‹ กลับ
ตุวฏกสุตตนิทเทส
เล่ม ๒๙ — ขุททกนิกาย มหานิทเทส · ข้อ 740 · ขุ.ชา.๓. ๒๙/๗๖๓๙ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๗๔๐] ชื่อว่า ความขลาดกลัว ในคำว่า และไม่หวั่นไหว ในเพราะความขลาดกลัว ความว่า ภัยก็ดี ความขลาดกลัวก็ดี โดยอาการก็อย่างเดียวกัน. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ภัย ความขลาดกลัวนี้นั้น ย่อมมีมาแน่. ภัยนั้นท่านกล่าวว่ามีวัตถุภายนอกเป็นอารมณ์ คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี เสือดาว หมาป่า โค กระบือ ช้าง งู แมงป่อง ตะขาบ โจร คนที่ทำกรรมชั่ว คนที่เตรียมจะทำกรรมชั่ว. อนึ่ง โดยอาการอื่น ความกลัว กิริยา ที่กลัว ความหวาดหวั่น ความเป็นผู้มีขนลุก อันเกิดแก่จิตในภายใน ความหวาดเสียว ความสะดุ้งแห่งจิต ภัยแต่ชาติ ภัยแต่ชรา ภัยแต่พยาธิ ภัยแต่มรณะ ภัยแต่พระราชา ภัยแต่โจร ภัยแต่ไฟ ภัยแต่น้ำ ภัยแต่ความติเตียนตน ภัยแต่ความติเตียนแห่งผู้อื่น ภัยแต่อาชญา ภัยแต่ ทุคติ ภัยแต่คลื่น ภัยแต่จระเข้ ภัยแต่วังวน ภัยแต่ปลาร้าย ภัยแต่การเลี้ยงชีพ ภัยแต่ความ ติเตียน ภัยแต่ความครั่นคร้ามในประชุมชน ความขลาด ความหวาดหวั่น ความเป็นผู้มีขนลุก ความหวาดเสียว ความสะดุ้งแห่งจิต เรียกว่าภัย. คำว่า ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความขลาดกลัว คือ ภิกษุเห็นหรือได้ยินวัตถุที่น่ากลัว ไม่พึงสะดุ้งสะทกสะท้าน หวั่นไหว หวาดเสียว ครั่นคร้าม เกรงกลัว ถึงความสะดุ้งกลัว คือ พึงเป็นผู้ไม่ขลาด ไม่หวาดเสียว ไม่สะดุ้ง ไม่หนีไป พึงเป็นผู้ละความกลัวความขลาดเสีย ปราศจากความเป็นผู้มีขนลุก ขนพองอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความ ขลาดกลัว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ถูกผัสสะกระทบเข้าแล้ว เมื่อใด เมื่อนั้น ไม่พึงทำความ รำพันในที่ไหนๆ ไม่พึงปรารถนาภพ และไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความ ขลาดกลัว.
เทียบรายประโยค (13 ประโยค)
mnd14:116.1 #
เภรเวสุ จ น สมฺปเวเธยฺยาติ🤖 AI จับคู่
Bheravesu ca na sampavedheyyāti.
อ้างอิงPTS 371 · สยามรัฐ 29.449
mnd14:116.2 #
เภรวาติ เอเกน อากาเรน ภยมฺปิ เภรวมฺปิ ตญฺเญว ฯ🤖 AI จับคู่
Bheravāti ekenākārena bhayampi bheravampi taññeva.
mnd14:116.3 #
วุตฺตํ เหตํ ภควตา🤖 AI จับคู่
Vuttañhetaṁ bhagavatā—
mnd14:116.4 #
เอตํ นูน ตํ ภยํ เภรวํ🤖 AI จับคู่
“etaṁ nūna taṁ bhayabheravaṁ āgacchatī”ti.
mnd14:116.5 #
Bahiddhārammaṇaṁ vuttaṁ sīhā byagghā dīpī acchā taracchā kokā mahiṁsā assā hatthī ahi vicchikā satapadī, corā vā assu mānavā vā katakammā vā akatakammā vā.
mnd14:116.6 #
Athāparena ākārena bhayaṁ vuccati ajjhattikaṁ cittasamuṭṭhānaṁ bhayaṁ bhayānakaṁ chambhitattaṁ lomahaṁso cetaso ubbego utrāso, jātibhayaṁ jarābhayaṁ byādhibhayaṁ maraṇabhayaṁ rājabhayaṁ corabhayaṁ aggibhayaṁ udakabhayaṁ attānuvādabhayaṁ parānuvādabhayaṁ daṇḍabhayaṁ duggatibhayaṁ ūmibhayaṁ kumbhīlabhayaṁ āvaṭṭabhayaṁ susukābhayaṁ ājīvikabhayaṁ asilokabhayaṁ parisāya sārajjabhayaṁ madanabhayaṁ duggatibhayaṁ bhayaṁ bhayānakaṁ chambhitattaṁ lomahaṁso cetaso ubbego utrāso.
mnd14:116.7 #
Bheravesu ca na sampavedheyyāti bherave passitvā vā suṇitvā vā na vedheyya na pavedheyya na sampavedheyya na taseyya na uttaseyya na paritaseyya na bhāyeyya na santāsaṁ āpajjeyya, abhīrū assa achambhī anutrāsī apalāyī, pahīnabhayabheravo vigatalomahaṁso vihareyyāti—
mnd14:116.8 #
bheravesu ca na sampavedheyya.
mnd14:117.1 #
Tenāha bhagavā—
mnd14:118.1 #
“Phassena yadā phuṭṭhassa,
mnd14:118.2 #
Paridevaṁ bhikkhu na kareyya kuhiñci;
mnd14:118.3 #
Bhavañca nābhijappeyya,
mnd14:118.4 #
Bheravesu ca na sampavedheyyā”ti.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๙ — ขุททกนิกาย มหานิทเทส
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน