาย สีเลน สุเตน จาเคน ปญฺญาย ปฏิภาเณนาติ ตสฺมา อตฺตญฺญูติ วุจฺจติ อิติ ธมฺมญฺญู อตฺถญฺญู อตฺตญฺญู ฯ {๖๕.๔} มตฺตญฺญู จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ มตฺตํ ชานาติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ปฏิคฺคหณาย โน เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ มตฺตํ ชาเนยฺย จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ ปฏิคฺคหณาย นยิธ มตฺตญฺญูติ วุจฺเจยฺย ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ มตฺตํ ชานาติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ ปฏิคฺคหณาย ตสฺมา มตฺตญฺญูติ วุจฺจติ อิติ ธมฺมญฺญู อตฺถญฺญู อตฺตญฺญู มตฺตญฺญู ฯ {๖๕.๕} กาลญฺญู จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาลํ ชานาติ อยํ กาโล อุทฺเทสสฺส อยํ กาโล ปริปุจฺฉาย อยํ กาโล โยคสฺส อยํ กาโล ปฏิสลฺลานายาติ ๑- โน เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาลํ ชาเนยฺย อยํ กาโล อุทฺเทสสฺส อยํ กาโล ปริปุจฺฉาย อยํ กาโล โยคสฺส อยํ กาโล ปฏิสลฺลานายาติ นยิธ กาลญฺญูติ วุจฺเจยฺย ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาลํ ชานาติ อยํ กาโล อุทฺเทสสฺส อยํ กาโล ปริปุจฺฉาย อยํ กาโล โยคสฺส อยํ กาโล ปฏิสลฺลานายาติ ตสฺมา กาลญฺญูติ วุจฺจติ อิติ ธมฺมญฺญู อตฺถญฺญู อตฺตญฺญู มตฺตญฺญู กาลญฺญู ฯ {๖๕.๖} ปริสญฺญู จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปริสํ ชานาติ อยํ ขตฺติยปริสา อยํ พฺราหฺมณปริสา อยํ คหปติปริสา อยํ สมณปริสา ตตฺถ เอวํ อุปสงฺกมิตพฺพํ @เชิงอรรถ: ๑ ม. ปฏิสลฺลานสฺสาติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ เอวํ ฐาตพฺพํ เอวํ กตฺตพฺพํ เอวํ นิสีทิตพฺพํ เอวํ ภาสิตพฺพํ เอวํ ตุณฺหีภวิตพฺพนฺติ โน เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปริสํ ชาเนยฺย อยํ ขตฺติยปริสา ... เอวํ ตุณฺหีภวิตพฺพนฺติ นยิธ ปริสญฺญูติ วุจฺเจยฺย ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปริสํ ชานาติ อยํ ขตฺติยปริสา ... เอวํ ตุณฺหีภวิตพฺพนฺติ ตสฺมา ปริสญฺญูติ วุจฺจติ อิติ ธมฺมญฺญู อตฺถญฺญู อตฺตญฺญู มตฺตญฺญู กาลญฺญู ปริสญฺญู ฯ {๖๕.๗} ปุคฺคลปโรปรญฺญู จ กถํ โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ทฺวเยน ปุคฺคลา วิทิตา โหนฺติ เทฺว ปุคฺคลา เอโก อริยานํ ทสฺสนกาโม เอโก อริยานํ น ทสฺสนกาโม ยฺวายํ ปุคฺคโล อริยานํ น ทสฺสนกาโม เอวํ โส เตน เตน ๑- คารโยฺห ยฺวายํ ปุคฺคโล อริยานํ ทสฺสนกาโม เอวํ โส เตน เตน ๒- ปาสํโส {๖๕.๘} เทฺว ปุคฺคลา อริยานํ ทสฺสนกามา เอโก สทฺธมฺมํ โสตุกาโม เอโก สทฺธมฺมํ น โสตุกาโม ยฺวายํ ปุคฺคโล สทฺธมฺมํ น โสตุกาโม เอวํ โส เตน เตน คารโยฺห ยฺวายํ ปุคฺคโล สทฺธมฺมํ โสตุกาโม เอวํ โส เตน เตน ปาสํโส {๖๕.๙} เทฺว ปุคฺคลา สทฺธมฺมํ โสตุกามา เอโก โอหิตโสโต ธมฺมํ สุณาติ เอโก อโนหิตโสโต ธมฺมํ สุณาติ ยฺวายํ ปุคฺคโล อโนหิตโสโต ธมฺมํ สุณาติ เอวํ โส เตน เตน คารโยฺห ยฺวายํ ปุคฺคโล โอหิตโสโต ธมฺมํ สุณาติ เอวํ โส เตน เตน ปาสํโส {๖๕.๑๐} เทฺว ปุคฺคลา โอหิตโสตา ธมฺมํ สุณนฺติ เอโก สุตฺวา ธมฺมํ ธาเรติ เอโก สุตฺวา ธมฺมํ น ธาเรติ ยฺวายํ ปุคฺคโล สุตฺวา @เชิงอรรถ: ๑ ม. เตนงฺเคน คารโยฺห ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. เตนงฺเคน ปาสํโส ฯ เอวมุปริปิ ฯ ธมฺมํ น ธาเรติ เอวํ โส เตน เตน คารโยฺห ยฺวายํ ปุคฺคโล สุตฺวา ธมฺมํ ธาเรติ เอวํ โส เตน เตน ปาสํโส {๖๕.๑๑} เทฺว ปุคฺคลา สุตฺวา ธมฺมํ ธาเรนฺติ เอโก ธตานํ ธมฺมานํ อตฺถํ อุปปริกฺขติ เอโก ธตานํ ธมฺมานํ อตฺถํ น อุปปริกฺขติ ยฺวายํ ปุคฺคโล ธตานํ ธมฺมานํ อตฺถํ น อุปปริกฺขติ เอวํ โส เตน เตน คารโยฺห ยฺวายํ ปุคฺคโล ธตานํ ธมฺมานํ อตฺถํ อุปปริกฺขติ เอวํ โส เตน เตน ปาสํโส {๖๕.๑๒} เทฺว ปุคฺคลา ธตานํ ธมฺมานํ อตฺถํ อุปปริกฺขนฺติ เอโก อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน เอโก น อ🤖 AI จับคู่
Seyyathāpi, bhikkhave, rukkho sākhāpalāsavipanno.
Suppose there was a tree that lacked branches and foliage.
an7.65:1.8 #
ตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ยฺวายํ ปุคฺคโล น อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน🤖 AI จับคู่
Tassa papaṭikāpi na pāripūriṁ gacchati, tacopi pheggupi sāropi na pāripūriṁ gacchati.
Its shoots, bark, softwood, and heartwood would not grow to fullness.
an7.65:1.9 #
เอวํ โส เตน เตน คารโยฺห ยฺวายํ ปุคฺคโล อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน เอวํ โส เตน เตน ปาสํโส {๖๕.๑๓} เทฺว ปุคฺคลา อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนา เอโก อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน โน ปรหิตาย เอโก อตฺตหิตาย จ ปฏิปนฺโน ปรหิตาย จ ยฺวายํ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน โน ปรหิตาย เอวํ โส เตน เตน คารโยฺห ยฺวายํ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย จ ปฏิปนฺโน ปรหิตาย จ เอวํ โส เตน เตน ปาสํโส เอวํ โข ภิกฺขเว🤖 AI จับคู่
Evamevaṁ kho, bhikkhave, hirottappe asati hirottappavipannassa hatūpaniso hoti indriyasaṁvaro;
In the same way, when there is no conscience and prudence, a person who lacks conscience and prudence has destroyed a vital condition for sense restraint.
an7.65:1.10 #
indriyasaṁvare asati indriyasaṁvaravipannassa hatūpanisaṁ hoti sīlaṁ;
When there is no sense restraint, one who lacks sense restraint has destroyed a vital condition for ethical conduct.
an7.65:1.11 #
sīle asati sīlavipannassa hatūpaniso hoti sammāsamādhi;
When there is no ethical conduct, one who lacks ethics has destroyed a vital condition for right immersion.
an7.65:1.12 #
sammāsamādhimhi asati sammāsamādhivipannassa hatūpanisaṁ hoti yathābhūtañāṇadassanaṁ;
When there is no right immersion, one who lacks right immersion has destroyed a vital condition for true knowledge and vision.
an7.65:1.13 #
yathābhūtañāṇadassane asati yathābhūtañāṇadassanavipannassa hatūpaniso hoti nibbidāvirāgo;
When there is no true knowledge and vision, one who lacks true knowledge and vision has destroyed a vital condition for disillusionment and dispassion.
an7.65:1.14 #
nibbidāvirāge asati nibbidāvirāgavipannassa hatūpanisaṁ hoti vimuttiñāṇadassanaṁ.
When there is no disillusionment and dispassion, one who lacks disillusionment and dispassion has destroyed a vital condition for knowledge and vision of freedom.
an7.65:2.1 #
ภิกฺขุโน ทฺ🤖 AI จับคู่
Hirottappe, bhikkhave, sati hirottappasampannassa upanisasampanno hoti indriyasaṁvaro;
When there is conscience and prudence, a person who has fulfilled conscience and prudence has fulfilled a vital condition for sense restraint.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 38.237
an7.65:2.2 #
วเยน ป🤖 AI จับคู่
indriyasaṁvare sati indriyasaṁvarasampannassa upanisasampannaṁ hoti sīlaṁ;
When there is sense restraint, one who has fulfilled sense restraint has fulfilled a vital condition for ethical conduct.
an7.65:2.3 #
🤖 AI จับคู่
sīle sati sīlasampannassa upanisasampanno hoti sammāsamādhi;
When there is ethical conduct, one who has fulfilled ethical conduct has fulfilled a vital condition for right immersion.
an7.65:2.4 #
sammāsamādhimhi sati sammāsamādhisampannassa upanisasampannaṁ hoti yathābhūtañāṇadassanaṁ;
When there is right immersion, one who has fulfilled right immersion has fulfilled a vital condition for true knowledge and vision.
an7.65:2.5 #
yathābhūtañāṇadassane sati yathābhūtañāṇadassanasampannassa upanisasampanno hoti nibbidāvirāgo;
When there is true knowledge and vision, one who has fulfilled true knowledge and vision has fulfilled a vital condition for disillusionment and dispassion.
an7.65:2.6 #
nibbidāvirāge sati nibbidāvirāgasampannassa upanisasampannaṁ hoti vimuttiñāṇadassanaṁ.
When there is disillusionment and dispassion, one who has fulfilled disillusionment and dispassion has fulfilled a vital condition for knowledge and vision of freedom.
an7.65:2.7 #
คฺคลา วิทิตา โหนฺติ🤖 AI จับคู่
Seyyathāpi, bhikkhave, rukkho sākhāpalāsasampanno. Tassa papaṭikāpi pāripūriṁ gacchati, tacopi pheggupi sāropi pāripūriṁ gacchati.
Suppose there was a tree that was complete with branches and foliage. Its shoots, bark, softwood, and heartwood would grow to fullness.
an7.65:2.8 #
เอวํ โข ๑- ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปุคฺคลปโรปรญฺญู โหติ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว สตฺตหิ ธมฺเมหิ @เชิงอรรถ: ๑ ม. โขสทฺโท นตฺถิ ฯ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อาหุเนยฺโย โหติ ฯเปฯ อน🤖 AI จับคู่
Evamevaṁ kho, bhikkhave, hirottappe sati hirottappasampannassa upanisasampanno hoti …pe…
In the same way, when there is conscience and prudence, one who has fulfilled conscience and prudence has fulfilled a vital condition for sense restraint. …
an7.65:2.9 #
ุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ ฯ🤖 AI จับคู่
vimuttiñāṇadassanan”ti.
One who has fulfilled disillusionment and dispassion has fulfilled a vital condition for knowledge and vision of freedom.”
an7.65:2.10 #
Paṭhamaṁ.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๓ — อังคุตตรนิกาย สัตตก–อัฏฐก–นวกนิบาต
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน