เนื้อความทั้งข้อ
แปลไทย ฉบับหลวง
บาลีอักษรไทย
[๑๙๒] เมตตคูพราหมณ์กล่าวกับพระผู้มีพระภาคว่า ตํ ในอุเทศว่า ตนฺตํ นมสฺสามิ
สเมจฺจ นาคํ.
คำว่า นมสฺสามิ ความว่า ข้าพระองค์ขอนมัสการ คือ ขอ สักการะ เคารพ นับถือ
บูชาด้วยกาย ด้วยจิต ด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นไปตามประโยชน์ หรือด้วยการปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรม.
คำว่า สเมจฺจ ความว่า ข้าพระองค์มาพบ คือ มาประสบ มาหา มาเฝ้าแล้ว ขอ
นมัสการพระองค์เฉพาะพระพักตร์.
คำว่า นาคํ ความว่า ผู้ไม่มีความชั่ว, พระผู้มีพระภาคไม่ทรงทำความชั่ว เพราะฉะนั้น
จึงทรงพระนามว่า นาค. ไม่เสด็จไปสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. ไม่เสด็จ
มาสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค.
พระผู้มีพระภาคไม่ทรงทำความชั่วอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. อกุศล-
*ธรรมทั้งปวงอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก
เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะต่อไป ท่านกล่าวว่าความชั่ว.
บุคคลไม่ทำความชั่วน้อยหนึ่งในโลก สลัดแล้วซึ่งกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ทั้งปวง
ซึ่งเครื่องผูกทั้งหลาย เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่เกี่ยวข้องในที่ทั้งปวง. บุคคลนั้นท่านกล่าวว่าเป็น
นาค ผู้คงที่ มีจิตอย่างนั้น.
พระผู้มีพระภาคไม่ทรงทำความชั่วอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค.
พระผู้มีพระภาคไม่เสด็จไปอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค? พระผู้มี-
*พระภาคไม่เสด็จไปสู่ฉันทาคติ ไม่เสด็จไปสู่โทสาคติ ไม่เสด็จไปสู่โมหาคติ ไม่เสด็จไปสู่
ภยาคติ. พระองค์ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจราคะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจโทสะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจ
โมหะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจทิฏฐิ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจมานะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจอุทธัจจะ
ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจวิจิกิจฉา ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจอนุสัย ไม่ดำเนิน ไม่เสด็จออก ไม่ถูก
พัดไป ไม่ถูกนำไป ไม่ถูกเคลื่อนไปด้วยธรรมอันเป็นพวก พระผู้มีพระภาคไม่เสด็จไปอย่างนี้
เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค.
พระผู้มีพระภาคไม่เสด็จมาอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค? พระผู้มี-
*พระภาคไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสทั้งหลาย ที่พระองค์ทรงละได้แล้วด้วยโสดาปัตติ-
*มรรค ... ด้วยสกทาคามิมรรค ... ด้วยอนาคามิมรรค ... ด้วยอรหัตมรรค. พระผู้มีพระภาค
ไม่เสด็จมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์
มาพบพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนาค จึงขอนมัสการพระองค์.
▴ ย่อ
ตนฺตํ นมสฺสามิ สเมจฺจ นาคนฺติ✎ ร่าง
Taṁ taṁ namassāmi samecca nāgā ti.
ตนฺติ ภควนฺตํ
ภณติ ฯ✎ ร่าง
Tan ti bhagavantaṁ bhaṇati.
นมสฺสามีติ กาเยน วา นมสฺสามิ จิตฺเตน วา นมสฺสามิ
อนฺวตฺถปฏิปตฺติยา วา นมสฺสามิ ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา วา
นมสฺสามิ สกฺกโรมิ ครุกโรมิ ๑- มาเนมิ ปูเชมิ ฯ✎ ร่าง
Namassāmī ti kāyena vā namassāmi, vācāya vā namassāmi, cittena vā namassāmi, anvatthapaṭipattiyā vā namassāmi, dhammānudhammapaṭipattiyā vā namassāmi, sakkaromi garuṁ karomi mānemi pūjemi.
สเมจฺจาติ สเมจฺจ
อภิสเมจฺจ สมาคนฺตฺวา อภิสมาคนฺตฺวา สมฺมุขา ตํ นมสฺสามิ ฯ✎ ร่าง
Sameccā ti samecca abhisamecca samāgantvā abhisamāgantvā sammukhā taṁ namassāmi.
นาคนฺติ นาโค✎ ร่าง
Nāgā ti nāgo ca bhagavā āguṁ na karotīti—
—
Kathaṁ bhagavā āguṁ na karotīti—
—
Āgu vuccati pāpakā akusalā dhammā saṅkilesikā ponobhavikā sadarā dukkhavipākā āyatiṁ jātijarāmaraṇiyā.
—
Āguṁ na karoti kiñci loke,
—
Sabbasaṁyoge visajja bandhanāni;
—
Sabbattha na sajjatī vimutto,
—
Nāgo tādi pavuccate tathattāti.
—
Evaṁ bhagavā āguṁ na karotīti—
อ้างอิง สยามรัฐ 30.99
—
Kathaṁ bhagavā na gacchatīti—
—
Bhagavā na chandāgatiṁ gacchati, na dosāgatiṁ gacchati, na mohāgatiṁ gacchati, na bhayāgatiṁ gacchati, na rāgavasena gacchati, na dosavasena gacchati, na mohavasena gacchati, na mānavasena gacchati, na diṭṭhivasena gacchati, na uddhaccavasena gacchati, na vicikicchāvasena gacchati, na anusayavasena gacchati, na vaggehi dhammehi yāyati nīyati vuyhati saṁharīyati.
—
Evaṁ bhagavā na gacchatīti—
—
Kathaṁ bhagavā na āgacchatīti—
อ้างอิง ฉัฏฐสังคายนา 87.75 · พุทธชยันตี 34.180