‹ กลับ
เรวดีวิมาน
เล่ม ๒๖ — ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ–เปตวัตถุ–เถรคาถา–เถรีคาถา · ข้อ 52 · ขุ.วิ. ๒๖/๑๘๑๗ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๕๒] ญาติ มิตร และสหายทั้งหลาย ย่อมพากันชื่นชมยินดีกะบุรุษผู้พลัด พรากจากกันไปนาน กลับมาโดยสวัสดีแต่ที่ไกลว่าเป็นผู้มาแล้ว ฉันใด บุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญไว้แล้ว จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก ดุจญาติต้อนรับญาติที่รักผู้กลับมาแล้ว ฉันนั้น. ยักษ์ผู้เป็นทูตของพญายม ปรารถนาจะจับนางเรวดีโยนลงไปในอุสสทนรก เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวกะนางเรวดีว่า แน่ะนางเรวดีผู้แสนจะชั่วช้า ผู้ไม่ให้ทาน ประตูนรกได้เปิดไว้คอยให้ เจ้าเข้าไป เพราะเจ้าด่าว่าพระอริยเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าจงรีบลุกขึ้นเร็ว เถิด พวกเราจักพาเจ้าไปโยนลงในอุสสทนรก อันเป็นที่ทอดถอนใจ ของเหล่าสัตว์นรก พรั่งพร้อมอยู่ด้วยทุกข์. ยักษ์ ๒ ตนผู้เป็นทูตของพญายม ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มีนัยน์ตาลุก แดงใหญ่โตน่าสะพรึงกลัว จับนางเรวดีที่แขนคนละข้าง หลีกไปใน สำนักแห่งหมู่เทวดาในดาวดึงส์. นางเรวดีอันยักษ์ ๒ ตนนั้นนำไปสู่ภพดาวดึงส์อย่างนี้แล้ว วางไว้ ณ ที่ใกล้วิมานของ นันทิยเทพบุตร ได้เห็นวิมานอันมีรัศมีเปล่งปลั่งยิ่งนัก ดุจรัศมีพระอาทิตย์ จึงถามยักษ์ทั้ง ๒ นั้นว่า นี่วิมานของใคร มีรัศมีจุดพระอาทิตย์ งามระยับเลื่อมประภัสสรปกคลุม ด้วยข่ายทองงามแพรวพราว เกลื่อนกล่นไปด้วยเทพบุตรและเทพธิดา มีรัศมีรุ่งเรืองดังรัศมีพระอาทิตย์ มีหมู่นางเทพนารีผู้มีสกลกายลูบไล้ ไป ด้วยจุรณจันทน์แดงอยู่ทั้งภายในและภายนอกวิมานทั้ง ๒ ข้าง ต่างก็พา กันเข้าไปขับกล่อมด้วยดุริยางค์ดนตรี วิมานนั้นปรากฏมีรัศมีดุจพระ อาทิตย์ ใครมาเกิดในสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมานนี้? ยักษ์ ๒ ตนจึงบอกแก่นางเรวดีว่า วิมานของนันทิยอุบาสกในเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นผู้ไม่ตระหนี่เป็นทานา- ธิบดี มีใจโอบอ้อมอารี เป็นวิมานเกลื่อนกล่นไปด้วยเทพบุตรเทพธิดา มีรัศมีรุ่งเรือง ดุจรัศมีพระอาทิตย์ มีหมู่นางเทพนารีผู้มีสกลกายลูบไล้ ด้วยจุรณจันทน์แดง อยู่ทั้งภายในและภายนอกทั้งสองข้าง ต่างพากัน เข้าไปขับกล่อมดุริยางค์ดนตรี วิมานของนันทิยอุบาสกนั้น ปรากฏมี รัศมีดุจพระอาทิตย์ นันทิยอุบาสกนั้นมาเกิดในสวรรค์บันเทิงอยู่ใน วิมานนี้. ลำดับนั้น นางเรวดีกล่าวว่า ฉันเป็นภรรยาของนันทิยอุบาสก เป็นหญิงแม่เรือน เป็นใหญ่ในสกุล ทั้งปวง เพราะฉะนั้น บัดนี้ฉันจักรื่นรมย์อยู่ในวิมานของสามี ก็พวก ท่านปรารถนาจะนำฉันไปสู่นรก ฉันไม่ปรารถนาจะเห็นนรกนั้น. ยักษ์ ๒ ตนนั้นมิยอมอนุญาตให้ จึงพาตัวลงไปใกล้อุสสทนรก แล้วจึงกล่าวว่า แน่นางเรวดีแสนจะชั่วช้า นรกนี่แลเป็นของเจ้า เพราะเมื่อเจ้าอยู่ใน มนุษยโลก ไม่ได้ทำบุญไว้ ด้วยว่า บุคคลผู้มีความตระหนี่ขึ้งโกรธ มีธรรม อันเลวทราม ย่อมไม่ได้ความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้เข้าถึงสวรรค์. ครั้นยักษ์ทั้งสองกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หายไป ณ ที่นั่นเอง ก็วันนั้น นางเรวดีเห็นนาย นิรยบาล ๒ คนพากันมาฉุดคร่าตนเพื่อจะโยนลงในคูถนรก ชื่อว่าสังสวกะ จึงถามนายนิรยบาล นั้นว่า เหตุไรคูถนรกและมูตนรกจึงปรากฏมีกลิ่นเหม็น ไม่สะอาด ไฉนคูถนี้จึง มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปเล่า? นายนิรยบาลตอบว่า แน่ะนางเรวดี นี่เป็นนรกชื่อสังสวกะ ลึกร้อยชั่วบุรุษ เจ้าจักหมกไหม้ อยู่ในนรกนั้นสิ้นพันปี. นางเรวดีจึงถามว่า ฉันทำชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะกรรมอะไรฉันจึงตกนรก สังสวกะอันลึกร้อยชั่วบุรุษเล่า? นายนิรยบาลตอบว่า เพราะเจ้าด่าว่าสมณพราหมณ์ และวณิพกเหล่าอื่น ด้วยคำมุสาวาท บาป นั้นเจ้าทำไว้แล้ว เพราะฉะนั้น เจ้าจึงต้องตกนรกสังสวกะลึกร้อยชั่ว บุรุษ แน่ะนางเรวดี เจ้าจักหมกไหม้อยู่ในนรกนั้นสิ้นพันปี ใช่แต่ เท่านั้น นายนิรยบาลทั้งหลายจะตัดมือ เท้า หู และแม้จมูกของเจ้า อนึ่ง ฝูงกา ปากเหล็กย่อมพากันมารุมจิกกินเนื้อของเจ้าให้ดิ้นรนอยู่. นางเรวดีจึงวิงวอนว่า ขอไหว้เถิดพ่อคุณ ขอจงได้นำฉันกลับไปส่งยังมนุษยโลกเถิด ฉันจักทำ บุญให้มากด้วยการให้ทาน การประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ความสำรวม การฝึกฝนตน ชนทั้งหลายทำสิ่งใดแล้ว ย่อมได้รับความสุขและไม่ เดือดร้อนในภายหลัง ฉันจักทำแต่สิ่งนั้น. นายนิรยบาลกล่าวว่า เมื่อก่อนเจ้าประมาทมัวเมา เดี๋ยวนี้จะมาร่ำไรไปทำไมเล่า เจ้าจักต้อง เสวยผลแห่งกรรมทั้งหลายอันทำไว้เอง. นางเรวดีสั่งว่า ถ้าใครจากเทวโลกไปสู่มนุษยโลก พึงช่วยบอกแก่บุตรของฉันอย่างนี้ว่า จงให้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ที่นั่ง ข้าวและน้ำเป็นทานในสมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้มีอาญาอันวางแล้ว เพราะว่า บุคคลผู้ตระหนี่ ขึ้งโกรธ ด่าว่า มีธรรมอันเลวทราม ย่อมไม่ได้เป็นสหายของหมู่เทวดาผู้เข้าถึง สวรรค์. นางเรวดีได้กล่าวต่อไปว่า ถ้าฉันไปจากนรกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้มีใจโอบอ้อม อารี สมบูรณ์ด้วยศีล ทำกุศลให้มาก โดยให้ทาน ประพฤติธรรม สม่ำเสมอ สำรวมกาย วาจา ใจ ฝึกฝนตน จักสร้างอารามและสะพาน ในที่ลุ่ม ขุดบ่อ ขุดสระน้ำให้เป็นทาน ด้วยจิตอันเลื่อมใส จักรักษา อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริยปักษ์ จักเป็นผู้สำรวมระวังในศีลทุกเมื่อ และจักไม่ประมาทในทาน เพราะผลแห่งกรรมนี้ฉันได้เห็นเองแล้ว. พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า นายนิรยบาลทั้งหลายพากันจับนางเรวดี ผู้ดิ้นรนรำพันอยู่อย่างนี้ เอาเท้า ขึ้นเบื้องบน เอาหัวลงเบื้องต่ำ โยนลงไปในนรกอันร้ายกาจ. เมื่อชาติก่อน เราเป็นคนตระหนี่ ด่าว่าสมณพราหมณ์ หลอกลวงสามี ด้วยเรื่องเท็จ จึงได้มาหมกไหม้อยู่ในนรกอันร้ายกาจนี้. พระผู้มีพระภาค เมื่อจะทรงแสดงวิธีเรียนไตรสรณคมน์แก่ฉัตตมาณพ จึงได้ตรัสว่า
เทียบรายประโยค (107 ประโยค)
vv52:0.4 #
2. Revatīvimānavatthu
vv52:1.1 #
จิรปฺปวาสึ ปุริสํ✎ ร่าง
“Cirappavāsiṁ purisaṁ,
vv52:1.2 #
ทูรโต โสตฺถิมาคตํ✎ ร่าง
dūrato sotthimāgataṁ;
vv52:1.3 #
ญาตี มิตฺตา สุหชฺชา จ✎ ร่าง
Ñātimittā suhajjā ca,
vv52:1.4 #
อภินนฺทนฺติ อาคตํ✎ ร่าง
abhinandanti āgataṁ.
vv52:2.1 #
ตเถว กตปุญฺญํปิ✎ ร่าง
Tatheva katapuññampi,
vv52:2.2 #
อสฺมา โลกา ปรํ คตํ✎ ร่าง
asmā lokā paraṁ gataṁ;
vv52:2.3 #
ปุญฺญานิ ปฏิคฺคณฺหนฺติ✎ ร่าง
Puññāni paṭigaṇhanti,
vv52:2.4 #
ปิยํ ญาตีว อาคตํ✎ ร่าง
piyaṁ ñātīva āgataṁ”.
vv52:3.1 #
อุฏฺเฐหิ เรวเต สุปาปธมฺเม✎ ร่าง
“Uṭṭhehi revate supāpadhamme,
vv52:3.2 #
อปารุตํ ทฺวารํ อทานสีเล✎ ร่าง
Apārutadvāre adānasīle;
vv52:3.3 #
เนสฺสาม ตํ ยตฺถ ถุนนฺติ ทุคฺคตา✎ ร่าง
Nessāma taṁ yattha thunanti duggatā,
vv52:3.4 #
สมปฺปิตา เนรยิกา ทุกฺเขนาติ✎ ร่าง
Samappitā nerayikā dukkhenā”ti.
vv52:4.1 #
อิจฺเจวํ วตฺวาน ยมสฺส ทูตา✎ ร่าง
Icceva vatvāna yamassa dūtā,
vv52:4.2 #
เต เทฺว ยกฺขา โลหิตกฺขา พฺรหนฺตา✎ ร่าง
Te dve yakkhā lohitakkhā brahantā;
vv52:4.3 #
ปจฺเจกพาหาสุ คเหตฺวา เรวตึ✎ ร่าง
Paccekabāhāsu gahetvā revataṁ,
vv52:4.4 #
ปกฺกามยึสุ เทวคณสฺส สนฺติเก✎ ร่าง
Pakkāmayuṁ devagaṇassa santike.
vv52:5.1 #
อาทิจฺจวณฺณํ รุจิรํ ปภสฺสรํ✎ ร่าง
“Ādiccavaṇṇaṁ ruciraṁ pabhassaraṁ,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.91 · ฉัฏฐสังคายนา 56.56
vv52:5.2 #
พฺยมฺหํ สุภํ กญฺจนชาลฉนฺนํ✎ ร่าง
Byamhaṁ subhaṁ kañcanajālachannaṁ;
vv52:5.3 #
กสฺเสตํ อากิณฺณชนํ วิมานํ✎ ร่าง
Kassetamākiṇṇajanaṁ vimānaṁ,
vv52:5.4 #
สุริยสฺส รํสีริว โชตมานํ✎ ร่าง
Suriyassa raṁsīriva jotamānaṁ.
vv52:6.1 #
นารีคณา จนฺทนสารานุลิตฺตา✎ ร่าง
Nārīgaṇā candanasāralittā,
vv52:6.2 #
อุภโต วิมานํ อุปโสภยนฺติ✎ ร่าง
Ubhato vimānaṁ upasobhayanti;
vv52:6.3 #
ตนฺทิสฺสติ สุริยสมานวณฺณํ✎ ร่าง
Taṁ dissati suriyasamānavaṇṇaṁ,
vv52:6.4 #
โก โมทติ สคฺคปฺปตฺโต วิมาเนติ ฯ✎ ร่าง
Ko modati saggapatto vimāne”ti.
vv52:7.1 #
พาราณสิยํ นนฺทิโย นามาสิ✎ ร่าง
“Bārāṇasiyaṁ nandiyo nāmāsi,
อ้างอิงพุทธชยันตี 26.124
vv52:7.2 #
อุปาสโก อมจฺฉรี ทานปตี วทญฺญู✎ ร่าง
Upāsako amaccharī dānapati vadaññū;
vv52:7.3 #
ตสฺเสตํ อากิณฺณชนํ วิมานํ✎ ร่าง
Tassetamākiṇṇajanaṁ vimānaṁ,
vv52:7.4 #
สุริยสฺส รํสีริว โชตมานํ✎ ร่าง
Suriyassa raṁsīriva jotamānaṁ.
vv52:8.1 #
นารีคณา จนฺทนสารานุลิตฺตา✎ ร่าง
Nārīgaṇā candanasāralittā,
vv52:8.2 #
อุภโต วิมานํ อุปโสภยนฺติ✎ ร่าง
Ubhato vimānaṁ upasobhayanti;
vv52:8.3 #
ตนฺทิสฺสติ สุริยสมานวณฺณํ✎ ร่าง
Taṁ dissati suriyasamānavaṇṇaṁ,
vv52:8.4 #
โส โมทติ สคฺคปฺปตฺโต วิมาเน✎ ร่าง
So modati saggapatto vimāne”ti.
vv52:9.1 #
นนฺทิยสฺสาหํ ภริยา✎ ร่าง
“Nandiyassāhaṁ bhariyā,
vv52:9.2 #
อคารินี สพฺพกุลสฺส อิสฺสรา✎ ร่าง
Agārinī sabbakulassa issarā;
vv52:9.3 #
ภตฺตุวิมาเน รมิสฺสามิ ทานิหํ✎ ร่าง
Bhattu vimāne ramissāmi dānahaṁ,
vv52:9.4 #
น ปตฺถเย นิรยํ ทสฺสนาย✎ ร่าง
Na patthaye nirayaṁ dassanāyā”ti.
vv52:10.1 #
เอเสว เต นิรโย สุปาปธมฺเม✎ ร่าง
“Eso te nirayo supāpadhamme,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.92
vv52:10.2 #
ปุญฺญํ ตยา อกตํ ชีวโลเก✎ ร่าง
Puññaṁ tayā akataṁ jīvaloke;
vv52:10.3 #
น หิ มจฺฉริโย โรสโก ปาปธมฺโม✎ ร่าง
Na hi maccharī rosako pāpadhammo,
vv52:10.4 #
สคฺคูปคานํ ลภติ สหพฺยตํ✎ ร่าง
Saggūpagānaṁ labhati sahabyatan”ti.
vv52:11.1 #
กึ นุ คูถญฺจ มุตฺตญฺจ อสุจิ ปฏิทิสฺสติ✎ ร่าง
“Kiṁ nu gūthañca muttañca,
vv52:11.3 #
ทุคฺคนฺธํ กิมิทํ มิฬฺหํ✎ ร่าง
Duggandhaṁ kimidaṁ mīḷhaṁ,
vv52:11.4 #
กิเมตํ อุปวายติ✎ ร่าง
kimetaṁ upavāyatī”ti.
vv52:12.1 #
เอส สํสวโก นาม นิรโย✎ ร่าง
“Esa saṁsavako nāma,
vv52:12.2 #
คมฺภีโร สตโปริโส✎ ร่าง
gambhīro sataporiso;
vv52:12.3 #
ยตฺถ วสฺสสหสฺสานิ✎ ร่าง
Yattha vassasahassāni,
vv52:12.4 #
ตุวํ ปจฺจสิ เรวเตติ ฯ✎ ร่าง
tuvaṁ paccasi revate”ti.
vv52:13.1 #
กึ นุ กาเยน วาจาย✎ ร่าง
“Kiṁ nu kāyena vācāya,
vv52:13.2 #
มนสา ทุกฺกฏํ กตํ✎ ร่าง
manasā dukkaṭaṁ kataṁ;
vv52:13.3 #
เกน สํสวโก ลทฺโธ นิรโย✎ ร่าง
Kena saṁsavako laddho,
vv52:13.4 #
คมฺภีโร สตโปริโส (อิติ) ฯ✎ ร่าง
gambhīro sataporiso”ti.
vv52:14.1 #
สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ✎ ร่าง
“Samaṇe brāhmaṇe cāpi,
vv52:14.2 #
อญฺเญ จาปิ ๒- วณิพฺพเก✎ ร่าง
aññe vāpi vanibbake;
vv52:14.3 #
มุสาวาเทน วญฺเจสิ✎ ร่าง
Musāvādena vañcesi,
vv52:14.4 #
ตํ ปาปํ ปกตํ ตยา✎ ร่าง
taṁ pāpaṁ pakataṁ tayā.
vv52:15.1 #
เตน สํสวโก ลทฺโธ นิรโย✎ ร่าง
Tena saṁsavako laddho,
vv52:15.2 #
คมฺภีโร สตโปริโส✎ ร่าง
gambhīro sataporiso;
vv52:15.3 #
ตตฺถ วสฺสสหสฺสานิ✎ ร่าง
Tattha vassasahassāni,
vv52:15.4 #
ตุวํ ปจฺจสิ เรวเต✎ ร่าง
tuvaṁ paccasi revate.
vv52:16.1 #
หตฺเถปิ ฉินฺทนฺติ อโถปิ ปาเท✎ ร่าง
Hatthepi chindanti athopi pāde,
vv52:16.2 #
กณฺเณปิ ฉินฺทนฺติ อโถปิ นาสํ✎ ร่าง
Kaṇṇepi chindanti athopi nāsaṁ;
vv52:16.3 #
อโถปิ กาโกลคณา สเมจฺจ✎ ร่าง
Athopi kākoḷagaṇā samecca,
vv52:16.4 #
สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานนฺติ ฯ✎ ร่าง
Saṅgamma khādanti viphandamānan”ti.
vv52:17.1 #
สาธุ โข มํ ปฏิเนถ✎ ร่าง
“Sādhu kho maṁ paṭinetha,
vv52:17.2 #
กาหามิ กุสลํ พหุํ✎ ร่าง
kāhāmi kusalaṁ bahuṁ;
vv52:17.3 #
ทาเนน สมจริยาย✎ ร่าง
Dānena samacariyāya,
vv52:17.4 #
สญฺญเมน ทเมน จ✎ ร่าง
saṁyamena damena ca;
vv52:17.5 #
ยํ กตฺวา สุขิตา โหนฺติ✎ ร่าง
Yaṁ katvā sukhitā honti,
vv52:17.6 #
น จ ปจฺฉานุตปฺปเรติ ฯ✎ ร่าง
na ca pacchānutappare”ti.
vv52:18.1 #
ปุเร ตฺวํ ปมชฺชิตฺวา✎ ร่าง
“Pure tuvaṁ pamajjitvā,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.93 · พุทธชยันตี 26.126
vv52:18.2 #
อิทานิ ปริเทวสิ✎ ร่าง
idāni paridevasi;
vv52:18.3 #
สยํ กตานํ กมฺมานํ✎ ร่าง
Sayaṁ katānaṁ kammānaṁ,
vv52:18.4 #
วิปากํ อนุโภสฺสสิ✎ ร่าง
vipākaṁ anubhossasī”ti.
vv52:19.1 #
โก เทวโลกโต มนุสฺสโลกํ✎ ร่าง
“Ko devalokato manussalokaṁ,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 56.57
vv52:19.2 #
คนฺตฺวาน ปุฏฺโฐ เม เอวํ วเทยฺย✎ ร่าง
Gantvāna puṭṭho me evaṁ vadeyya;
vv52:19.3 #
นิกฺขิตฺตทณฺเฑสุ ททาถ ทานํ✎ ร่าง
‘Nikkhittadaṇḍesu dadātha dānaṁ,
vv52:19.4 #
อจฺฉาทนํ สยนมถนฺนปานํ✎ ร่าง
Acchādanaṁ seyyamathannapānaṁ;
vv52:19.5 #
น หิ มจฺฉริโย โรสโก ปาปธมฺโม✎ ร่าง
Na hi maccharī rosako pāpadhammo,
vv52:19.6 #
สคฺคูปคานํ ลภติ สหพฺยตํ (อิติ) ฯ✎ ร่าง
Saggūpagānaṁ labhati sahabyataṁ’.
vv52:20.1 #
สาหํ นูน อิโต คนฺตฺวา✎ ร่าง
Sāhaṁ nūna ito gantvā,
vv52:20.2 #
โยนึ ลทฺธาน มานุสึ✎ ร่าง
yoniṁ laddhāna mānusiṁ;
vv52:20.3 #
วทญฺญู สีลสมฺปนฺนา✎ ร่าง
Vadaññū sīlasampannā,
vv52:20.4 #
กาหามิ กุสลํ พหุํ✎ ร่าง
kāhāmi kusalaṁ bahuṁ;
vv52:20.5 #
ทาเนน สมจริยาย✎ ร่าง
Dānena samacariyāya,
vv52:20.6 #
สญฺญเมน ทเมน จ✎ ร่าง
saṁyamena damena ca.
vv52:21.1 #
อารามานิ จ โรปิสฺสํ✎ ร่าง
Ārāmāni ca ropissaṁ,
vv52:21.2 #
ทุคฺเค สงฺกมนานิ จ✎ ร่าง
dugge saṅkamanāni ca;
vv52:21.3 #
ปปญฺจ อุทปานญฺจ✎ ร่าง
Papañca udapānañca,
vv52:21.4 #
วิปฺปสนฺเนน เจตสา✎ ร่าง
vippasannena cetasā.
vv52:22.1 #
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ✎ ร่าง
Cātuddasiṁ pañcadasiṁ,
vv52:22.2 #
ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี✎ ร่าง
yā ca pakkhassa aṭṭhamī;
vv52:22.3 #
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ✎ ร่าง
Pāṭihāriyapakkhañca,
vv52:22.4 #
อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ✎ ร่าง
aṭṭhaṅgasusamāgataṁ.
vv52:23.1 #
อุโปสถํ อุปวสิสฺสํ✎ ร่าง
Uposathaṁ upavasissaṁ,
vv52:23.2 #
สทา สีเลสุ สํวุตา✎ ร่าง
sadā sīlesu saṁvutā;
vv52:23.3 #
น จ ทาเน ปมชฺชิสฺสํ✎ ร่าง
Na ca dāne pamajjissaṁ,
vv52:23.4 #
สามํ ทิฏฺฐมิทํ มยาติ ฯ✎ ร่าง
sāmaṁ diṭṭhamidaṁ mayā”ti.
vv52:24.1 #
อิจฺเจวํ วิลปนฺติญฺจ✎ ร่าง
Iccevaṁ vippalapantiṁ,
vv52:24.2 #
ผนฺทมานํ ตโต ตโต✎ ร่าง
phandamānaṁ tato tato;
vv52:24.3 #
ขิปึสุ นิรเย โฆเร✎ ร่าง
Khipiṁsu niraye ghore,
vv52:24.4 #
อุทฺธปาทํ อวํสิรํ✎ ร่าง
uddhampādaṁ avaṁsiraṁ.
vv52:25.1 #
อหํ ปุเร มจฺฉรินี อโหสึ✎ ร่าง
“Ahaṁ pure maccharinī ahosiṁ,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.94
vv52:25.2 #
ปริภาสิกา สมณพฺราหฺมณานํ✎ ร่าง
Paribhāsikā samaṇabrāhmaṇānaṁ;
vv52:25.3 #
วิตเถน จ สามิกํ วญฺจยิตฺวา✎ ร่าง
Vitathena ca sāmikaṁ vañcayitvā,
vv52:25.4 #
ปจฺจามหํ นิรเย โฆรรูเปติ ฯ✎ ร่าง
Paccāmahaṁ niraye ghorarūpe”ti.
vv52:26.1 #
เรวติวิมานํ ทุติยํ ฯ✎ ร่าง
Revatīvimānaṁ dutiyaṁ.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๖ — ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ–เปตวัตถุ–เถรคาถา–เถรีคาถา
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน