‹ กลับ
นาวาวิมาน ที่ ๒
เล่ม ๒๖ — ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ–เปตวัตถุ–เถรคาถา–เถรีคาถา · ข้อ 7 · ขุ.วิ. ๒๖/๑๕๓ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๗] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูกรนางเทพนารี ท่านขึ้นนั่งวิมานเรือ อันบุญกรรมบุด้วยทองคำ เล่น ในสระโบกขรณีเก็บดอกปทุมอยู่ ท่านมีปราสาทเป็นเทวาลัยอันบุญกรรม จัดแจงเนรมิตให้แล้ว เป็นส่วนๆ โดยรอบทั้งสี่ทิศ รุ่งเรืองเป็นสง่าอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อิฐผลสำเร็จแก่ท่าน ในวิมานนี้ เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมี อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์ ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า ในชาติก่อน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุผู้กระหายน้ำ เหน็ดเหนื่อยมา จึงถวายน้ำฉันโดยขมีขมัน ท่านผู้ใดแลได้ถวายน้ำฉันโดยขมีขมันแก่ภิกษุที่เหน็ดเหนื่อย กระหายน้ำ มา แม่น้ำหลายสายมีน้ำเยือกเย็น ดาระดาษไปด้วยบัวขาว (ชายฝั่ง) มีหมู่ไม้จันทน์และมะม่วงขนาดเล็กมีรสหวานอยู่ล้นหลาม ย่อมเกิดแก่ ผู้นั้น ที่อยู่และหมู่ไม้ของผู้นั้นมีแม่น้ำหลายสายล้อมรอบประจำ แม่น้ำ ทั้งหลายมีทรายมูล น้ำเย็นสนิท ย่อมเกิดแก่ผู้นั้น หมู่ไม้มะม่วง หมู่ต้นรัง หมู่ต้นหมากหอม หมู่ต้นชมพู่ หมู่ไม้ราชพฤกษ์ และต้นแค ฝอยทั้งหลายมีผลดกดื่น ออกดอกชูสล้างเกิดขึ้นล้อมรอบวิมานของผู้นั้น เขาได้วิมานชั้นดีเยี่ยมงามหนักหนาเช่นนั้น ว่าโดยพื้นที่แล้วมีลักษณะ ควรสรรเสริญ นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้นทั้งนั้น คนทั้งหลายที่ทำบุญไว้ แล้วต้องได้ผลเช่นนี้ ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อม สำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ เพราะบุญนั้น อนึ่ง โภคะอันน่ารักแห่งใจทุกสิ่ง ทุกอย่างเกิดขึ้นแก่ดิฉันเพราะบุญนั้น ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉัน ขอบอกแก่ท่าน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ ได้ทำบุญอันใดไว้ ดิฉัน มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของดิฉันสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญนั้น. [๗] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูกรนางเทพนารี ท่านขึ้นนั่งวิมานเรือ อันบุญกรรมบุด้วยทองคำ เล่น ในสระโบกขรณีเก็บดอกปทุมอยู่ ท่านมีปราสาทเป็นเทวาลัยอันบุญกรรม จัดแจงเนรมิตให้แล้ว เป็นส่วนๆ โดยรอบทั้งสี่ทิศ รุ่งเรืองเป็นสง่าอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อิฐผลสำเร็จแก่ท่าน ในวิมานนี้ เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมี อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์ ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า ในชาติก่อน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุผู้กระหายน้ำ เหน็ดเหนื่อยมา จึงถวายน้ำฉันโดยขมีขมัน ท่านผู้ใดแลได้ถวายน้ำฉันโดยขมีขมันแก่ภิกษุที่เหน็ดเหนื่อย กระหายน้ำ มา แม่น้ำหลายสายมีน้ำเยือกเย็น ดาระดาษไปด้วยบัวขาว (ชายฝั่ง) มีหมู่ไม้จันทน์และมะม่วงขนาดเล็กมีรสหวานอยู่ล้นหลาม ย่อมเกิดแก่ ผู้นั้น ที่อยู่และหมู่ไม้ของผู้นั้นมีแม่น้ำหลายสายล้อมรอบประจำ แม่น้ำ ทั้งหลายมีทรายมูล น้ำเย็นสนิท ย่อมเกิดแก่ผู้นั้น หมู่ไม้มะม่วง หมู่ต้นรัง หมู่ต้นหมากหอม หมู่ต้นชมพู่ หมู่ไม้ราชพฤกษ์ และต้นแค ฝอยทั้งหลายมีผลดกดื่น ออกดอกชูสล้างเกิดขึ้นล้อมรอบวิมานของผู้นั้น เขาได้วิมานชั้นดีเยี่ยมงามหนักหนาเช่นนั้น ว่าโดยพื้นที่แล้วมีลักษณะ ควรสรรเสริญ นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้นทั้งนั้น คนทั้งหลายที่ทำบุญไว้ แล้วต้องได้ผลเช่นนี้ ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อม สำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ เพราะบุญนั้น อนึ่ง โภคะอันน่ารักแห่งใจทุกสิ่ง ทุกอย่างเกิดขึ้นแก่ดิฉันเพราะบุญนั้น ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉัน ขอบอกแก่ท่าน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ ได้ทำบุญอันใดไว้ ดิฉัน มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของดิฉันสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญนั้น. [๗] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูกรนางเทพนารี ท่านขึ้นนั่งวิมานเรือ อันบุญกรรมบุด้วยทองคำ เล่น ในสระโบกขรณีเก็บดอกปทุมอยู่ ท่านมีปราสาทเป็นเทวาลัยอันบุญกรรม จัดแจงเนรมิตให้แล้ว เป็นส่วนๆ โดยรอบทั้งสี่ทิศ รุ่งเรืองเป็นสง่าอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อิฐผลสำเร็จแก่ท่าน ในวิมานนี้ เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมี อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์ ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า ในชาติก่อน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุผู้กระหายน้ำ เหน็ดเหนื่อยมา จึงถวายน้ำฉันโดยขมีขมัน ท่านผู้ใดแลได้ถวายน้ำฉันโดยขมีขมันแก่ภิกษุที่เหน็ดเหนื่อย กระหายน้ำ มา แม่น้ำหลายสายมีน้ำเยือกเย็น ดาระดาษไปด้วยบัวขาว (ชายฝั่ง) มีหมู่ไม้จันทน์และมะม่วงขนาดเล็กมีรสหวานอยู่ล้นหลาม ย่อมเกิดแก่ ผู้นั้น ที่อยู่และหมู่ไม้ของผู้นั้นมีแม่น้ำหลายสายล้อมรอบประจำ แม่น้ำ ทั้งหลายมีทรายมูล น้ำเย็นสนิท ย่อมเกิดแก่ผู้นั้น หมู่ไม้มะม่วง หมู่ต้นรัง หมู่ต้นหมากหอม หมู่ต้นชมพู่ หมู่ไม้ราชพฤกษ์ และต้นแค ฝอยทั้งหลายมีผลดกดื่น ออกดอกชูสล้างเกิดขึ้นล้อมรอบวิมานของผู้นั้น เขาได้วิมานชั้นดีเยี่ยมงามหนักหนาเช่นนั้น ว่าโดยพื้นที่แล้วมีลักษณะ ควรสรรเสริญ นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้นทั้งนั้น คนทั้งหลายที่ทำบุญไว้ แล้วต้องได้ผลเช่นนี้ ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อม สำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ เพราะบุญนั้น อนึ่ง โภคะอันน่ารักแห่งใจทุกสิ่ง ทุกอย่างเกิดขึ้นแก่ดิฉันเพราะบุญนั้น ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉัน ขอบอกแก่ท่าน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ ได้ทำบุญอันใดไว้ ดิฉัน มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของดิฉันสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญนั้น.
เทียบรายประโยค (47 ประโยค)
vv7:0.4 #
7. Dutiyanāvāvimānavatthu
vv7:1.1 #
สุวณฺณจฺฉทนํ นาวํ✎ ร่าง
“Suvaṇṇacchadanaṁ nāvaṁ,
vv7:1.2 #
นาริ อารุยฺห ติฏฺฐสิ✎ ร่าง
Nāri āruyha tiṭṭhasi;
vv7:1.3 #
โอคาฬฺหสิ ๓- โปกฺขรณึ✎ ร่าง
Ogāhasi pokkharaṇiṁ,
vv7:1.4 #
ปทุมํ ๔- ฉินฺทสิ ปาณินา |๗.๕๖| กูฏาคารา นิเวสา เต วิภตฺตา ภาคโส มิตา ททฺทลฺลมานา อาภนฺติ สมนฺตา จตุโร ทิสา✎ ร่าง
Padmaṁ chindasi pāṇinā.
vv7:2.1 #
เกน เตตาทิโส วณฺโณ✎ ร่าง
Kena tetādiso vaṇṇo,
vv7:2.2 #
เกน เต อิธมิชฺฌติ✎ ร่าง
kena te idha mijjhati;
vv7:2.3 #
อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา✎ ร่าง
Uppajjanti ca te bhogā,
vv7:2.4 #
เย เกจิ มนโส ปิยา✎ ร่าง
ye keci manaso piyā.
vv7:3.1 #
ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว✎ ร่าง
Pucchāmi taṁ devi mahānubhāve,
vv7:3.2 #
มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ✎ ร่าง
Manussabhūtā kimakāsi puññaṁ;
vv7:3.3 #
เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา✎ ร่าง
Kenāsi evaṁ jalitānubhāvā,
vv7:3.4 #
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ✎ ร่าง
Vaṇṇo ca te sabbadisā pabhāsatī”ti.
vv7:4.1 #
สา ๑- เทวตา อตฺตมนา✎ ร่าง
Sā devatā attamanā,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.10
vv7:4.2 #
โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา✎ ร่าง
moggallānena pucchitā;
vv7:4.3 #
ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ✎ ร่าง
Pañhaṁ puṭṭhā viyākāsi,
vv7:4.4 #
ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ✎ ร่าง
yassa kammassidaṁ phalaṁ.
vv7:5.1 #
อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา✎ ร่าง
“Ahaṁ manussesu manussabhūtā,
vv7:5.2 #
ปุริมาย ชาติยา มนุสฺสโลเก✎ ร่าง
Purimāya jātiyā manussaloke;
vv7:5.3 #
ทิสฺวาน ภิกฺขุํ ตสิตํ กิลนฺตํ✎ ร่าง
Disvāna bhikkhuṁ tasitaṁ kilantaṁ,
vv7:5.4 #
อุฏฺฐาย ปาตุํ อุทกํ อทาสึ✎ ร่าง
Uṭṭhāya pātuṁ udakaṁ adāsiṁ.
vv7:6.1 #
โย เว กิลนฺตสฺส ปิปาสิตสฺส✎ ร่าง
Yo ve kilantassa pipāsitassa,
vv7:6.2 #
อุฏฺฐาย ปาตุํ อุทกํ ททาติ✎ ร่าง
Uṭṭhāya pātuṁ udakaṁ dadāti;
vv7:6.3 #
สีโตทกา ตสฺส ภวนฺติ นชฺโช✎ ร่าง
Sītodakā tassa bhavanti najjo,
vv7:6.4 #
ปหูตมลฺยา พหุปุณฺฑรีกา✎ ร่าง
Pahūtamalyā bahupuṇḍarīkā.
vv7:7.1 #
ตํ อาปคา อนุปริยนฺติ สพฺพทา✎ ร่าง
Taṁ āpagā anupariyanti sabbadā,
vv7:7.2 #
สีโตทกา วาลุกสนฺถตา นที✎ ร่าง
Sītodakā vālukasanthatā nadī;
vv7:7.3 #
อมฺพา จ สาลา ติลกา จ ชมฺพุโย✎ ร่าง
Ambā ca sālā tilakā ca jambuyo,
vv7:7.4 #
อุทฺทาลกา ปาฏลิโย จ ผุลฺลา✎ ร่าง
Uddālakā pāṭaliyo ca phullā.
vv7:8.1 #
ตํ ภูมิภาเคหิ อุเปตรูปํ✎ ร่าง
Taṁ bhūmibhāgehi upetarūpaṁ,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 56.7 · พุทธชยันตี 26.14
vv7:8.2 #
วิมานเสฏฺฐํ ภุสโสภมานํ✎ ร่าง
Vimānaseṭṭhaṁ bhusa sobhamānaṁ;
vv7:8.3 #
ตสฺเสว ๒- กมฺมสฺส อยํ วิปาโก✎ ร่าง
Tassīdha kammassa ayaṁ vipāko,
vv7:8.4 #
เอตาทิสํ ปุญฺญกตา ลภนฺติ✎ ร่าง
Etādisaṁ puññakatā labhanti.
vv7:9.1 #
เตน เมตาทิโส วณฺโณ✎ ร่าง
Tena metādiso vaṇṇo,
vv7:9.2 #
เตน เม อิธมิชฺฌติ✎ ร่าง
tena me idha mijjhati;
vv7:9.3 #
อุปฺปชฺชนฺติ จ เม โภคา✎ ร่าง
Uppajjanti ca me bhogā,
vv7:9.4 #
เย เกจิ มนโส ปิยา✎ ร่าง
ye keci manaso piyā.
vv7:10.1 #
อกฺขามิ เต ภิกฺขุ มหานุภาว✎ ร่าง
Akkhāmi te bhikkhu mahānubhāva,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.11
vv7:10.2 #
มนุสฺสภูตา ยมกาสิ ปุญฺญํ✎ ร่าง
Manussabhūtā yamakāsi puññaṁ;
vv7:10.3 #
เตนมฺหิ เอวญฺชลิตานุภาวา✎ ร่าง
Tenamhi evaṁ jalitānubhāvā,
vv7:10.4 #
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ✎ ร่าง
Vaṇṇo ca me sabbadisā pabhāsatī”ti.
vv7:11.1 #
นาวาวิมานํ สตฺตมํ ฯ✎ ร่าง
Dutiyanāvāvimānaṁ sattamaṁ.
vv8:0.1 #
มหา✎ ร่าง
Vimānavatthu
vv8:0.2 #
Itthivimāna
vv8:0.3 #
วคฺโค จ✎ ร่าง
Pīṭhavagga
vv8:0.4 #
ตุตฺโถ ฯ เปตวตฺถุ✎ ร่าง
8. Tatiyanāvāvimānavatthu
vv8:1.1 #
สมตฺตํ ฯ ------------- @เชิงอรรถ: ๑ ม. อุจฺฉุ ฯ ๒ ม. คูถา ฯ ๓ ม. คณปาฏลิ อมฺพวนํ ฯ ๔ ม. อกฺขรุกฺข ฯ@ [๗] ม. วคฺคุทฺทานํ@ อุรโค อุปริวคฺโค จูฬมหาติจตุธา@ วตฺถูนิ เอกปญฺญาสํ จตุธา ภาณวารโต ฯ@ เปตวตฺถุปาลิ นิฏฺฐิตา ฯ สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส เถรคาถา ------------------- นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ✎ ร่าง
“Suvaṇṇacchadanaṁ nāvaṁ,
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๖ — ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ–เปตวัตถุ–เถรคาถา–เถรีคาถา
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน