‹ กลับ
กิรสูตร ที่ ๑
เล่ม ๒๕ — ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ–ธรรมบท–อุทาน–อิติวุตตก–สุตตนิบาต · ข้อ 138 · ขุ.ขุ. ๒๕/๓๔๙๓ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๑๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้ แล มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ครั้งนั้นแล พระราชาพระองค์นั้นตรัสเรียกบุรุษคน หนึ่งมาสั่งว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ นี่แน่ะเธอ คนตาบอดในพระนครสาวัตถีมีประมาณ เท่าใด ท่านจงบอกให้คนตาบอดเหล่านั้นทั้งหมดมาประชุมร่วมกัน บุรุษนั้นทูล รับพระราชดำรัสแล้ว พาคนตาบอดในพระนครสาวัตถีทั้งหมดเข้าไปเฝ้าพระราชา ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบบังคมทูลพระราชาพระองค์นั้นว่า ขอเดชะ พวกคน ตาบอดในพระนครสาวัตถีมาประชุมกันแล้ว พระพุทธเจ้าข้า พระราชาพระองค์นั้น ตรัสว่า แนะพนาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงแสดงช้างแก่พวกคนตาบอดเถิด บุรุษ นั้นทูลรับพระราชดำรัสแล้วแสดงช้างแก่พวกคนตาบอด คือ แสดงศีรษะช้างแก่ คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงหูช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้าง เป็นเช่นนี้ แสดงงาช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงงวงช้าง แก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงตัวช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงเท้าช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดง หลังช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงโคนหางช้างแก่คนตาบอด พวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงปลายหางช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็น เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล บุรุษนั้น ครั้นแสดงช้างแก่พวกคนตา บอดแล้ว เข้าไปเฝ้าพระราชาพระองค์นั้นถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ขอเดชะ คนตาบอดเหล่านั้นเห็นช้างแล้วแล บัดนี้ ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรงสำคัญเวลาอันควรเถิด พระเจ้าข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล พระ- *ราชาพระองค์นั้นเสด็จเข้าไปถึงที่คนตาบอดเหล่านั้น ครั้นแล้วได้ตรัสถามว่า ดูกร คนตาบอดทั้งหลาย พวกท่านได้เห็นช้างแล้วหรือ คนตาบอดเหล่านั้น กราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้เห็นแล้ว พระเจ้าข้า ฯ รา. ดูกรคนตาบอดทั้งหลาย ท่านทั้งหลายกล่าวว่า ข้าพระพุทธเจ้า ทั้งหลายได้เห็นช้างแล้ว ดังนี้ ช้างเป็นเช่นไร ฯ คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำศีรษะช้าง ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนหม้อ พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำหูช้าง ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนกะด้ง พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำงาช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนผาล พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำงวงช้างได้กราบทูลอย่างนี้ ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนงอนไถ พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ ได้ลูบคลำตัวช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือน ฉางข้าว พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำเท้าช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนเสา พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำ หลังช้างได้กราบทูลว่าอย่างนี้ ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนครกตำข้าว พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำโคนหางช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนสาก พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำปลาย หางช้าง ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนไม้กวาด พระเจ้าข้า คนตาบอดเหล่านั้นได้ทุ่มเถียงกันและกันว่า ช้างเป็นเช่นนี้ ช้างไม่ใช่ เป็นเช่นนี้ ช้างไม่ใช่เป็นเช่นนี้ ช้างเป็นเช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พระราชา พระองค์นั้นได้ทรงมีพระทัยชื่นชมเพราะเหตุนั้นแล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก เป็นคนบอด ไม่มีจักษุ ย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม เมื่อไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม ก็บาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปากว่า ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็น เช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทาน นี้ในเวลานั้นว่า ได้ยินว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมข้องอยู่ เพราะทิฐิ ทั้งหลายอันหาสาระมิได้เหล่านี้ ชนทั้งหลายผู้เห็นโดยส่วน เดียว ถือผิดซึ่งทิฐินิสัยนั้น ย่อมวิวาทกัน ฯ
เทียบรายประโยค (25 ประโยค)
ud6.4:17.1 #
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อิมิสฺสา เยว สาวตฺถิยา ๑- อญฺญตโร ราชา อโหสิ ฯ✎ ร่าง
Bhūtapubbaṁ, bhikkhave, imissāyeva sāvatthiyā aññataro rājā ahosi.
Once upon a time, mendicants, right here in Sāvatthī there was a certain king.
อ้างอิงสยามรัฐ 25.183 · ฉัฏฐสังคายนา 47.147
ud6.4:17.2 #
อถ โข ภิกฺขเว โส ราชา อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ✎ ร่าง
Atha kho, bhikkhave, so rājā aññataraṁ purisaṁ āmantesi:
Then the king addressed a man,
ud6.4:17.3 #
เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส ยาวติกา สาวตฺถิยา ชจฺจนฺธา เต สพฺเพ เอกชฺฌํ สนฺนิปาเตหีติ ฯ✎ ร่าง
‘ehi tvaṁ, ambho purisa, yāvatakā sāvatthiyā jaccandhā te sabbe ekajjhaṁ sannipātehī’ti.
‘Please, my man, gather all those blind from birth throughout Sāvatthī and bring them together in one place.’
ud6.4:17.4 #
เอวํ เทวาติ โข ภิกฺขเว โส ปุริโส ตสฺส รญฺโญ ปฏิสฺสุตฺวา ยาวติกา สาวตฺถิยา ชจฺจนฺธา @เชิงอรรถ: ๑ ยุ. สาวตฺถิยํ ฯ เต สพฺเพ คเหตฺวา เยน โส ราชา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ราชานํ เอตทโวจ✎ ร่าง
‘Evaṁ, devā’ti kho, bhikkhave, so puriso tassa rañño paṭissutvā yāvatakā sāvatthiyā jaccandhā te sabbe gahetvā yena so rājā tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā taṁ rājānaṁ etadavoca:
‘Yes, Your Majesty,’ that man replied. He did as the king asked, then said to him,
ud6.4:17.5 #
สนฺนิปาติตา โข เต เทว ยาวติกา สาวตฺถิยา ชจฺจนฺธาติ ฯ✎ ร่าง
‘sannipātitā kho te, deva, yāvatakā sāvatthiyā jaccandhā’ti.
‘Your Majesty, the blind people throughout Sāvatthī have been gathered.’
ud6.4:17.6 #
เตน หิ ภเณ ชจฺจนฺธานํ หตฺถึ ทสฺเสหีติ ฯ✎ ร่าง
‘Tena hi, bhaṇe, jaccandhānaṁ hatthiṁ dassehī’ti.
‘Well then, lad, show them an elephant.’
ud6.4:33.1 #
“Imesu kira sajjanti,
“Some ascetics and brahmins, it seems,
ud6.4:17.7 #
เอวํ เทวาติ โข ภิกฺขเว โส ปุริโส ตสฺส รญฺโญ ปฏิสฺสุตฺวา ชจฺจนฺธานํ หตฺถึ ทสฺเสสิ✎ ร่าง
‘Evaṁ, devā’ti kho, bhikkhave, so puriso tassa rañño paṭissutvā jaccandhānaṁ hatthiṁ dassesi—
‘Yes, Your Majesty,’ that man replied. He did as the king asked.
ud6.4:18.1 #
เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส สีสํ ทสฺเสสิ✎ ร่าง
Ekaccānaṁ jaccandhānaṁ hatthissa sīsaṁ dassesi:
To some of the blind people he showed the elephant’s head, saying,
อ้างอิงพุทธชยันตี 24.262
ud6.4:18.2 #
เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ✎ ร่าง
‘ediso, jaccandhā, hatthī’ti.
‘Here is the elephant.’
ud6.4:18.3 #
เอกจฺจานํ✎ ร่าง
Ekaccānaṁ jaccandhānaṁ hatthissa kaṇṇaṁ dassesi:
To some of them he showed the elephant’s ear, saying,
ud6.4:18.4 #
‘ediso, jaccandhā, hatthī’ti.
‘Here is the elephant.’
ud6.4:18.5 #
Ekaccānaṁ jaccandhānaṁ hatthissa dantaṁ dassesi:
To some of them he showed the elephant’s tusk, saying,
ud6.4:18.6 #
‘ediso, jaccandhā, hatthī’ti.
‘Here is the elephant.’
ud6.4:18.7 #
Ekaccānaṁ jaccandhānaṁ hatthissa soṇḍaṁ dassesi:
To some of them he showed the elephant’s trunk, saying,
ud6.4:18.8 #
‘ediso, jaccandhā, hatthī’ti.
‘Here is the elephant.’
ud6.4:18.9 #
Ekaccānaṁ jaccandhānaṁ hatthissa kāyaṁ dassesi:
To some of them he showed the elephant’s flank, saying,
ud6.4:18.10 #
‘ediso, jaccandhā, hatthī’ti.
‘Here is the elephant.’
ud6.4:18.11 #
Ekaccānaṁ jaccandhānaṁ hatthissa pādaṁ dassesi:
To some of them he showed the elephant’s leg, saying,
ud6.4:18.12 #
‘ediso, jaccandhā, hatthī’ti.
‘Here is the elephant.’
ud6.4:18.13 #
Ekaccānaṁ jaccandhānaṁ hatthissa satthiṁ dassesi:
To some of them he showed the elephant’s thigh, saying,
ud6.4:18.14 #
‘ediso, jaccandhā, hatthī’ti.
‘Here is the elephant.’
ud6.4:18.15 #
Ekaccānaṁ jaccandhānaṁ hatthissa naṅguṭṭhaṁ dassesi:
To some of them he showed the elephant’s tail, saying,
ud6.4:18.16 #
‘ediso, jaccandhā, hatthī’ti.
‘Here is the elephant.’
ud6.4:18.17 #
Ekaccānaṁ jaccandhānaṁ hatthissa vāladhiṁ dassesi:
To some of them he showed the tip of the elephant’s tail, saying,
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๕ — ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ–ธรรมบท–อุทาน–อิติวุตตก–สุตตนิบาต
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน