เนื้อความทั้งข้อ
[๕๙๓] บรรดาประชาชนชาวพระนครราชคฤห์นั้น จำพวกที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส
มีความรู้ทราม พากันกล่าวนี้ว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้แล เป็นผู้กำจัด
มีความประพฤติขัดเกลา ส่วนพระสมณโคดม เป็นผู้มีความมักมาก ดำริเพื่อความมักมาก
ส่วนประชาชนจำพวกที่มีศรัทธาเลื่อมใสเป็นบัณฑิต มีความรู้สูง ต่างพากันเพ่งโทษ
ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระเทวทัตต์จึงได้ตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายข้อห้าม
ในพุทธจักร ของพระผู้มีพระภาคเล่า
ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็น
ผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า ไฉน พระเทวทัตต์จึงได้ตะเกียกตะกาย เพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายข้อห้ามใน
พุทธจักรเล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน
เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระเทวทัตต์ว่า ดูกรเทวทัตต์ ข่าวว่า เธอตะเกียก
ตะกาย เพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายข้อห้ามในพุทธจักร จริงหรือ?
พระเทวทัตต์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ
ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูกรโมฆบุรุษ ไฉน เธอจึงได้ตะเกียก
ตะกาย เพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายข้อห้ามในพุทธจักรเล่า
ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่
เลื่อมใส หรือเพื่อความเสื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น
เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่น ของชนบาง
พวกที่เลื่อมใสแล้ว
ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระเทวทัตต์ โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่ง
ความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ
ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ
มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภ
ความเพียร โดยอเนกปริยาย แล้วทรงกระทำธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่
เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย
อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะ
บังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยัง
ไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อถือตามพระวินัย ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
๑๔. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุใด ตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงหรือ
ถือเอาอธิกรณ์อันเป็นเหตุแตกกัน ยกย่องยันอยู่ ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าว
อย่างนี้ว่า ท่านอย่าได้ตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง หรืออย่าได้ถือเอา
อธิกรณ์อันเป็นเหตุแตกกันยกย่องยันอยู่ ขอท่านจงพร้อมเพรียงด้วยสงฆ์ เพราะว่า
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุเทศเดียวกันย่อมอยู่ผาสุก
แลภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยกย่องอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกษุนั้น
อันภิกษุทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาสน์กว่าจะครบสามจบ เพื่อให้สละกรรมนั้นเสีย หาก
เธอถูกสวดสมนุภาสน์กว่าจะครบสามจบอยู่ สละกรรมนั้นเสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็น
การดี หากเธอไม่สละเสีย เป็นสังฆาทิเสส.
อถโข เทวทตฺโต สปริโส เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ
อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ✎ ร่าง
Atha kho devadatto sapariso yena bhagavā tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā bhagavantaṁ abhivādetvā ekamantaṁ nisīdi.
อ้างอิงPTS 3.172 · สยามรัฐ 1.400 · พุทธชยันตี 1.450
เอกมนฺตํ
นิสินฺโน โข เทวทตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ✎ ร่าง
Ekamantaṁ nisinno kho devadatto bhagavantaṁ etadavoca—
ภควา ภนฺเต อเนกปริยาเยน
อปฺปิจฺฉสฺส สนฺตุฏฺฐสฺส สลฺเลขสฺส ธูตสฺส ปาสาทิกสฺส อปฺปจฺจยสฺส✎ ร่าง
“bhagavā, bhante, anekapariyāyena appicchassa …pe…
วิริยารมฺภสฺส วณฺณวาที✎ ร่าง
vīriyārambhassa vaṇṇavādī.
อิมานิ ภนฺเต ปญฺจ วตฺถูนิ อเนกปริยาเยน
อปฺปิจฺฉตาย สนฺตุฏฺฐตาย สลฺเลขาย ธูตาย ปาสาทิกาย
อปฺปจฺจยาย✎ ร่าง
Imāni, bhante, pañca vatthūni anekapariyāyena appicchatāya …pe…
วิริยารมฺภาย สํวตฺตนฺติ✎ ร่าง
vīriyārambhāya saṁvattanti.
สาธุ ภนฺเต ภิกฺขู
ยาวชีวํ อารญฺญกา อสฺสุ✎ ร่าง
Sādhu, bhante, bhikkhū yāvajīvaṁ āraññikā assu;
โย คามนฺตํ โอสเรยฺย วชฺชํ นํ ผุเสยฺย
ยาวชีวํ ปิณฺฑปาติกา อสฺสุ โย นิมนฺตนํ สาทิเยยฺย วชฺชํ นํ
ผุเสยฺย ยาวชีวํ ปํสุกูลิกา อสฺสุ โย คหปติจีวรํ สาทิเยยฺย วชฺชํ
นํ ผุเสยฺย ยาวชีวํ รุกฺขมูลิกา อสฺสุ โย ฉนฺนํ อุปคจฺเฉยฺย วชฺชํ
นํ ผุเสยฺย✎ ร่าง
yo gāmantaṁ osareyya vajjaṁ naṁ phuseyya …pe…
ยาวชีวํ มจฺฉมํสํ น ขาเทยฺยุํ โย มจฺฉมํสํ ขาเทยฺย
วชฺชํ นํ ผุเสยฺยาติ ฯ✎ ร่าง
yāvajīvaṁ macchamaṁsaṁ na khādeyyuṁ, yo macchamaṁsaṁ khādeyya vajjaṁ naṁ phuseyyā”ti.
อลํ เทวทตฺต✎ ร่าง
“Alaṁ, devadatta,
โย อิจฺฉติ อารญฺญโก
โหตุ โย อิจฺฉติ คามนฺเต วิหรตุ✎ ร่าง
yo icchati āraññiko hotu, yo icchati gāmante viharatu;
โย อิจฺฉติ ปิณฺฑปาติโก โหตุ
@เชิงอรรถ: ๑ ยุ. ม. สงฺฆเภโท ฯ ๒ ยุ. ม. จกฺกเภโท ฯ
โย อิจฺฉติ นิมนฺตนํ สาทิยตุ✎ ร่าง
yo icchati piṇḍapātiko hotu, yo icchati nimantanaṁ sādiyatu;
โย อิจฺฉติ ปํสุกูลิโก โหตุ โย
อิจฺฉติ คหปติจีวรํ สาทิยตุ✎ ร่าง
yo icchati paṁsukūliko hotu, yo icchati gahapaticīvaraṁ sādiyatu.
อฏฺฐมาเส โข มยา เทวทตฺต
รุกฺขมูลเสนาสนํ อนุญฺญาตํ ติโกฏิปริสุทฺธํ มจฺฉมํสํ✎ ร่าง
Aṭṭhamāse kho mayā, devadatta, rukkhamūlasenāsanaṁ anuññātaṁ, tikoṭiparisuddhaṁ macchamaṁsaṁ—
อทิฏฺฐํ
อสฺสุตํ อปริสงฺกิตนฺติ ฯ✎ ร่าง
adiṭṭhaṁ asutaṁ aparisaṅkitan”ti.