‹ กลับ
สาริปุตตสุตตนิทเทส
เล่ม ๒๙ — ขุททกนิกาย มหานิทเทส · ข้อ 911 · ขุ.ชา.๓. ๒๙/๑๐๑๓๗ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๙๑๑] คำว่า มีเท่าไร ในคำว่า อันตรายเหล่านั้นมีเท่าไรในโลก ความว่า มีเท่าไร มีประมาณเท่าไร มีกำหนดเท่าไร มีมากเท่าไร. ชื่อว่าอันตราย ได้แก่อันตราย ๒ อย่าง คือ อันตรายปรากฏ ๑ อันตรายปกปิด ๑. อันตรายปรากฏเป็นไฉน? ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี เสือดาว หมาป่า โค กระบือ ช้าง งู แมงป่อง ตะขาบ โจร คนที่ทำกรรมชั่ว คนที่เตรียมทำกรรมชั่ว โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรคหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้ พิษ โรคไข้เซื่องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคหูด โรคละลอก โรคคุดทะราด โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็น สมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิด แต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวด ปัสสาวะ ความสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน อันตรายเหล่านี้ เรียกว่า อันตรายปรากฏ. อันตรายปกปิดเป็นไฉน? กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต กามฉันทนิวรณ์ พยาบาท นิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่คุณท่าน ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ มารยา โอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลา- *ภิสังขารทั้งปวง อันตรายเหล่านี้เรียกว่าอันตรายปกปิด. ที่ชื่อว่า อันตราย เพราะอรรถว่ากระไร จึงชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า ครอบงำ. จึงชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อม. จึงชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่ แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย. เพราะอรรถว่า ครอบงำอย่างไร? จึงชื่อว่าอันตราย อันตรายเหล่านั้น ย่อมครอบงำ ปราบปราม กดขี่ ท่วมทับ กำจัด ย่ำยี ซึ่งบุคคลนั้น. เพราะอรรถว่า ครอบงำอย่างนี้ จึงชื่อว่า อันตราย. เพราะอรรถว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อมอย่างไร? จึงชื่อว่าอันตราย อันตรายเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย. อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็น ไป เพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่าไหน? อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไป เพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่านี้ คือ ความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ความทำให้บริบูรณ์ในศีล ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ความประกอบเนืองๆ ในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ ความประกอบเนืองๆ ในการเจริญ สติปัฏฐาน ๔ ความประกอบเนืองๆ ในการเจริญสัมมัปปธาน ๔ ความประกอบเนืองๆ ในการเจริญอิทธิบาท ๔ ความประกอบเนืองๆ ในการเจริญอินทรีย์ ๕ ความประกอบเนืองๆ ในการเจริญพละ ๕ ความประกอบเนืองๆ ในการเจริญโพชฌงค์ ๗ ความประกอบเนืองๆ ในการเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธาน ไปแห่งกุศลธรรมเหล่านี้. เพราะอรรถว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อมอย่างนี้ จึงชื่อว่าอันตราย. เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอย่างไรๆ จึงชื่อว่าอันตราย อกุศล- *ธรรมอันลามกเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพนั้น อยู่อาศัยในอัตภาพ เปรียบเหมือนเหล่าสัตว์ ที่อาศัยรูย่อมอยู่ในรู ที่อาศัยน้ำย่อมอยู่ในน้ำ ที่อาศัยป่าย่อมอยู่ในป่า ที่อาศัยต้นไม้ย่อมอยู่ที่ ต้นไม้ ฉันใด อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพนั้น อยู่อาศัยในอัตภาพ ฉันนั้น ฉะนั้น เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายแม้อย่างนี้ จึงชื่อว่าอันตราย. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่ อาศัยในภายใน อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ลำบากไม่ผาสุก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุ ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ลำบากไม่ผาสุกอย่าง ไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมอันลามก มีความดำริอันซ่านไปในอารมณ์ อันเกื้อกูลแก่ สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ อกุศลธรรมอันลามก เหล่านั้น ย่อมอยู่ซ่านไปในภายในแห่งภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้อยู่ ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมกลุ้มรุมภิกษุนั้น เพราะ เหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน. อีกประการหนึ่ง อกุศลธรรมอันลามก มีความดำริอันซ่านไปในอารมณ์ ยันเกื้อกูลแก่สังโยชน์ ย่อมเกิดแก่ภิกษุ เพราะได้ยินเสียง ด้วยหู ... เพราะสูดกลิ่นด้วยจมูก ... เพราะลิ้มรสด้วยลิ้น ... เพราะได้ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมอยู่ซ่านไปในภายในแห่งภิกษุ นั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน อกุศลธรรม อันลามกเหล่านั้น ย่อมกลุ้มรุมภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลส ที่ฟุ้งซ่าน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน ผู้อยู่ร่วมกับกิเลส ที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ลำบากไม่ผาสุก อย่างนี้แล เพราะฉะนั้น เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่ง อกุศลธรรมทั้งหลายแม้อย่างนี้ จึงชื่อว่าอันตราย. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ เป็นมลทิน ในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูใน ภายใน ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน? คือ โลภะ เป็นมลทินในภายใน ... เป็นศัตรูในภายใน โทสะ เป็นมลทินในภายใน ... เป็นศัตรูในภายใน โมหะ เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาต ในภายใน เป็นศัตรูในภายใน. พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงตรัสคาถา ประพันธ์ต่อไปอีกว่า โลภะยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โลภะยังจิตให้กำเริบ โลภะเป็น ภัยเกิดในภายใน พาลชนย่อมไม่รู้สึกภัยนั้น. คนผู้โลภย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้โลภย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภครอบงำนรชนในขณะใด ความ มืดตื้นย่อมมีในขณะนั้น โทสะยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โทสะ ยังจิตให้กำเริบ โทสะเป็นภัยเกิดในภายใน พาลชนย่อมไม่รู้สึกภัยนั้น. คนผู้โกรธย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้โกรธย่อมไม่เห็นธรรม ความโกรธ ครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น. โมหะยังสิ่งที่ ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โมหะยังจิตให้กำเริบ โมหะเป็นภัยเกิดในภาย ใน พาลชนย่อมไม่รู้สึกภัยนั้น. คนผู้หลงย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้หลงย่อม ไม่เห็นธรรม ความหลงครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมี ในขณะนั้น. เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลทั้งหลายแม้อย่างนี้ จึงชื่อว่า อันตราย. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรมหาบพิตร ธรรม ๓ ประการแลเมื่อเกิด ขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน? คือ โลภะเมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก โทสะเมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อม เกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก โมหะเมื่อเกิดขึ้นในภายใน แห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ดูกรมหาบพิตร ธรรม ๓ ประการนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก. พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถา ประพันธ์ต่อไปอีกว่า โลภะ โทสะ และโมหะ เกิดขึ้นในตน ย่อมกำจัดบุรุษ ผู้มีจิตลามก เหมือนขุยไผ่กำจัดไม้ไผ่ฉะนั้น. เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายแม้อย่างนี้ จึงชื่อว่าอันตราย. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ราคะ และโทสะมีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เกิดแต่อัตภาพนี้ ไม่ยินดีกุศล ยินดีแต่กามคุณ ทำให้ขนลุกขนพอง บาปวิตกในใจตั้งขึ้นแต่อัตภาพนี้ แล้วผูกจิตไว้ เหมือนพวกเด็นผูกกาไว้ที่ข้อเท้า ฉะนั้น. เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายแม้อย่างนี้ จึงชื่อว่าอันตราย. คำว่า ในโลก คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันตรายเหล่านั้นมีเท่าไรในโลก.
เทียบรายประโยค (87 ประโยค)
mnd16:89.1 #
กตี ปริสฺสยา โลเกติ✎ ร่าง
Kati parissayā loketi.
อ้างอิงPTS 468 · สยามรัฐ 29.574
mnd16:89.2 #
กตีติ กตี กิตฺตกา กีวตกา กีวพหุกา ฯ✎ ร่าง
Katīti kati kittakā kīvatakā kīvabahukā.
mnd16:89.3 #
ปริสฺสยาติ เทฺว ปริสฺสยา✎ ร่าง
Parissayāti dve parissayā—
mnd16:89.4 #
ปากฏปริสฺสยา จ ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา จ ฯ✎ ร่าง
pākaṭaparissayā ca paṭicchannaparissayā ca.
mnd16:89.5 #
กตเม ปากฏปริสฺสยา ฯ✎ ร่าง
Katame pākaṭaparissayā?
mnd16:89.6 #
สีหา พฺยคฺฆา ทีปิ อจฺฉตรจฺฉา โกกา โคมหิสา หตฺถี อหิ วิจฺฉิกา สตปที โจรา วา อสฺสุ @เชิงอรรถ: ๑ อมตํ ทิสนฺติปิ ปาโฐ ฯ มาณวา กตกมฺมา วา อกตกมฺมา วา จกฺขุโรโค โสตโรโค ฆานโรโค ชิวฺหาโรโค กายโรโค สีสโรโค กณฺณโรโค มุขโรโค ทนฺตโรโค กาโส สาโส ปินาโส ฑโห ชโร กุจฺฉิโรโค มุจฺฉา ปกฺขนฺทิกา สูลา วิสูจิกา กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิลาโส โสโส อปมาโร ททฺทุ กณฺฑุ กจฺฉุ รขสา วิตจฺฉิกา โลหิตํ ปิตฺตํ มธุเมโห อํสา ปิฬกา ภคนฺทลา ปิตฺตสมุฏฺฐานา อาพาธา เ✎ ร่าง
Sīhā byagghā dīpī acchā taracchā kokā mahiṁsā hatthī ahī vicchikā satapadī, corā vā assu mānavā vā katakammā vā akatakammā vā, cakkhurogo sotarogo ghānarogo jivhārogo kāyarogo sīsarogo kaṇṇarogo mukharogo dantarogo kāso sāso pināso ḍāho jaro kucchirogo mucchā pakkhandikā sūlā visūcikā kuṭṭhaṁ gaṇḍo kilāso soso apamāro daddu kaṇḍu kacchu rakhasā vitacchikā lohitaṁ pittaṁ madhumeho aṁsā piḷakā bhagandalā, pittasamuṭṭhānā ābādhā …pe…
mnd16:77.3 #
สมฺหสมุฏฺฐานา อาพาธา วาตสมุฏฺฐานา อาพาธา สนฺนิปาติกา อาพาธา อุตุปริณามชา อาพาธา วิสมปริหารชา อาพาธา โอปกฺกมิกา อาพาธา กมฺมวิปากชา อาพาธา✎ ร่าง
Vijigucchatoti jātiyā vijigucchato, jarāya … byādhinā … maraṇena … sokehi … paridevehi … dukkhehi … domanassehi … upāyāsehi vijigucchato, nerayikena dukkhena … tiracchānayonikena dukkhena … pettivisayikena dukkhena … mānusikena dukkhena … gabbhokkantimūlakena dukkhena … gabbhaṭṭhitimūlakena dukkhena … gabbhavuṭṭhānamūlakena dukkhena … jātassūpanibandhakena dukkhena … jātassa parādheyyakena dukkhena … attūpakkamena dukkhena … parūpakkamena dukkhena … dukkhadukkhena … saṅkhāradukkhena … vipariṇāmadukkhena … cakkhurogena dukkhena … sotarogena dukkhena … ghānarogena dukkhena … jivhārogena dukkhena … kāyarogena dukkhena … sīsarogena dukkhena … kaṇṇarogena dukkhena … mukharogena dukkhena … dantarogena dukkhena … kāsena … sāsena … pināsena … ḍāhena … jarena … kucchirogena … mucchāya … pakkhandikāya … sūlāya … visūcikāya … kuṭṭhena … gaṇḍena … kilāsena … sosena … apamārena … dadduyā … kaṇḍuyā … kacchuyā … rakhasāya … vitacchikāya … lohitena … pittena … madhumehena … aṁsāya … piḷakāya … bhagandalāya … pittasamuṭṭhānena ābādhena … semhasamuṭṭhānena ābādhena … vātasamuṭṭhānena ābādhena … sannipātikena ābādhena … utupariṇāmajena ābādhena … visamaparihārajena ābādhena … opakkamikena ābādhena … kammavipākajena ābādhena … sītena … uṇhena … jighacchāya … pipāsāya … uccārena … passāvena … ḍaṁsamakasavātātapasarīsapasamphassena dukkhena … mātumaraṇena dukkhena … pitumaraṇena dukkhena … bhātumaraṇena … bhaginimaraṇena … puttamaraṇena … dhītumaraṇena … ñātibyasanena … bhogabyasanena … rogabyasanena … sīlabyasanena … diṭṭhibyasanena dukkhena vijigucchato aṭṭīyato harāyato jigucchatoti—
mnd16:77.4 #
bhikkhuno vijigucchato.
mnd16:78.1 #
Bhajato rittamāsananti.
อ้างอิงสยามรัฐ 29.572 · ฉัฏฐสังคายนา 77.351
mnd16:78.2 #
Āsanaṁ vuccati yattha nisīdati—
mnd16:78.3 #
mañco pīṭhaṁ bhisi taṭṭikā cammakhaṇḍo tiṇasanthāro paṇṇasanthāro palālasanthāro.
mnd16:78.4 #
Taṁ āsanaṁ asappāyarūpadassanena rittaṁ vivittaṁ pavivittaṁ, asappāyasaddassavanena rittaṁ vivittaṁ pavivittaṁ, asappāyehi pañcahi kāmaguṇehi rittaṁ vivittaṁ pavivittaṁ.
mnd16:78.5 #
Taṁ pavivittaṁ āsanaṁ bhajato sambhajato sevato nisevato saṁsevato paṭisevatoti—
mnd16:78.6 #
bhajato rittamāsanaṁ.
mnd16:79.1 #
Rukkhamūlaṁ susānaṁ vāti.
อ้างอิงพุทธชยันตี 33.660
mnd16:79.2 #
Rukkhamūlaṁyeva rukkhamūlaṁ, susānaṁyeva susānanti—
mnd16:79.3 #
rukkhamūlaṁ susānaṁ vā.
mnd16:79.4 #
Pabbatānaṁ guhāsu vāti.
mnd16:79.5 #
Pabbatāyeva pabbatā, kandarāyeva kandarā, giriguhāyeva giriguhā.
mnd16:79.6 #
Pabbatantarikāyo vuccanti pabbatapabbhārāti—
mnd16:79.7 #
pabbatānaṁ guhāsu vā.
mnd16:80.1 #
Tenāha thero sāriputto—
mnd16:81.1 #
“Bhikkhuno vijigucchato,
mnd16:81.2 #
bhajato rittamāsanaṁ;
mnd16:81.3 #
Rukkhamūlaṁ susānaṁ vā,
mnd16:81.4 #
pabbatānaṁ guhāsu vā”ti.
mnd16:82.1 #
Uccāvacesu sayanesu,
mnd16:82.2 #
kīvanto tattha bheravā;
mnd16:82.3 #
Ye hi bhikkhu na vedheyya,
mnd16:82.4 #
nigghose sayanāsane.
mnd16:83.1 #
Uccāvacesu sayanesūti.
อ้างอิงPTS 467 · สยามรัฐ 29.573
mnd16:83.2 #
Uccāvacesūti uccāvacesu hīnappaṇītesu chekapāpakesu.
mnd16:83.3 #
Sayanaṁ vuccati senāsanaṁ vihāro aḍḍhayogo pāsādo hammiyaṁ guhāti—
mnd16:83.4 #
uccāvacesu sayanesu.
mnd16:83.5 #
Kīvanto tattha bheravāti.
mnd16:83.6 #
Kīvantoti kīvanto kūjanto nadanto saddaṁ karonto.
mnd16:83.7 #
Atha vā kīvantoti kati kittakā kīvatakā kīvabahukā te.
mnd16:83.8 #
Bheravāti sīhā byagghā dīpī acchā taracchā kokā mahiṁsā hatthī ahī vicchikā satapadī, corā vā assu mānavā vā katakammā vā akatakammā vāti—
mnd16:83.9 #
kīvanto tattha bheravā.
mnd16:84.1 #
Ye hi bhikkhu na vedheyyāti.
mnd16:84.2 #
Ye hīti ye hi bherave passitvā vā suṇitvā vā na vedheyya nappavedheyya na sampavedheyya na taseyya na uttaseyya na parittaseyya na bhāyeyya na santāsaṁ āpajjeyya, abhīrū assa acchambhī anutrāsī apalāyī, pahīnabhayabheravo vigatalomahaṁso vihareyyāti—
mnd16:84.3 #
ye hi bhikkhu na vedheyya.
mnd16:85.1 #
Nigghose sayanāsaneti.
mnd16:85.2 #
Appasadde appanigghose vijanavāte manussarāhasseyyake paṭisallānasāruppe senāsaneti—
mnd16:85.3 #
nigghose sayanāsane.
mnd16:86.1 #
Tenāha thero sāriputto—
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 77.352
mnd16:87.1 #
“Uccāvacesu sayanesu,
mnd16:87.2 #
kīvanto tattha bheravā;
mnd16:87.3 #
Ye hi bhikkhu na vedheyya,
mnd16:87.4 #
nigghose sayanāsane”ti.
mnd16:88.1 #
Kati parissayā loke,
อ้างอิงพุทธชยันตี 33.662
mnd16:89.7 #
สีตํ อุณฺหํ ชิฆจฺฉา ปิปาสา อุจฺจาโร ปสฺสาโว ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺโส อิติ วา✎ ร่าง
sītaṁ uṇhaṁ jighacchā pipāsā uccāro passāvo ḍaṁsamakasavātātapasarīsapasamphassā—
mnd16:89.8 #
อิเม วุจฺจนฺติ ปากฏปริสฺสยา ฯ✎ ร่าง
ime vuccanti pākaṭaparissayā.
mnd16:90.1 #
กตเม ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา ฯ✎ ร่าง
Katame paṭicchannaparissayā?
mnd16:90.2 #
กายทุจฺจริตํ วจีทุจฺจริตํ มโนทุจฺจริตํ กามจฺฉนฺทนีวรณํ พฺยาปาทนีวรณํ ถีนมิทฺธนีวรณํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจนีวรณํ วิจิกิจฺฉานีวรณํ ราโค โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิ สงฺขารา✎ ร่าง
Kāyaduccaritaṁ vacīduccaritaṁ manoduccaritaṁ kāmacchandanīvaraṇaṁ byāpādanīvaraṇaṁ thinamiddhanīvaraṇaṁ uddhaccakukkuccanīvaraṇaṁ vicikicchānīvaraṇaṁ rāgo doso moho kodho upanāho makkho paḷāso issā macchariyaṁ māyā sāṭheyyaṁ thambho sārambho māno atimāno mado pamādo, sabbe kilesā sabbe duccaritā sabbe darathā sabbe pariḷāhā sabbe santāpā sabbākusalābhisaṅkhārā—
mnd16:90.3 #
อิเม วุจฺจนฺติ ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา ฯ✎ ร่าง
ime vuccanti paṭicchannaparissayā.
mnd16:91.1 #
ปริสฺสยาติ เกนตฺเถน ปริสฺสยา ฯ✎ ร่าง
Parissayāti kenaṭṭhena parissayā?
mnd16:91.2 #
ปริสหนฺตีติ ปริสฺสยา ฯ ปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ ปริสฺสยา ฯ ตตฺราสยาติ ปริสฺสยา ฯ✎ ร่าง
Parisahantīti parissayā, parihānāya saṁvattantīti parissayā, tatrāsayāti parissayā.
mnd16:92.1 #
กถํ ปริสหนฺตีติ ปริสฺสยา ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ parisahantīti parissayā?
อ้างอิงสยามรัฐ 29.575
mnd16:92.2 #
เต ปริสฺสยา ตํ ปุคฺคลํ สหนฺติ ปริสหนฺติ อภิภวนฺติ อชฺโฌตฺถรนฺติ ปริยาทิยนฺติ มทฺทนฺติ ฯ✎ ร่าง
Te parissayā taṁ puggalaṁ sahanti parisahanti abhibhavanti ajjhottharanti pariyādiyanti maddanti.
mnd16:92.3 #
เอวํ ปริสหนฺตีติ✎ ร่าง
Evaṁ parisahantīti—
mnd16:92.4 #
ปริสฺสยา ฯ✎ ร่าง
parissayā.
mnd16:93.1 #
กถํ ปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ ปริสฺสยา ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ parihānāya saṁvattantīti parissayā?
อ้างอิงPTS 469 · ฉัฏฐสังคายนา 77.353
mnd16:93.2 #
เต ปริสฺสยา กุสลานํ ธมฺมานํ ปริหานาย อนฺตรายาย สํวตฺตนฺติ ฯ✎ ร่าง
Te parissayā kusalānaṁ dhammānaṁ antarāyāya parihānāya saṁvattanti.
mnd16:93.3 #
กตเมสํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฯ✎ ร่าง
Katamesaṁ kusalānaṁ dhammānaṁ?
mnd16:93.4 #
สมฺมาปฏิปทาย อนุโลมปฏิปทาย อปจฺจนีก ปฏิปทาย✎ ร่าง
Sammāpaṭipadāya anulomapaṭipadāya apaccanīkapaṭipadāya aviruddhapaṭipadāya anvatthapaṭipadāya dhammānudhammapaṭipadāya sīlesu paripūrakāritāya indriyesu guttadvāratāya bhojane mattaññutāya jāgariyānuyogassa satisampajaññassa catunnaṁ satipaṭṭhānānaṁ bhāvanānuyogassa catunnaṁ sammappadhānānaṁ catunnaṁ iddhipādānaṁ pañcannaṁ indriyānaṁ pañcannaṁ balānaṁ sattannaṁ bojjhaṅgānaṁ ariyassa aṭṭhaṅgikassa maggassa bhāvanānuyogassa—
mnd16:93.5 #
imesaṁ kusalānaṁ dhammānaṁ antarāyāya parihānāya saṁvattanti.
mnd16:93.6 #
Evaṁ parihānāya saṁvattantīti—
mnd16:93.7 #
parissayā.
mnd16:94.1 #
Kathaṁ tatrāsayāti parissayā?
อ้างอิงพุทธชยันตี 33.664
mnd16:94.2 #
Tatthete pāpakā akusalā dhammā uppajjanti attabhāvasannissayā.
mnd16:94.3 #
Yathā bile bilāsayā pāṇā sayanti, dake dakāsayā pāṇā sayanti, vane vanāsayā pāṇā sayanti, rukkhe rukkhāsayā pāṇā sayanti;
mnd16:94.4 #
evamevaṁ tatthete pāpakā akusalā dhammā uppajjanti attabhāvasannissayāti.
mnd16:94.5 #
Evampi tatrāsayāti—
mnd16:94.6 #
parissayā.
mnd16:95.1 #
Vuttañhetaṁ bhagavatā—
อ้างอิงสยามรัฐ 29.576 · ฉัฏฐสังคายนา 77.354
mnd16:96.1 #
“Sāntevāsiko, bhikkhave, bhikkhu sācariyako dukkhaṁ na phāsu viharati.
mnd16:96.2 #
Kathañca, bhikkhave, bhikkhu sāntevāsiko sācariyako dukkhaṁ na phāsu viharati?
mnd16:96.3 #
Idha, bhikkhave, bhikkhuno cakkhunā rūpaṁ disvā uppajjanti pāpakā akusalā dhammā sarasaṅkappā saṁyojaniyā, tyassa anto vasanti anvāssavanti pāpakā akusalā dhammāti.
mnd16:96.4 #
Tasmā sāntevāsikoti vuccati.
mnd16:96.5 #
Te naṁ samudācaranti, samudācaranti naṁ pāpakā akusalā dhammāti.
mnd16:96.6 #
Tasmā sācariyakoti vuccati.
mnd16:97.1 #
Puna caparaṁ, bhikkhave, bhikkhuno sotena saddaṁ sutvā …pe…
mnd16:97.2 #
ghānena gandhaṁ ghāyitvā …
mnd16:97.3 #
jivhāya rasaṁ sāyitvā …
mnd16:97.4 #
kāyena phoṭṭhabbaṁ phusitvā …
mnd16:97.5 #
manasā dhammaṁ viññāya uppajjanti pāpakā akusalā dhammā sarasaṅkappā saṁyojaniyā, tyassa anto vasanti anvāssavanti pāpakā akusalā dhammāti.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๙ — ขุททกนิกาย มหานิทเทส
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน